มัลลิกา ชี้เด็กชายแดนใต้ไร้เยียวยา ขอรัฐดูแลอย่างธรรม-เรียนร่วมทุกศาสนา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช หารือปัญหาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ โดยเรียกร้องให้รัฐเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมเสนอให้รวมประชาชนและผู้นำศาสนาเข้าร่วมกระบวนการรับรองผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง โดยเน้นการจัดการศึกษาแบบร่วมกันระหว่างศาสนาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจ และมองว่าการดูแลเด็กควรทำด้วยจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งสันติภาพในระยะยาว

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ลพบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา เด็ก เยาวชน และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากที่ได้ฟังรายงานผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการชุดนี้แล้ว ทำให้ดิฉันได้ทราบว่าเด็ก เยาวชนจากชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเด็กกำพร้าที่เกิดจาก สถานการณ์ความไม่สงบในช่วง ๑๕ ปีมานี้มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว คำว่าเด็กกำพร้า อาจจะมีความหมายที่ไม่ได้แตกต่างกับเด็กกำพร้าที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย แต่เมื่อมองถึงสาเหตุ ที่ทำให้กำพร้านั้นมันเห็นความแตกต่างโดยชัดเจน

ท่านประธานคะ ในส่วนภาคกลาง เพราะว่าดิฉันเองเป็น ส.ส. จังหวัดลพบุรี เรามักจะเห็นที่เกิดจากการหย่าร้างหรือว่าเกิดจากการเสียชีวิตของบิดา มารดา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของโรคภัยหรืออุบัติเหตุ แต่ในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากสถานการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่และผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้ฟังนั้นทำให้มีความรู้สึกว่าต้องมีการดูแล เยียวยาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และ ครอบคลุมกับเด็กทุก ๆ คน ดิฉันสงสัยว่าที่ทางกรรมาธิการได้เอ่ยถึงว่า ๓ ฝ่ายนั้น มีทหาร ตำรวจ แล้วก็ฝ่ายปกครอง ทำไมไม่มีฝ่ายประชาชนและฝ่ายผู้นำศาสนา อันนี้เป็น ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะท่านประธาน ว่าเป็นไปได้ไหมถ้าเราบอกว่า ๔ ฝ่ายอาจจะเป็น เลขคู่ ซึ่งเวลามีการมาลงความคิดเห็นอาจจะไม่ได้ความชัดเจน แต่ถ้าเราบอกว่าเป็น ๕ ฝ่าย ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ประชาชน และผู้นำทางศาสนา อาจจะเป็นทุก ๆ ศาสนานะคะ ดิฉันไม่ได้หมายถึงว่าเฉพาะศาสนาอิสลามศาสนาเดียว แล้วบอกว่าถ้าเกิด ๓ ฝ่ายนั้น มารับรอง เด็กที่ได้รับการรับรองหรือไม่รับรองนั้นทำไมถึงมีการดูแลที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญ คือการศึกษา เด็กจะเป็นลูกของฝ่ายใดก็แล้วแต่ถ้าได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ ควรจะต้องได้รับความช่วยเหลือ เยียวยา ดูแลทุก ๆ คน แล้วก็เสมอภาคกัน เพราะใน ความรู้สึกของเราเด็กคือผู้บริสุทธิ์ เขาไม่รู้เรื่องหรอกค่ะว่าผู้ใหญ่ทะเลาะกันเรื่องอะไร เขาไม่รู้เรื่องว่ามีระเบิดตรงไหน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นพวกเขาได้รับโดยเต็ม ๆ เพราะฉะนั้น ข้อสังเกตของดิฉันมีอยู่ ๓ ประเด็นนะคะ

ประเด็นที่ ๑ คือโอกาส ทำอย่างไรที่จะผลักดันให้ประเด็นของเด็กเป็นเรื่องที่ จะต้องเอามาพูดคุยกันบนโต๊ะสันติภาพ หรือที่เขาเรียกว่าสันติสุข เพราะเรามองว่าเด็ก และเยาวชนพวกนี้ก็เป็นลูกหลานของทั้ง ๒ ฝ่าย ควรเน้นในเรื่องให้การปกป้อง คุ้มครองเด็ก ร่วมกัน ต้องมองว่าเด็กไม่ใช่เหยื่อของความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม

ประการที่ ๒ เป็นเรื่องของการจัดระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีการแยก ตามศาสนา เท่าที่ทราบคือเด็กจะเรียนรวมกันถึงชั้น ป. ๖ แล้วพอหลังจากนั้นแล้วจะมีการแยก เด็กที่นับถือศาสนาอิสลามก็ไปเรียนศาสนา ส่วนที่นับถือศาสนาพุทธก็ยังอยู่ที่โรงเรียนรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ในส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันเป็นผู้แทนที่มาจากภาคกลาง ส่วนใหญ่เรานับถือ ศาสนาพุทธ อาจจะมีศาสนาคริสต์บ้าง แต่ว่าในพื้นที่ของดิฉันเองมีพี่น้องที่นับถือ ศาสนาอิสลามน้อยมาก ดิฉันไม่ค่อยมีความรู้เรื่องศาสนานี้เท่าไร แต่คิดว่าเป็นการดี ถ้ามีโอกาสก็อยากที่จะให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้นได้มีการศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน กับเพื่อน ๆ ต่างศาสนา เพราะว่าถ้าเกิดเด็กเขาเริ่มสร้างความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้นเขาจะได้รู้ว่าอีกศาสนาหนึ่ง มีข้อห้าม มีความเชื่อในแต่ละศาสนาอย่างไร ทำให้เขาได้เข้าใจเพื่อน ซึ่งจะทำให้ปัญหา ความแตกต่างทางศาสนานั้นหมดไป เพราะดิฉันคิดว่าถ้าเราปลูกฝังหรือสอนอะไรเขา ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาจะมีความรู้สึกในด้านดีที่จะเติบโตขึ้นมา แล้วก็มีความเชื่อในความคิด ทางด้านบวก

ประการที่ ๓ เป็นข้อสังเกต จากที่ฟังกรรมาธิการพูดถึงเรื่องการทำงาน ประเด็นที่ว่าบุคคลที่ทำงานอยู่กับเด็กแล้วเขาทำแต่เฉพาะหน้าที่ เขาไม่ได้ใช้จิตวิญญาณ ที่จะเข้าถึงเด็ก เด็กมีความรู้สึกที่อ่อนโยน ละมุนละไม ถามว่าเขาจะเข้าถึงความรู้สึก ของผู้ใหญ่เหล่านั้นไหม การที่ทำงานโดยเป็นหน้าที่ ไม่ได้ทำงานด้วยจิตใจ จะประสบ ความสำเร็จหรือเปล่า สิ่งต่าง ๆ ที่เด็กรับรู้จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ดิฉันจึงมีความรู้สึกว่าถ้าคนที่ทำงานกับเด็กต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะ และจิตวิทยา ซึ่งจะทำให้ เด็ก ๆ ได้รับการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ไม่ได้เฉพาะแต่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตรงนี้เรารู้กันทั่วไปว่าเด็ก ๆ ทุกคนต้องการความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ แต่ตรงนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีความรุนแรงคิดว่าเด็กต้องการสิ่งเหล่านี้มากเป็นพิเศษ

ท่านประธานคะ สำหรับดิฉันคงฝากข้อสังเกตที่ได้รับฟังจากคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ ประเด็นทั้ง ๓ อย่าง และข้อเสนอแนะจาก ๓ ฝ่ายเป็น ๕ ฝ่าย ฝากเอาไว้ด้วย เผื่อว่า จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ทางคณะกรรมาธิการนั้นได้นำเอาไปศึกษาหรือปฏิบัติ ขอขอบพระคุณค่ะ