ณัฐวุฒิ ตั้งข้อสังเกตงบไทยพีบีเอส-เน้นจริยธรรม-เรียกร้องความชัดเจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือเกี่ยวกับรายงานปฏิบัติงานของไทยพีบีเอส โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนอสื่อและประเด็นจากสังคม ตั้งข้อสังเกตเรื่องเรตติงที่ต่ำแม้มีงบประมาณสูง พร้อมชื่นชมการสรุปข่าวออนไลน์ที่ทันเหตุการณ์และเป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณจัดกิจกรรมภาคสนาม ความชัดเจนของทิศทางการดำเนินงาน และแนวทางจริยธรรมในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะการไม่ทำร้ายจิตใจเหยื่อและความระมัดระวังต่อการเปิดเผยอัตลักษณ์ของเด็กและสตรี รวมถึงเรียกร้องความชัดเจนในการบริหารจัดการบุคลากรที่สอดคล้องกับนโยบายลดจำนวนพนักงาน และการเร่งทบทวนกฎหมายเพื่อเสริมความมั่นคงให้ทั้งองค์กรและประชาชน

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอภิปรายรายงานปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๖๒ ขององค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ชื่อย่อที่ท่านใช้ในเชิงภาษาไทย ส.ส.ท หรือขออนุญาตที่จะคุ้นเคยหรือพูดในนามของไทยพีบีเอส (Thai PBS) อยู่สัก ๓ ประการ ด้วยกัน แต่ก่อนที่จะเข้าถึงทั้ง ๓ ประการ เมื่อคืนนี้ผมได้มีโอกาสไปหยิบเล่มของปี ๒๕๖๑ ขึ้นมาพิจารณาเปรียบเทียบ เสียดายนิดเดียวเล่มปี ๒๕๖๒ ของท่านเพิ่งตีพิมพ์แล้วเสร็จ เดือนมิถุนายน เพื่อนสมาชิกของพวกเราก็เพิ่งได้อ่านกันเต็ม ๆ เช้าวันนี้ แล้วเล่มปี ๒๕๖๒ ของท่านเนื้อหาค่อนข้างหนากว่าปี ๒๕๖๑ ค่อนข้างมาก ฉะนั้นอาจจะทำให้พวกเราไม่อาจ ที่จะทำความเข้าใจกับเนื้อหาทั้งหมดได้ทัน แต่อย่างไรก็ตามในส่วนสำหรับคนที่เป็นผู้แทน ประชาชนนั้นไม่ว่าจะเป็นมาในลักษณะอย่างไร ผมเชื่อว่าพวกเราสามารถจับประเด็น รับกระแสจากสังคม ทำความเข้าใจ และนำเสนอแทนในฐานะตัวแทนประชาชนได้ครับ ๓ ประการที่ผมอยากจะพูดถึงเป็นแบบนี้ครับ ผมเข้าใจว่ารายงานประจำปีของไทยพีบีเอส (Thai PBS) บอกการเปลี่ยนแปลงในเชิงการนำเสนอของสื่อชัดเจน ท่านจิรายุก็พูดถึงว่าวันนี้ ท่านแบ่งรูปแบบของสื่อออกเป็น ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ก็คือในรูปแบบของการที่ใช้สื่อที่เรียกว่าโทรทัศน์หรือใน ลักษณะของการออนแอร์ (On Air) ซึ่งแน่นอนท่านอาจจะพูดถึงจำนวนคนที่มีการติดตาม ท่าน แต่สิ่งที่ท่านไม่ได้ตอบหรือไม่ได้พูดอยู่ในรายงานฉบับนี้เลยก็คือการจัดลำดับหรือเรตติง (Rating) แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยที่ผมยังติดตามสื่อสารมวลชนในโทรทัศน์ค่อนข้างมาก ผมให้น้ำหนักกับรายการข่าว มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการที่ผมได้รับมา ถึงแม้ท่านบอก อันดับของท่านดีมากในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็แล้วแต่ แต่เรตติง (Rating) รายการข่าว ของท่าน หรือรายการในภาพรวมทั้งหมดของสถานีโทรทัศน์ที่เป็นออนแอร์ (On Air) ของท่านอยู่ในอันดับที่ ๑๗ แน่นอนครับเวลาที่เราฟังตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ ท่านได้รับ เมื่อเทียบกับเงินที่ท่านใช้ ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่จะต้องตั้งคำถามหรือขอคำตอบ จากท่านว่า เพราะเหตุใดอันดับของท่านยังอยู่ในอันดับที่ห่างจากสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง ซึ่งวันนี้ก็ค่อย ๆ ทยอยปิดหรือยุบตัวลงไป แน่นอนครับนั่นคือรูปแบบที่ ๑

รูปแบบที่ ๒ คือสื่อในรูปแบบของออนไลน์ (Online) ซึ่งผมคิดว่าวันนี้ ท่านพยายามจะขยับหรือชิงพื้นที่มากยิ่งขึ้น สิ่งที่อยากจะฝากชื่นชมเวลาที่เราดูติดตามข่าว ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ในรูปแบบออนไลน์ (Online) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุม สภา นักข่าวของท่านจะใช้วิธีจับประเด็นสั้น ๆ สรุปว่าขณะนี้ท่านสมาชิกท่านนี้พูดแบบนี้ ท่านรัฐมนตรีตอบแบบนี้ สมาชิกตั้งคำถามแบบนั้นแบบนี้ต่าง ๆ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีมากเลย อาจจะต้องฝากชื่นชมไปยังนักข่าวที่ช่วยจับประเด็น เพราะว่าเราเอง ส.ส. หลายท่าน ติดประชุมกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ก็อาศัยข้อมูลในลักษณะออนไลน์ (Online) ของท่าน ติดตามว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงประเด็นสำคัญอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน ท่านใด ๆ ต่าง ๆ ที่เข้ามาตอบชี้แจงดังกล่าวนั้นตอบแบบไหน ประการใดบ้าง นั่นเป็น รูปแบบที่ ๒

รูปแบบที่ ๓ คือในลักษณะการจัดกิจกรรมที่เรียกว่าออนกราวนด์ (On Ground) ผมไม่มั่นใจว่าท่านให้นิยามความหมายของออนกราวนด์ (On Ground) ไว้ตอนนี้แค่ไหน เป็นการลงพื้นที่ดำเนินการทุกรูปแบบ ทุกรายการที่อยู่ในลักษณะที่เรียกว่าภาคสนาม หรือเป็นการจัดในลักษณะรายการที่สถานีของท่านเท่านั้น ความจริงรายการหลายอย่าง นะครับ เช่นการแข่งเรือยาวประเพณี ผมไม่ได้ตามว่าปีนี้ยังมีอยู่หรือไม่ แต่ในส่วนตัวผม สนใจมากนะครับ แล้วมีการติดตามโดยตลอด แล้วก็การแข่งเรือยาวหรือการดำเนินการ ตามประเพณีในรูปแบบต่าง ๆ ในลุ่มน้ำต่าง ๆ มันสะท้อนเรื่องของวิถีชีวิต เสียดายบ้านผม จังหวัดอ่างทองช่วงหลังเรือยาวเราน้อยลง แต่ท่านไปถ่ายที่จังหวัดสิงห์บุรี ท่านไปถ่ายที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พวกผมคนจังหวัดอ่างทองก็มีการติดตามดูครับ

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ผมพูดใน ๓ ลักษณะดังกล่าว ผมคิดว่าสิ่งที่รายงาน ตัวนี้ไม่ได้ตอบเลยก็คือว่างบประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ท่านใช้ในแต่ละปีนั้น ท่านประมาณการว่าปีถัด ๆ ไปการคงที่ของงบประมาณที่ได้รับการเพิ่มเติมความคุ้มค่า มันยังจำเป็นจะต้องใช้อยู่ขนาดนั้นหรือไม่ ท่านทำนายไปถึงลักษณะของสื่อมวลชนที่เปลี่ยน รูปแบบไปหลังจากนี้ ๓ ปี ไปหลังจากนี้ ๕ ปี ไปหลังจากนี้ ๑๐ ปี เป็นแบบไหน ประการใด ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าท่านให้ข้อมูลกับพวกเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็จะทำให้เราจับประเด็น ในการพิจารณาอนุมัติ ถึงแม้งบประมาณที่ท่านบอกอาจจะไม่ได้จากสภาทั้งหมด แต่จะช่วย ท่านดู จะช่วยดูช่องทางในการสนับสนุน จะช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้ท่านได้มากกว่านี้อีก นั่นเป็นประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะพูดถึง

ประการที่ ๒ ในยุทธศาสตร์ด้านการข่าวที่น่าสนใจ ท่านบอกว่าเรามีการแบ่ง ยุทธศาสตร์ด้านการข่าวออกเป็น ๓ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ท่านพูดถึงว่า ข่าวของท่านจะมิใช่ข่าวที่เป็นลักษณะตามกระแสเท่านั้น แต่เป็นข่าวที่จะมีการเสนอทางออก ต่อสังคม ที่เรียกว่าโซลูชัน จัวร์นาลิซึม (Solution Journalism) รูปแบบที่ ๒ ที่ท่านพูดถึง ลักษณะการเสนอข่าวของท่านต้องเป็นการเสนอข่าวที่หลากหลาย รับข้อมูลที่มีความ รอบด้าน รูปแบบที่ ๓ ท่านบอกว่าข่าวของท่านต้องตั้งอยู่ในเชิงจริยธรรม ไม่ใช่การเล่นข่าว ที่มาจากโซเชียลมีเดีย (Social media) ซึ่งผมคิดว่า ณ ขณะนี้ปัญหาของกระบวนการ สื่อสารมวลชน ท่านผู้อำนวยการเป็นอาจารย์สอนนิเทศมาก่อนท่านคงทราบดี ก็คือมีการ เอาข่าว ข้อความ หรือข้อมูล ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่อยู่ในโซเชียลมีเดีย (Social media) ออกมาเป็นข่าวค่อนข้างมาก แล้วกระแสสังคมหลายเรื่องก็ไหลไปตามข่าว ผมไม่อยากจะเอ่ย ถึงเคส (Case) ว่าเป็นเรื่องใดบ้าง เช่นกรณีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดมุกดาหาร กรณีการเสียชีวิต ของเด็กอีกคนหนึ่งที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งไทยพีบีเอส (Thai PBS) ไม่ได้ทำแบบนั้น ไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีประเด็นเรื่องของการดำเนินการในเชิงจริยธรรม มีเรื่องร้องเรียนซึ่งท่านใส่มา ไม่มากนัก แต่ทั้ง ๒ ประเด็นผมจับความได้แบบนี้ครับ จับความได้ในลักษณะว่าผมเคยให้ สัมภาษณ์นักข่าวของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ท่านหนึ่งที่มาถามผมถึงประเด็นผลกระทบ ของเด็กและสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรง แน่นอนครับผมก็ให้ข้อมูลไปตามสถานการณ์ ตามข้อมูลลักษณะเฉพาะที่ผมทำงานอยู่ แต่นักข่าวท่านนั้นแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผมน่าสนใจ และผมคิดว่าตรงนี้ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จะช่วยขยายความต่อได้ในอนาคต เขาบอกผม แบบนี้ครับ เขาไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าเขาไม่ควรจะคุยกับเด็กหรือผู้หญิงที่ได้รับการ บำบัดรักษาและฟื้นฟูจากการถูกความรุนแรงมาก่อนแล้ว เขาคิดแต่เพียงว่าถ้าเด็กหรือผู้หญิง เหล่านั้นได้รับการเยียวยา ได้รับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูเขาน่าจะเหมือนคนปกติที่ให้ ข้อมูลได้ ท่านเห็นไหมครับ อันนี้แค่มุมเดียวที่ผมสะท้อนให้เห็น ซึ่งผมต้องชื่นชม ความกล้าหาญของนักข่าวคนนี้ที่ให้ข้อมูลกับผมอย่างตรงไปตรงมา คำถามก็คือว่าข้อมูล ลักษณะแบบนี้ท่านให้กับนักข่าวทุกคนแบบเดียวกันหรือไม่ ท่านมีนักข่าวที่แตกต่างจาก สถานีอื่นที่ไม่ไปละเมิดซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กกับสตรีที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ในทุกรูปแบบหรือไม่ ท่านบอกเขาไหมครับว่าภาพใบหน้า ภาพบ้าน ภาพโรงเรียนของเด็ก ไม่ควรจะปรากฏในสื่อของท่านทั้งหมด ท่านบอกเขาหรือไม่ว่าไม่ควรจะมีข้อมูลบ่งบอก อัตลักษณ์ใด ๆ ท่านบอกเขาหรือไม่ว่าไมค์ไม่ควรถูกจ่อปากเด็กและครอบครัวของเด็ก ในทุกกรณี ท่านบอกเขาหรือไม่ว่าสำนักข่าวเราจะไม่ตอกย้ำความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เช่น ท่านต้องไม่มีพาดหัวข่าวที่บอกว่าแม่ใจร้าย แม่ใจยักษ์โดยเด็ดขาด ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอความชัดเจนและความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดจาก นักข่าวของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ครับ

ประการที่ ๓ เป็นประการสุดท้าย ผมพยายามจะขมวดประเด็น มาดูเรื่อง งบประมาณการเงิน มาดูเรื่องการใช้เงินต่าง ๆ ก็แน่นอนนะครับ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ของท่านงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในเรื่องของการดำเนินการด้านการข่าวผมไม่ติดใจ แต่มันมีงบประมาณด้านบุคลากรครับ ท่านจิรายุติงไว้นิดหนึ่งบอกว่าอย่าพูดถึงได้ไหม เพราะสุ่มเสี่ยงกับการที่จะมีการจ่ายหรือไม่จ่ายโบนัส งบประมาณบุคลากรของท่านดู ย้อนแย้งกับสิ่งที่ท่านกำลังทำครับ ท่านมีโครงการเกษียณก่อนกำหนดคล้าย ๆ กับว่า ท่านกำลังพูดถึงการลดจำนวนบุคลากรในสถานีของท่าน แต่งบประมาณท่านเพิ่ม จากปี ๒๔๖๑ เป็น ๕๗๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ เป็น ๕๗๔ ล้านบาท ท่านจำเป็นต้องรักษา นักข่าวที่มีคุณภาพ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึง แต่งบประมาณตัวนี้ดูเสมือนว่าจะโตขึ้นไป เรื่อย ๆ ตกลงสถานการณ์เรื่องการดูแลพนักงานของท่านเป็นอย่างไรกันแน่ เรื่องเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญ เราเห็นกรณีการตกงาน เราเห็นกรณีการเลิกจ้าง เราเห็นกรณีการพักงาน ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งการปิดสถานีโทรทัศน์วิทยุในหลายแห่ง ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ต้องมี หลักประกันความมั่นใจหรือความเชื่อมั่นแบบนั้นกับพี่น้องพนักงานครับ

ประการสุดท้าย เป็นประการเดียวกับประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะพูดถึง ท้ายรายงานฉบับนี้ท่านพูดถึงปีที่แล้วว่าวุฒิสภาติงท่านอย่างไร แล้วมีข้อคววามอยู่ ข้อความหนึ่ง บอกว่าวันนี้กฎหมายที่รองรับการจัดตั้งไทยพีบีเอส (Thai PBS) นั้นตั้งมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ครับ พูดง่าย ๆ คือ ณ ขณะนี้เป็นเวลา ๑๒ ปีแล้ว ไทยพีบีเอส (Thai PBS) บอกจะทบทวน แต่ไม่อยู่ในรายงานฉบับนี้ว่า ๗-๘ ครั้งที่ท่านได้เคยดำเนินการทบทวนนั้น ตกลง ณ ขณะนี้ท่านตั้งประเด็นจะทบทวนกฎหมายหรือเตรียมการที่จะแก้ไขกฎหมาย เพื่อทำให้ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นที่ยอมรับ เป็นขวัญกำลังใจ เป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับ พี่น้องประชาชนที่เดินเข้าไปหาท่าน แล้วทำให้ประเทศไทยนั้นมีทางเลือกของสื่อที่ดีขึ้น มากไปกว่าที่เป็นอยู่อย่างไร ทั้งหมด ๓ ประเด็นครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ