สาธิต แจงสถานการณ์โควิดระยอง ยันโปร่งใส-ไม่มีพลเมืองชั้นสอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงสถานการณ์การระบาดของโควิดในจังหวัดระยองจากผลการลงพื้นที่ติดตามเอง โดยรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใส รวมถึงไทม์ไลน์การเดินทางของทหารต่างชาติที่พักในโรงแรมและกรณีผู้โดยสารเที่ยวบินพิเศษที่อู่ตะเภา ยืนยันไม่มีความเสี่ยงสูงจากการติดเชื้อในห้างและไม่มีการแบ่งแยกพลเมืองชั้นสอง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบประสานงานและขอโทษกรณีข้อผิดพลาด ขณะเดียวกันเน้นย้ำการบริหารวิกฤตควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเรียกร้องให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการเพื่อป้องกันข่าวปลอม

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้แสดงเอกสารที่นำต่อฝ่าย โสตทัศนูปกรณ์เมื่อสักครู่ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มา ตอบกระทู้ถามสดของเพื่อนสมาชิกคุณหมอเรวัต ซึ่งคุณหมอเรวัตเป็นเพื่อนสมาชิกที่อยู่ใน วงการของกระทรวงสาธารณสุขและได้ติดตามสถานการณ์โควิด (COVID) มาตั้งแต่ต้น และได้มีการสอบถามกระทู้สดแห่งนี้หลายครั้ง ผมต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ ความสำคัญแล้วก็ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้ง สภาแห่งนี้ ก่อนที่ผมจะตอบคำถามทั้ง ๓ ข้อของท่านเรวัต ผมอยากจะให้ข้อมูลในเชิง ความคืบหน้าของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยองที่ผมได้ลงพื้นที่ไปเมื่อวานนี้นะครับ อย่างน้อยที่สุดเพื่อเป็นการที่จะต้องให้ข้อมูลแบบไม่ปกปิด แล้วก็จะได้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งคนในพื้นที่เองที่จะไม่ตื่นตระหนกและทำให้มีผลกระทบต่อ เศรษฐกิจ ผมเรียนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีช่วงเวลาที่สำคัญในไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ผมขออนุญาตให้ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ได้ส่งเข้ามา อาจจะดูยากนิดหนึ่งเพราะเพิ่งทำเสร็จ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ไทม์ไลน์ (Timeline) นี้จะแสดงถึงการเดินทางมาของทหารกลุ่มนี้ ตั้งแต่เดินทางมาวันที่ ๘ วันที่ ๙ เดินทางไปประเทศจีน วันที่ ๘ เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่จังหวัดระยอง ชื่อโรงแรมดี วารี ที่ว่านี้นะครับ แล้วก็วันที่ ๙ เช้าเดินทางไปประเทศจีนกลับมาดึกของวันที่ ๙ ตีสองของ วันที่ ๑๐ เช้า วันที่ ๑๐ เป็นเวลาที่สำคัญครับ ทหารกลุ่มนี้ตื่นประมาณสัก ๑๐ โมง ๑๑ โมงครึ่งออกจากโรงแรมเพื่อไปเดินห้างสรรพสินค้า ๒ แห่ง โดยแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเดินทางไปห้างแหลมทอง กลุ่มที่ ๒ เดินทางไปห้างเซ็นทรัล ผมขออีกสไลด์ (Slide) ผมได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด สอบสวนบุคคลหลายคนนะครับ แล้วก็ได้ข้อมูลจาก กล้องวงจรปิดทั้งในโรงแรมเอง ทั้งในห้างสรรพสินค้า แบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือกลุ่ม ๒๗ คน ไปที่ห้างแหลมทอง ๑ ใน ๒๗ คนซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นผู้ติดเชื้อเดินทางไปที่ ห้างแหลมทอง และอีก ๔ คนนั่งแท็กซี่จากโรงแรมไปที่ห้างเซ็นทรัล หัวใจสำคัญอยู่ที่ ห้างแหลมทองเพราะว่ามีผู้ติดเชื้อ ๑ ใน ๒๗ คนอยู่ที่ห้างนั้นตั้งแต่ ๑๑ โมงครึ่งจนถึง บ่ายสามโมง ก่อนเข้าห้างผู้ที่ติดเชื้อผ่านการคัดกรองของห้าง โดยทุกคนผ่านเครื่องเทอร์โมสแกน (Thermoscan) ซึ่งคัดกรองการใส่หน้ากากด้วย เพราะฉะนั้น ๒๗ คนใส่หน้ากากตลอดเวลา ที่อยู่ในห้างตั้งแต่ ๑๑ โมงครึ่งจนถึงบ่ายสองโมงเศษ ๆ แล้วก็ถูกเรียกตัวกลับโรงแรม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ๔ คนไปที่ห้างเซ็นทรัลก็ไม่มีผู้ติดเชื้อ แล้วก็เดินทางกลับไปที่โรงแรมเวลา ใกล้เคียงกันนะครับ แล้วก็ในช่วงเวลาที่กลับมาแล้วจากการดูกล้องวงจรปิด ๑ ใน ๒๗ คน ที่ห้างแหลมทองไม่ได้มีการนั่งรับประทานอาหารนะครับ แล้วก็ไม่มีการซื้อของกลับไปที่ โรงแรม นั่นหมายความว่าการสัมผัสกลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสต่อบุคคลก็มี น้อยมากหรืออาจจะไม่มี ซึ่งดูจากกล้องวงจรปิดแทบจะไม่สัมผัสกับคนอื่นนะครับ พอมาถึง โรงแรมก็มีการสุ่มตรวจจึงพบว่า ๑ ใน ๒๗ คนนั้นเป็นผู้ติดเชื้อ ขณะนี้กรมควบคุมโรค เมื่อวานนี้ก็ได้ลงพื้นที่แล้วก็ได้นำรถพระราชทานเพื่อตรวจเชิงรุก เราขีดวงกลุ่มเสี่ยงสูงไว้ ๙ ราย ๙ รายนั้นเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรม เป็นแม่บ้าน เป็นพนักงานซึ่งขณะนี้ผลตรวจของ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ๒ คนแรกก็คือคนขับรถ ๒ คนที่นำทหารอียิปต์จากสนามบินส่งมาที่ โรงแรมผลเป็นเนกาทิฟ (Negative) นะครับ และบ่ายวันนี้จะมีการแถลงว่าในกลุ่มเสี่ยงสูงทั้ง ๙ คนจะมีผลเป็นอย่างไร นอกจากนั้นเรามีการตรวจกลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงน้อยที่อยู่ใน ช่วงเวลา ๑๑ โมงถึงบ่ายสามโมงในห้างแหลมทอง เมื่อวานตรวจไปได้ ๑,๐๐๐ กว่าคน วันนี้ ก็เริ่มตรวจไปอีกประมาณสัก ๔๐๐-๕๐๐ คน ผลจะทยอยออกมา อันนี้เพื่อความมั่นใจว่า ในพื้นที่จะมีสถานการณ์การควบคุมการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือไม่ อันนี้ก็ แจ้งเพื่อที่จะได้ทราบว่าทุกมาตรการกับทุกผลของการตรวจและการสอบสวนโรคจะเป็นไป ด้วยความโปร่งใสแล้วก็ไม่มีการปกปิดนะครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่ามันมีสถานการณ์ของ เฟกนิวส์ (Fake news) มันมีเรื่องที่สืบค้นบางข้อมูลที่อาจจะเป็นปัญหาในแง่ทำให้คน ตื่นตระหนก จึงจำเป็นต้องบอกว่าขอให้ฟังจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข จะให้ข้อมูลโดยที่ไม่ปกปิดแล้วก็ไม่บิดเบือนข้อมูล แล้วก็จะเดินไปสู่ว่าพอผลของการตรวจ ออกมาแล้วมีมาตรการไปสู่การปิดโรงเรียนจะเริ่มเปิดเมื่อไร ห้างที่อาจจะต้องปิด ทำความสะอาดไปแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร ก็จะต้องดำเนินการครับ

ผมตอบคำถามสั้น ๆ นะครับ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งมอบหมาย ให้ผมมาตอบกระทู้ท่านได้ตอบคำถามนี้ไปเมื่อวานนี้ เบื้องต้นท่านได้กล่าวคำขอโทษ ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประสานงานหรือข้อต่อบางส่วนที่จะมี ปัญหาในแง่ของกลุ่มต่าง ๆ ที่เกิดปัญหาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของอุปทูตหรือกลุ่มทหารอียิปต์ แต่เรียนโดยหลักการอย่างนี้ครับท่านเรวัตครับ โดยหลักการที่จังหวัดระยองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ เรียกว่าผู้ควบคุมอากาศยานและเจ้าหน้าที่อากาศยาน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับนักบิน กับลูกเรือที่เดินทางมา ถ้าปกติหลักการง่าย ๆ ก็คือว่าเมื่อเขาเดินทางมาเขาได้รับการยกเว้น ไม่ต้องตรวจ แต่ให้เข้าพักในที่ที่จัดไว้ให้ เช่น นักบินหรือลูกเรือที่เดินทางมาที่สุวรรณภูมิ จะมีโรงแรมโนโวเทลเป็นสถานที่ที่ให้พัก พักเสร็จห้ามออกไปไหน หลังจากนั้นก็จะออกมา เพื่อจะบินต่อไปประเทศไหน อย่างไร ก็ดำเนินการตามนั้นนะครับ อันนี้ก็เช่นกันครับ แต่บังเอิญว่าเที่ยวบินครั้งนี้ก็คงไปลงที่อู่ตะเภา ซึ่งอันนี้ปัญหาในข้อต่อของศูนย์อีโอซี (EOC) ในสนามบินอู่ตะเภามีระบบจ้างเอเจนซี (Agency) จากสถานทูตของประเทศเขาเองเพื่อไป พักยังโรงแรม ซึ่งเป็นโรงแรมที่เป็นครั้งแรกที่ไปพักซึ่งไม่ได้อยู่ในลิสต์ (List) นะครับว่าทำไม จึงเป็นโรงแรมนี้ จึงเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งอันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาขอโทษแล้วก็จะไป ปรับปรุงแก้ไข แต่ผมเรียนว่าทั้งหมดนี้ในข้อเท็จจริงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แต่ในทาง กระบวนการยุติธรรมหรือในทางราชการท่านเรวัตก็ทราบดีนะครับว่าจะต้องมีการสอบสวน ข้อเท็จจริง เพื่อที่จะถอดบทเรียนและนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขว่าช่วงข้อต่อหรือช่วงการ ทำงานประสานงานหน้างานทำไมจึงเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น อันนี้เรื่องแรก

การจัดพลเมืองชั้นสองของประเทศไทย ผมย้ำนะครับว่ารัฐบาลนี้หรือประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนไม่มีใครที่จะไปจัดความสำคัญของคนไทยคนที่มีสิทธิเลือกตั้งและเป็น คนไทยด้วยกัน เป็นพลเมืองชั้นสอง เพียงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถ้าเปรียบเทียบก็ต้องเข้าใจ ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนว่า พี่น้องประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลกับกระทรวงสาธารณสุข จนประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ว่ามาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งโดยสรุปเหมือนกับประชาชนบอกว่ามีกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งอันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาขอโทษแล้วว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไข และมีการประกาศที่จะยกเลิก บางกลุ่ม อภิสิทธิ์หรือยกเลิกเที่ยวบินจากประเทศดังกล่าว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นการทำงาน อย่างรวดเร็วและแก้ไข และผมอยากให้มองวิกฤติให้เป็นโอกาสนะครับ ผมไม่เคยกลัวที่จะ ถูกด่านะครับ ผมไม่กลัวที่จะบ่น ที่จะลงไปทำงาน เพราะว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว ทำอย่างไรก็ได้ให้เราจะต้องบริหารสถานการณ์โควิด (COVID) กับการฟื้นเศรษฐกิจมาให้ได้ มันไม่มีทางที่เราจะทำให้ตัวเลขเป็นศูนย์แน่นอนครับ เพราะว่าตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน เราต้องมีมาตรการมีระบบที่จะควบคุมโควิด (COVID) ให้ได้ ภายใต้บุคลากรที่เรามีอยู่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำงานมาตลอดระยะเวลา ๔ เดือนนี่ หน้างานก็มีความอ่อนล้า มีความ เฉื่อยไปบ้าง อันนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งต้องยอมรับกันตามตรง เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมคิดว่า รัฐบาลแล้วก็ภายใต้การประสานงานของทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข จะแก้ไขข้อบกพร่องแล้วก็เดินหน้าทำงาน สร้างความเชื่อมั่นแล้วก็ เราจะอยู่กับการบริหารโควิด (COVID) และการฟื้นเศรษฐกิจต่อไปในอนาคตให้ได้ ก็ขอตอบ ข้อแรกแค่นี้ครับ