พิสิฐ ลี้อาธรรม กล่าวถึงที่มาของ สสส. จากแนวคิดเก็บภาษีบาปเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ลดบริโภคยาสูบและสุรา พร้อมยกย่องบทบาทองค์กรที่ดำเนินงานต่อเนื่องและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยย้ำว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบแต่กลับเป็นช่องทางดึงดูดวัยรุ่น จึงสนับสนุนการห้ามนำเข้าและจำหน่ายตามมติองค์กรสุขภาพโลกเพื่อคุ้มครองเยาวชน ตลอดจนชื่นชมความคุ้มค่าของงบประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปีในการแก้ปัญหาสุขภาพจากบุหรี่ น้ำตาล และแอลกอฮอล์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภารักษาระเบียบสถานที่ปลอดบุหรี่อย่างเคร่งครัด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนที่มาของสถาบันแห่งนี้นะครับ แม้ว่ากฎหมายนี้จะออก ในปี ๒๕๔๔ แต่แท้ที่จริงแล้วมีที่มายาวนานกว่านั้น ก็คือว่าในปี ๒๕๔๒ ในช่วงที่ ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ครับ คุณหมอประกิต วาทีสาธกกิจ ก็ได้เข้ามา พบกับผมที่กระทรวงการคลัง โดยได้ขอให้ผมได้ช่วยผลักดันในเรื่องของการรณรงค์เกี่ยวกับ เรื่องบุหรี่ โดยได้ให้ข้อมูลว่าได้พยายามที่จะไปของบประมาณดูแลเรื่องนี้ แต่ก็ได้ปีละ เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างดีก็อาจจะปีละสัก ๑๐ ล้านบาท ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้มาก ก็เลยมีข้อสรุปว่า คงต้องหาวิธีการที่จะให้ได้เงินเพื่อมาทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ก็เลยนึกถึงเรื่องของ ภาษีบาป คือเก็บ ๒ เปอร์เซ็นต์จากภาษีบุหรี่ เพิ่มอีก ๒ เปอร์เซ็นต์เพื่อจะได้ตั้งเป็นกองทุน ผมเองตอนนั้นก็ยังมีความคิดว่านอกจากบุหรี่แล้วเรื่องสุราก็เป็นเรื่องใหญ่ก็เลยขอให้คุณหมอ ได้ทำเรื่องสุราด้วยพร้อม ๆ กันไป ก็เลยเป็นที่มาว่าจะต้องนำเสนอกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้รับการสนับสนุนจากท่านพิเชษฐ์ ท่านธารินทร์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นคือท่านประธาน ท่านได้ให้การสนับสนุน เป็นอย่างมากในเรื่องนี้ โดยประกาศว่าให้เป็นวาระแห่งชาติในที่ประชุม ครม. โดยได้มีการ พิจารณาใน ครม. เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๒ ให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรณรงค์ให้งด การบริโภคสุราและยาสูบ และเสริมสร้างสุขภาพ ซึ่งชื่ออาจจะยาวไปหน่อย ต่อมาสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาก็เลยขอแก้ให้เป็นกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือที่เรียกกันว่า สสส. ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นกองทุนนี้จึงมีการจัดตั้งโดยมติ ครม. ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แล้วก็มีการนำเสนอในรัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมายตั้งแต่ ปี ๒๕๔๓ แต่มาเสร็จในปี ๒๕๔๔ เพราะว่าขั้นตอนที่วุฒิสภายาวนานกว่าที่คาด เพราะฉะนั้นก็อาจจะ กล่าวได้ว่าถึงปีนี้ สสส. ก็ได้ทำงานครบ ๒๐ ปี ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับ สสส. โดยเฉพาะ ท่านเลขาธิการและทีมงานที่ได้ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการ ทำให้ สสส. เป็นองค์กรที่ถือว่า เป็นองค์กรดีเด่นที่น่าภูมิใจของประเทศ ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลกดับเบิลยูเอชโอ (WHO) หลายรางวัลด้วยกัน มีประเทศต่าง ๆ ในโลกได้พยายามจะมาดูงานเอาอย่าง ประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาการเมืองคือไม่สามารถที่จะตั้งกองทุนได้ ไม่สามารถที่จะเก็บภาษีบาปได้ เพราะผู้มีผลประโยชน์ขัดขวาง เราก็ทราบดีว่าในโลกทุกวันนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกได้รับผลประโยชน์จากนู่นนี่อย่างเต็มที่ แล้วก็พยายามทุกวิถีทาง ที่จะบล็อกไม่ให้ประเทศเล็กประเทศน้อยได้มีการรณรงค์ไม่ให้คนสูบบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในล่าสุดก็มีเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ช่วยเอาภาพขึ้นจอด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่เพื่อนสมาชิก พยายามจะพูดถึงก็ต้องขอบคุณหลายท่านนะครับ จริง ๆ แล้วได้มีการศึกษาเรื่องนี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เป็นวิธีการที่จะทำให้คนลดบุหรี่ ตรงกันข้ามคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว กลับหันมาสูบบุหรี่ เพราะว่าบุหรี่มีความจุใจมากกว่า แต่ว่าเป็นเครื่องล่อให้วัยรุ่นที่จะเห็น ความโก้เก๋ก็ไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะฉะนั้นข้อสรุปของหน่วยงานนี้สหพันธ์องค์การต่อต้าน วัณโรคและโรคปอดนานาชาติก็ได้มีข้อสรุป เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๓ ว่าเป็นการ ถูกต้องแล้วที่ประเทศต่าง ๆ อย่างประเทศไทยเราจะห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเรื่องนี้ ก็ขอบคุณทาง สสส. ที่พยายามจะรณรงค์ในเรื่องนี้ และขอให้กำลังใจในการที่จะห้ามไม่ให้มี การสูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป ห้ามไม่ให้มีการนำเข้า ลักลอบ ซึ่งตอนนี้ก็เกิดขึ้นมาก
นอกจากเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าแล้วก็ยังมีเรื่องอื่นที่ผมก็มีความภาคภูมิใจว่า ทาง สสส. ก็ได้พยายามดูแล เช่น ขณะนี้เรื่องของน้ำตาล เรื่องของโรคอ้วน เรื่องของการ รณรงค์ให้คนขับรถโดยที่ไม่ดื่มเหล้า แล้วก็ได้มีการใช้เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาทที่ได้แต่ละปี ไปให้เครือข่ายต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ดูแลเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าอาจจะมีข้อสงสัยบางประการ จากเพื่อนสมาชิกก็ตาม แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า สสส. มีระบบการกำกับดูแลที่ดี เพราะผมเคยเป็น กรรมการด้านการเงินดูแลเรื่องนี้ให้ มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากที่ผมพ้นตำแหน่งการเมือง แล้วก็ได้มีโอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการไปดูแลเรื่องนี้ ก็มีความมั่นใจว่าทีมงาน สสส. ได้ทำ เรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วก็ได้รับความสำเร็จนะครับ ขออนุญาตที่จะให้กำลังใจแล้วก็ขอย้ำอีกทีว่างบที่ได้ ๔,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีคุ้มค่ามากครับ ที่ทำให้เรื่องของการสูบบุหรี่ เรื่องของการดื่มสุรา ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโก้เก๋ เป็นเรื่องที่เขา มีสิทธิที่จะทำได้ อย่างในที่ทำงานผมเมื่อผมเริ่มต้นทำงานเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ผมถูกล้อมด้วย คนสูบบุหรี่หมด แล้วผมก็ไม่มีสิทธิที่จะไปว่ากล่าวได้ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว ทุกวันนี้เป็นเรื่อง ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในสภาเองก็มีหลายจุดที่มีคนไปสูบบุหรี่ ผมก็ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ ร้องเรียนท่านประธานด้วยครับ ขอขอบพระคุณมากครับ