มานพ คีรีภูวดล หารือเรื่องรายงานของ สสส. และขออนุญาตอภิปราย โดยเสนอให้เพิ่มมิติในการออกแบบภัยพิบัติ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะไฟป่าและหมอกควัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออนุญาตอภิปรายรายงานของ สสส. ครับ
ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมก็รู้จัก สสส. มานานแล้วก็ชื่นชมในการ ทำงาน มิติที่ทำงานผ่านเครือข่าย มิติที่ทำงานผ่านองค์กร หรือว่าหุ้นส่วนการพัฒนา หุ้นส่วน การแก้ไขปัญหา ผมว่าอันนี้เป็นกระบวนทัศน์หรือเป็นกระบวนการใหม่ในการทำงานผ่าน องค์กรภาคีและเครือข่าย แล้วผมก็เข้าใจว่าหลาย ๆ โครงการก็สามารถที่จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและนโยบาย หรือว่าตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาได้ หลาย ๆ เรื่อง ทีนี้ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญของ สสส. เท่าที่ผมรู้จัก ผมเข้าใจว่าความชำนาญ ของ สสส. นอกจากเรื่องของการทำงานผ่านเครือข่าย แล้วก็คือการยกระดับความรู้ และการเรียนรู้ผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ สสส. ทำแล้วก็ถนัด เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นเด่นของ สสส. โจทย์สำคัญของผม ผมไปดูในผลงานเด่น ๘ ประการ ของ สสส. ในข้อที่ ๘ ปลุกพลังชุมชนร่วมสร้างสังคมรับมือภัยพิบัติ ผมไปดูเนื้อหา ก็จะเป็นเรื่องของภัยพิบัติ เรื่องของอุทกภัย เรื่องน้ำท่วมเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้เราจะออกแบบ กรอบแผนงานอย่างไรเพื่อที่จะเท่าทัน หรือว่ารับมือกับสถานการณ์ที่เป็นภัยพิบัติ ถ้าเป็น รัฐบาลก็จะมีงบกลางใช่ไหมครับ ทีนี้ผมจะนำท่านเข้าไปสู่ประเด็นที่ผมคิดว่ามันมี ความจำเป็นที่จะต้องออกแบบเรื่องนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ ๙ จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะ เรื่องของไฟป่าและหมอกควัน ปีที่แล้วเราสูญเสียผู้คนไปไม่น้อยกว่า ๘ คน แล้วก็บาดเจ็บอีก จำนวนมาก เกิดความขัดแย้งสำหรับผู้คน ไม่ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทางกฎหมาย ไม่ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจจะไม่มีหน้าที่ทางกฎหมาย แต่ภารกิจตรงนี้มันเป็นความรับผิดชอบร่วม เพราะฉะนั้นในกรอบมันสามารถมีกรอบที่ ๙ กรอบที่ ๑๐ ได้ไหมครับ ในกรณีเรื่องของไฟป่าหมอกควัน ผลกระทบผมเข้าใจว่าในมิติไฟป่า หมอกควันไม่ใช่เฉพาะมิติของสุขภาพหรือสุขภาวะเท่านั้น มันมีมิติเรื่องเศรษฐกิจ มิติทางสังคมความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเห็นการเปิดพื้นที่ในแง่ของการ ป้องกันหรือว่าการร่วมสร้างสรรค์สังคมรับมือกับภัยพิบัติกรณีไฟป่าหมอกควัน ถ้าเอามิติ เรื่องภัยพิบัติ เท่าที่ผมเรียนรู้ รับรู้ แล้วร่วมกับหน่วยงานองค์กรที่ทำงานในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ภัยพิบัติ กรณีหน้าฝนก็จะดูว่ามันมีความเสียหายไหม มีน้ำท่วมหนักกี่วัน ภัยแล้งนี้ แล้งต่อเนื่องไหม ขาดน้ำไหม หน้าหนาว หนาวกี่องศา คือมันจะอยู่ในมิติกรอบของภัยพิบัติ แบบเดิม ๆ ซึ่งผมเคยอภิปรายในที่นี้ว่ากรณีไฟป่ามองมิติอย่างนี้ไม่ได้ กรณีไฟป่ามองอย่างนี้ ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นเนื่องจากว่า สสส. เป็นองค์กรที่มีความอิสระในการทำงานพอสมควร กระบวนทัศน์ที่จะเปิดมิติการออกแบบภัยพิบัติในมิติของไฟป่าหมอกควัน ภัยพิบัติเรื่อง ฝุ่นควันซึ่งมีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นสุขภาพโดยตรง สุขภาวะ ความขัดแย้งทางสังคม มิติทางเศรษฐกิจ ถ้าเราเปิดมิติไว้เป็นมิติที่ชัดเจน กลุ่มคนที่ทำงานเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มภาคประชาชน กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มท้องที่ ท้องถิ่น ที่ทำเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าท่านสามารถจะเป็นโซ่ข้อกลางได้อย่างดีระหว่างหน่วยงาน ที่รับผิดชอบทางกฎหมายและหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการทำงาน ท่านลองนึกภาพสิครับว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันไม่มีคนที่ขับเคลื่อนในเชิงนโยบายที่จะสร้างการเรียนรู้ วันนี้เรายัง ตอบโจทย์ไม่ได้ว่าแหล่งที่ก่อเกิดคืออย่างไร ทุกวันนี้หลาย ๆ คนยังใช้ความรู้สึกว่าเห็นไฟ ก็คือเป็นปีศาจ แต่ว่าในแง่ของมิติอื่น ๆ ที่มันเป็นค่าฝุ่นอื่น ๆ ที่มันเป็นค่าฝุ่นที่มีความเป็น อันตรายเยอะกว่าไฟนี่ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถมันมีมากมาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะให้ สสส. ได้เพิ่มมิติอาจจะเป็นข้อที่ ๙ หรือว่าอาจจะเป็นข้อแบบกลาง ๆ เพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องของฝุ่นควัน เรื่องไฟป่า หมอกควัน และที่สำคัญคือภารกิจตรงนี้มันไปสนับสนุนองค์กรที่ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าท่านลงไปเป็นภาคี หุ้นส่วน เพื่อที่จะถอดบทเรียน เพื่อที่จะนำเสนอให้นโยบายได้ปรับเปลี่ยนในแง่ของ ข้อระเบียบ ข้อกฎหมาย หรือแนวทางใหม่ ๆ หรือนโยบายใหม่ ๆ ให้กับพรรคการเมือง ให้กับทางรัฐบาลเพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้ อันนี้ผมก็หวังว่าจะเป็นประเด็น ที่จะเพิ่มมิติแล้วก็จะมองภาพรวมของความเป็นสุขภาวะได้ทั้งหมดครับ ขออนุญาตใช้เวลา เท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ