ชวน หลีกภัย แถลงรับทราบรายงานการเงินของ ป.ป.ช. และกองทุนสุขภาพ พร้อมตั้งคำถามถึงความชัดเจนในการจัดสรรเงินงบประมาณของ สสส. โดยเฉพาะการสนับสนุนมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์ พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยเกณฑ์การพิจารณาและตรวจสอบความโปร่งใสในการให้ทุนเพื่อคลายความกังวลเรื่องการทุจริต ขณะเดียวกันก็วิพากษ์บทบาทของ สสส. ที่แม้ดำเนินงานหลากหลายและได้รับการยอมรับในบางโครงการ แต่ยังขาดระบบการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบเพื่อสนับสนุนผู้เปราะบางอย่างครบวงจร โดยเฉพาะด้านสุขภาวะทางเพศ ชุมชน และการประสานทรัพยากร จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์และโครงสร้างขององค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาสุขภาวะของชาติอย่างแท้จริง
ขอบคุณนะครับ สมาชิก ยังมีอะไรติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีก็ถือว่าได้มีโอกาส ซักถาม แล้วก็ทางรองเลขาธิการกับคณะก็ได้ตอบชี้แจงนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับทราบ รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๑ และสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๑๕๖ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอขอบพระคุณท่านรองเลขาธิการ กับคณะทุกท่านครับ
๒.๘ รับทราบรายงานตามมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ ประจำปี ๒๕๖๒
ประการที่ ๑ เรื่องที่เป็นข้อคำถามหรือสิ่งที่ค้างคาใจพี่น้องประชาชน มาโดยตลอด พวกผมเองก็โดนถามในฐานะเป็นผู้แทนของประชาชนว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ใครคือผู้รับทุนของ สสส. งบประมาณที่ท่านได้ในปี ๒๕๖๒ ทั้งหมด ๔,๕๖๐ ล้านบาท แน่นอนครับ มีงบที่พูดถึงการบริหารจัดการใด ๆ ต่าง ๆ บ้าง ซึ่งก็มีจำนวนไม่เยอะ แค่ไม่ถึง ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด งบที่เหลืออีก ๙๒ เปอร์เซ็นต์ในจำนวน ๔,๒๓๑ ล้านบาทนั้นคือการให้งบประมาณสนับสนุนกับการขอใช้ทุนไปดำเนินในกิจกรรม ต่าง ๆ ซึ่งมีมากกว่า ๓,๐๐๐ กิจกรรมด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ดี มีผู้ที่ขอรับทุนก็มากกว่า ๓,๐๑๕ รายด้วยกัน ในสัดส่วนของบรรดาผู้รับทุนมีทั้งส่วนที่มาจากองค์กรประชาชน มีทั้ง ส่วนที่มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีองค์กรด้านสาธารณสุข องค์กรชุมชน องค์กร ชาวบ้านต่าง ๆ รวมไปถึงกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งก็แน่นอนครับ เราก็มีคำถามอยู่ เล็กน้อยเช่นเดียวกันว่า งบประมาณที่กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ไปขอนั้นเพราะเหตุใด เขาโดนตัดงบจากสภาแห่งนี้หรืออย่างไรที่จำเป็นต้องไปขอท่าน อันนั้นไม่เป็นไรไม่ว่ากัน แต่ในบรรดางบประมาณกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่ สสส. อุดหนุนให้นั้นคือการจ่ายให้กับมูลนิธิ และองค์กรสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ๑,๒๔๖.๒๒ ล้านบาท คำว่ามูลนิธิเราเข้าใจได้ คนเรียน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็จะรู้ว่ามันมีหมวดว่าด้วยมูลนิธิ มีหมวดว่าด้วยสมาคม อันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่พอพูดถึงองค์กรสาธารณประโยชน์ ผมก็พยายามจะเข้าไปอ่านใน พ.ร.บ. ในการก่อกำเนิดของ สสส. ว่ามีการเขียนความหมายองค์กรสาธารณประโยชน์ไว้ หรือไม่ ผมยังไม่พบนะครับ แต่ไม่รู้ว่ามีระเบียบมีกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่ท่านออกมาต่างหาก หรือไม่ ไปเปรียบเทียบกับองค์กรสาธารณประโยชน์ที่มีการใช้กฎหมายพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ก็ไม่แน่ใจว่านั่นใช่ความหมายเดียวกันหรือไม่ ฉะนั้นในบรรดา องค์กรมูลนิธิกับองค์กรสาธารณประโยชน์นั้นตกลงแล้วนิยามความหมายคืออย่างไร สัดส่วน น้ำหนักอยู่ที่มูลนิธิเท่าไร สัดส่วนอยู่ที่องค์กรสาธารณประโยชน์เท่าไร แล้วเอาเข้าจริง ๆ สิ่งที่ พี่น้องประชาชนถามมาโดยตลอดก็คือว่า เขาไม่มั่นใจหรอกว่าเวลาที่เราพูดถึงองค์กร สาธารณประโยชน์เหล่านั้น จริง ๆ แล้วมันเป็นองค์กรที่มีการจัดตั้งเฉพาะกิจ มีการรวมตัว กันเฉพาะครั้ง มีความต่อเนื่องของการขอรับทุนเป็นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งเป็นประเด็นที่ ภาคประชาชนคาใจมาโดยตลอดหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นแรก แต่ผมคิดว่าเป็นประเด็น สำคัญ เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่เราปักธงทางความคิดในเชิงก้าวหน้า เช่น การพูดถึงการเปิดสุราก้าวหน้าเพื่อทลายการผูกขาดการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งการที่เรากำลังพูดถึงการเปิดให้มีการใช้หรือการเล่นกีฬาที่เรียกว่าอีสปอร์ต (e-Sports) ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายคนก็สนใจเรื่องนี้มาก ก็จะมีกลุ่มคนหน้าเดิม ๆ คุ้น ๆ มาทักท้วงมาพูดคุย พอเราหาข้อมูลไปมาก็คล้าย ๆ กับว่าหลายกลุ่มนั้นได้รับเงินสนับสนุน จาก สสส. ซึ่งผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องขอความชัดเจนเป็นประการที่ ๑ ไม่เช่นนั้นเราก็คงพูดกันลำบากว่าตกลงแล้ว สสส. มีจุดยืนต่อการที่ทลายการผูกขาดการผลิต เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนโดยทั่วไปเขามีส่วนร่วมได้บ้าง คนละเรื่องกับการดื่มนะครับ นี่คือการทลายการผูกขาด หรืออีสปอร์ต (e-Sports) ที่เปิดให้คนได้สร้างสรรค์ประเทศให้เด็ก และเยาวชนมีทางเลือกในการประกอบอาชีพต่าง ๆ บ้างอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็น สำคัญประการที่ ๑ ครับ
ในประการที่ ๒ สสส. มีกิจกรรมที่มีความหลากหลาย ผมสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมโชคดีนะครับ สสส. จัดหนังสือที่ผมเคยเป็นบรรณาธิการอยู่ฉบับหนึ่ง พูดถึงทางเลือก ทางรอดของครูข้างถนนของการทำงานกับเด็กเร่ร่อน ต่างด้าว เป็นหนึ่งในหนังสือ ๑๐๐ เล่ม ที่ สสส. ระบุว่าเป็นสิ่งที่คนไทยหรือเยาวชนไทยควรได้อ่าน อันนี้ขอบพระคุณท่านเลยครับ ที่ท่านได้ช่วยในการตีพิมพ์ แต่อย่างไรก็ตามเราพบว่างบประมาณที่ สสส. ใช้นั้นในแง่ของ ด้านสุขภาวะทางเพศ สุขภาวะทางชุมชน มันอาจจะยังจัดลำดับความสัมพันธ์ไม่ถูกต้อง แน่นอนครับ เราคงจะไม่พูดถึงประเด็นสถานการณ์โควิด (COVID) ซึ่งผมคิดว่าอาจจะอยู่ใน รายงานปี ๒๕๖๓ แต่นี่ย้อนไปดูในเรื่องปกติก่อนครับ สสส. ทำกิจการในเชิงเล็กเยอะมากครับ เรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นท่านก็ทำ เรื่องการส่งเสริม การจัดการในชุมชน เรื่องชุมชนปลอดภัยต่าง ๆ ท่านก็ทำ แต่เราไม่เห็นโครงการในลักษณะ การประสานทรัพยากรในระดับพื้นที่ที่จะถ่วงดุลหรือช่วยเหลือสุขภาวะที่ครบถ้วนรอบด้าน อย่างไร ท่านประธานทราบไหมครับเพื่อนสมาชิกเราหลายคนลงพื้นที่ในช่วงโควิด (COVID) เราเจอผู้ป่วยติดเตียงเต็มไปหมดเลย เราเจอผู้สูงอายุที่อยู่กันตามลำพังโดยทั้งวันไม่มีผู้ดูแล เราเจอคนพิการที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ ซึ่งหลายชุมชนที่เราไปนั้นก็คล้ายหรือมีชื่อเดียวกับชุมชน ที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งผมคิดว่าแสดงให้เห็นว่าเราช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางจริง แต่งบประมาณที่ใช้ในการดำรงการประสานทรัพยากรหรือการดึงให้มีหน่วยงานที่รองรับ ในเชิงที่เรียกว่าเคส เมเนเจอร์ (Case manager) หรือเคส เมเนจเมนต์ (Case management) ที่จะดูทรัพยากรมากแต่การให้การสงเคราะห์อย่างเดียวยังไม่มีในกิจกรรมของ สสส. แน่นอนครับเวลาพูดถึงประเด็นเหล่านี้ท่านดูเด็กที่ตั้งครรภ์ แต่ท่านไม่ได้พูดถึงความเข้าใจ เรื่องของทางเพศที่ไปถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศ สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในรายงาน เฉกเช่นเดียวกับสถานการณ์เด็กใน ๓ จังหวัดภาคใต้เช่นเดียวกัน นั่นเป็นประการที่ ๒
ผมขออนุญาตท่านประธานเป็นประการสุดท้าย ประการที่ ๓ อีกนิดเดียว ครับ ผมไม่อยากไปพูดถึงรายงานทางการเงิน ไม่อยากไปพูดถึงคดีของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (Phillip Morris) คดีพิพาทที่ท่านมีกับกรณีของเอสเอ (SA) การช่างต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องร้องเรียนดังกล่าวนี้มันยังไม่จบสิ้น ไม่ได้พูดนะครับ แต่กำลังจะพูดถึงการประเมิน ประสิทธิภาพต่าง ๆ ท่านมีระบบการประเมินเยอะมากครับ เอสอาร์โอไอ (SROI) ต่าง ๆ มีแผน ๓ ปี มีแผน ๑๐ ปีต่าง ๆ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นครับ พ.ร.บ. สสส. ตั้งในปี ๒๕๔๔ ฉะนั้น ปีหน้าท่านจะมีอายุครบ ๒๐ ปี เรากำลังพูดถึงการทบทวนกฎหมายว่าทุก ๕ ปี ต่อไปนี้กฎหมายจะต้องถูกทบทวน ในรายงานฉบับนี้ที่กำลังจะเข้าถึงปีที่ ๒๐ ของ สสส. ไม่พบข้อความที่ สสส. ประเมินว่า ตกลงปัญหาสุขภาวะของคนไทยไปเกี่ยวข้องกับปัญหา เชิงโครงสร้างอย่างไร เราไม่เห็นเลยนะครับว่าท่านพูดถึงการทลายทุนผูกขาด ไม่เห็นว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างส่วนหนึ่งนั้นเพราะเราไม่ได้กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ไม่เห็นปัญหา เชิงโครงสร้างที่ท่านท้วงติงแล้วบอกกับเราว่าการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแผนปฏิรูป ประเทศอาจไม่ตอบโจทย์สุขภาวะที่ท่านตั้งใจ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อท้าทายของท่าน ว่าเราคงไม่ใช่องค์กรที่จะช่วยเหลือโครงการในรายย่อย แต่ต้องเห็นภาพรวมของการตั้งหลัก เรื่องสุขภาวะของประเทศ ผมหวังว่าในรายงาน ปี ๒๕๖๓ ในปีหน้านั้นสิ่งเหล่านี้จะอยู่ สิ่งเหล่านี้จะมี และหากสิ่งเหล่านี้มีนั่นหมายถึงว่าท่านคิดถึงและเข้าถึงการพัฒนา และการสร้างสุขภาวะองค์รวมอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์