นิวัติไชย แจง สตง. ชี้ขาดทุนทรัพย์สิน-ยันป้องกันทุจริตเชิงรุก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

นิวัติไชย เกษมมงคล ชี้แจงกรณีข้อสังเกตของ สตง. เรื่องการลงทะเบียนครุภัณฑ์ที่คลาดเคลื่อนในปีงบประมาณ 2561 ว่าเกิดจากความแตกต่างของวันที่รับทรัพย์สินระหว่างหน่วยงาน ยอมรับข้อบกพร่องและยืนยันว่าได้ดำเนินการแก้ไขจนครบถ้วน จึงไม่ปรากฏปัญหาดังกล่าวในปีต่อมา พร้อมย้ำถึงความเป็นธรรมในกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช. ที่มีขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ผ่านการชี้แจงข้อเท็จจริงและพิจารณาของอัยการสูงสุดก่อนฟ้องศาล นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงยุทธศาสตร์การป้องกันการทุจริตของ ป.ป.ช. ที่เน้นการให้ความรู้ การสร้างเครือข่ายร่วมกับประชาชน และการตรวจสอบล่วงหน้าตามกฎหมายใหม่ เพื่อเปลี่ยนบทบาทเป็นเชิงรุก ไม่รอร้องทุกข์เท่านั้น รวมถึงยืนยันว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจกำหนดค่าตอบแทนให้ตนเองได้โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา แต่สามารถออกระเบียบบริหารจัดการข้าราชการและลูกจ้างของสำนักงานได้ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด

นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขออนุญาตกล่าวขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องรายงานการตรวจสอบบัญชี ของทางสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีการจัดทำโดย สตง. หรือสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดิน ในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ กับปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาต ยอมรับว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ที่ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีการจัดทำ รายงาน และมีข้อสังเกตในหมายเหตุที่ ๙ ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ท่าน ได้ให้ข้อแนะนำไว้ว่าเป็นข้อบกพร่องจริง ๆ ในการทำงานของทาง ป.ป.ช. สืบเนื่องจากกรณีหมายเหตุที่ ๙ นั้นจะเป็นเรื่องค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ รายการอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งปรากฏว่าในการลงทะเบียนครุภัณฑ์ในระหว่างสำนักงาน บริหารงานคลังและสำนักบริหารทรัพย์สิน ป.ป.ช. มีการลงตัวเลขที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากว่า การลงตัวเลขก็จะมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องวันที่มีการรับทรัพย์สินเข้ามาเป็นครุภัณฑ์ของ สำนักงาน ป.ป.ช. ที่อาจจะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากหน่วยหนึ่งใช้การนับ การลงทะเบียนนับแต่วันที่ได้มีการตรวจรับงาน แต่ทางสำนักบริหารทรัพย์สินใช้วันที่ได้ มีการรับของจริงเพื่อนำไปลงทะเบียนครุภัณฑ์และออกหมายเลขครุภัณฑ์ เป็นเหตุให้ มีตัวเลขคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ประเด็นก็คือเมื่อมีการคลาดเคลื่อนนั้นทาง สตง. เข้ามา ตรวจสอบและเห็นว่าไม่สามารถรับรองได้ เนื่องจากรายงานทั้ง ๒ อันไม่สัมพันธ์กันนะครับ อย่างไรก็ดีในการดำเนินการจัดทำรายละเอียดการหักค่าเสื่อมราคาของครุภัณฑ์อาคาร หรืออุปกรณ์ที่มีปัญหา ซึ่งได้มีการลงทะเบียนทรัพย์สินไว้สูงเกินกว่าค่าที่เป็นจริง คือ ๔๔,๒๙๑,๗๙๘.๕๔ บาท ปรากฏว่าในปีต่อมาทาง ป.ป.ช. ได้มีการจัดทำรายละเอียด ครบถ้วน แล้วก็ได้มีการรายงานและแจ้งผลไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทราบ ซึ่งก็จะปรากฏว่าในรายงานการตรวจสอบในปี ๒๕๖๒ ของ สตง. เองจะไม่ปรากฏ รายละเอียดในเรื่องนี้อีก เพราะฉะนั้นทาง ป.ป.ช. ยอมรับครับว่าอาจจะมีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนของหน่วยงานผู้ปฏิบัติทั้ง ๒ หน่วยงาน แต่บัดนี้ก็ได้มีการดำเนินการแก้ไข ให้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว แล้วก็ในปี ๒๕๖๒ ถ้าสังเกตจากรายงานหมายเหตุที่ ๙ ก็จะไม่ได้ มีกำหนดหรือมีการเขียนไว้อยู่ในรายงานในปี ๒๕๖๒ แล้วนะครับ อันนี้จะเป็นประเด็นแรก

ส่วนในประเด็นที่ท่านได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ของทาง ป.ป.ช. ที่มีลักษณะเหมือนกับการจ้องจับผิดทางด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้นะครับผม ในการทำงานของทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนะครับ ในเรื่อง การดำเนินการกรณีที่มีการกล่าวหาเข้ามา คณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งเจ้าหน้าที่จะต้อง ดำเนินการรวบรวมรายละเอียดข้อเท็จจริง ซึ่งในการดำเนินการนั้นก็จะมีการขอทราบ ข้อเท็จจริง และขอให้ทางท่านได้ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหา หรือไม่ อย่างไร ซึ่งก็ต้องดูว่าข้อเท็จจริงนั้นมีเหตุผล มีหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยหรือไม่ ไม่ใช่ว่ามีการเชิญมาแล้วสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้นะครับ เพราะว่าการไต่สวน ป.ป.ช. เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนในเบื้องต้น จะต้องมีการ ส่งเรื่องหรือส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ถ้าอัยการสูงสุด พิจารณาเห็นด้วยว่าสำนวนเพียงพอ พยานหลักฐานครบถ้วนถึงจะมีการฟ้องไปยังศาล ซึ่งก็ยังมีกระบวนการขั้นตอนของการพิจารณาของศาลนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอให้เชื่อใจได้ นะครับว่าในกระบวนการยุติธรรมมีหน่วยงานกรองนะครับ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน นอกเหนือจากทาง ป.ป.ช. แล้ว

นอกจากนี้ท่านก็มองว่าทำไมทาง ป.ป.ช. ถึงไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องลงไป ดำเนินการในเชิงป้องกัน ต้องขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าทาง ป.ป.ช. เอง มียุทธศาสตร์ในการดำเนินการการป้องกันมาโดยตลอด ก็คือการให้ความรู้ การส่งเสริมให้ ประชาชนได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ตระหนักถึงเรื่อง การทุจริตมีผลกระทบและเป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ รวมทั้งยังสนับสนุนให้ ประชาชนรวมทั้งองค์กรเอกชนต่าง ๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ภาคส่วนราชการ รวมตัวกันเพื่อเป็น แนวร่วมให้กับทาง ป.ป.ช. วันนี้เรามีชมรมสตรอง (Strong) นะครับ ช่วยในการดูแลเกี่ยวกับ เรื่องการเฝ้าระวัง นอกจากนี้แล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ในมาตรา ๓๕ เองยังได้มีบทกฎหมายกำหนดให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรืออาจเชื่อได้ว่าจะมีการทุจริต หมายความว่า การทุจริตอาจจะยังไม่เกิดขึ้น ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงไปตรวจสอบ ถ้าเห็นว่าอาจจะมี การดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบ ก็ให้ไปดำเนินการให้ข้อแนะนำหรือเป็นการป้องปรามไว้ อย่าให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นบทบัญญัติใหม่ตามกฎหมายใหม่ ที่กำหนดให้อำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. สามารถที่จะลงไปดำเนินการป้องกันก่อนโดยมีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากเดิม ซึ่ง ป.ป.ช. เหมือนพนักงานสอบสวน ต้องมีเหตุเกิดขึ้นก่อนถึงจะมีการมาร้องทุกข์หรือมีการ กล่าวโทษ แต่ความเสียหายนั้นมันเกิดขึ้นไปแล้วในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ถอดหน้ากากครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นมิติใหม่ในการทำงานของ ป.ป.ช. ต่อไปนะครับ อันนี้ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

กรณีที่ท่านสอบถามเกี่ยวกับเรื่องว่า ป.ป.ช. มีอำนาจออกระเบียบ ขึ้นค่าตอบแทนให้กับตนเองหรือไม่ ความจริงก็มีเคส (Case) แล้วนะครับผม กรณีการขึ้น ค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองได้วินิจฉัยแล้วว่าขึ้นไม่ได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน เงินสวัสดิการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ เงินเดือนหรือค่าตอบแทนซึ่งต้องผ่านสภา แต่ถ้าหากเป็นข้าราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างของทางสำนักงาน ป.ป.ช. แล้ว กฎหมายได้มีการกำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจที่จะออกระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับเรื่องการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ และค่าตอบแทนได้ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงาน อันนี้เป็นบทบัญญัติว่าอยู่ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญครับ ก็ต้องขออนุญาตชี้แจงในประเด็นนี้ ส่วนรายละเอียดที่ทางท่าน ให้ข้อสังเกตในรายงานการประชุม ในแต่ละหน้านั้นเดี๋ยวผมจะขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน จะขออนุญาตให้ทางท่านผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคลังได้ช่วยชี้แจง ในรายละเอียดตามประเด็นที่ท่านได้กล่าวมานะครับ ขออนุญาตครับ