สำลี รักสุทธี หารือปัญหาการปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ วิพากษ์การไม่คืนอิสระภาพและทรัพยากรให้ครู จนส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาสื่อการเรียนรู้ตามศักยภาพของผู้เรียนได้ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการและเร่งขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยไม่รอช้า
ท่านประธานที่เคารพ ผม สำลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดมหาสารคาม ผมคิดว่าผมจะไม่ได้อภิปราย เสียแล้วนะครับ เพราะว่าเรามีปัญหากัน ความจริงแล้วผมจะต้องอธิบายตั้งแต่เมื่อวานนี้ ก็โชคดีที่วันนี้ยังมีโอกาส เพราะว่าผมได้ส่งซิกไปทางบ้านแล้วว่าผมจะอภิปราย แล้วพี่น้องทางบ้าน ก็รอชมอยู่นะครับ ประเด็นที่ผมสนใจเป็นอย่างมากก็คือประเด็นการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งในหมวดที่ว่าด้วยการปฏิรูปที่ปรากฏอยู่ในข้อ จ การปฏิรูปการศึกษา เดี๋ยวนี้ใครที่ใช้คำนี้ การปฏิรูปการศึกษาจะทำให้รู้สึกว่าค่าลดลง ดังนั้นนักวิชาการจึงไม่ค่อยพูดคำนี้แล้ว เหตุใด ถึงบอกว่าทำให้คนพูดคำนี้แล้วค่าลดลง เพราะพูดไปแล้วทำไม่ได้ครับ การปฏิรูปการศึกษา เราใช้มาตั้งแต่หลังรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๕ นั้นอาจจะใช้คำว่าปฏิวัติได้นะครับ หลังจากนั้น เราก็เอาคำว่าปฏิรูปมาใช้เรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ เมื่อปฏิรูปไม่สำเร็จคำว่าปฏิรูปจึงกระโดดเข้าไป อยู่ในรัฐธรรมนูญ เมื่อกระโดดเข้าไปแล้วทุกคนเงียบไม่อยากจะพูด ผมเองก็ไม่อยากจะพูดคำนี้ เพราะพูดไปแล้วมันไม่สำเร็จครับ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่มีเรื่องที่ควรจะพูดเป็นอย่างมากเลยนะครับ แต่ด้วยเวลาจำกัด ผมจะพูดในบางประเด็นที่ผมต้องการอยากจะพูด นั่นก็คือสิ่งที่ท่านทำ สิ่งที่คณะกรรมการ ทำนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่พูดแล้วมีคนฟัง เป็นคนที่พูดแล้วมีคนเงี่ยหูฟัง แล้วเราก็เอาคน กลุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็นดอกเตอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหลายที่พูดแล้วมีคนฟัง แล้วก็มีงาน มากมาย เมื่อเราเอาคนกลุ่มเดิม ๆ เอาคนที่พูดแล้วมีคนฟังนั้นไปเป็นกรรมการงานจึงไม่เดิน ผมขอใช้คำว่างานไม่เดิน ไม่อยากใช้คำว่าล้มเหลว เดี๋ยวจะเป็นการแล้งน้ำใจเกินไป การปฏิรูป การศึกษาผมเห็นด้วยกับทางฝ่ายค้านบางท่านที่ทำให้มีการถกเถียงจนมีการลงมติกันเมื่อวานนี้ คือท่านบอกว่ามันไม่ก้าวหน้าไปไหน แต่แม้จะไม่ก้าวหน้าอย่างไรเราจำเป็นจะต้องอยู่ เราจำเป็น จะต้องทำ เพราะมันเป็นกฎหมาย มันเป็นรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้แล้วว่าจะต้องรายงานและเรา จะต้องรับฟัง เมื่อไม่ดีก็จะต้องติติง ต้องชี้ ถ้าสมมุติเราเห็นว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ก็แนะนำไป ผมแนะนำฝ่ายปฏิบัตินะครับว่าควรทำอย่างไร
การปฏิรูปการศึกษาทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวง ผมไม่อยากจะพูดมากเลย ผมอยากจะใช้คำเดียวว่าขอให้ท่านคืนอิสระ ขอให้ท่านคืนเสรีภาพให้กับครูเถอะครับ ครูเป็นคนที่ถูกครอบงำ เป็นคนที่ถูกตีกรอบ ไม่สามารถที่จะดำเนินการตามศักยภาพที่เขามี หลายคนมีศักยภาพแต่ไม่สามารถที่จะทำตามอุดมการณ์ ตามความคิดของเขาได้ ท่านอาจจะบอกว่า ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ท่านมีความสามารถอะไร มีความคิดอะไรก็ทำไปสิครับ นั่นหมายถึงว่า การจัดการเรียนการสอนและการผลิตสื่อการเรียนการสอนอาจจะคิดได้ครับ แต่ในการปฏิบัติ จริง ๆ แล้วในห้องเรียนทำไม่ได้ มันเกี่ยวกันหลายอย่างครับ ครูส่วนใหญ่เป็นคนที่มีฐานะ จะเรียกว่าไม่ค่อยดีก็ได้ เพราะว่าครูมีหนี้สินเยอะแยะจะให้ครูมาผลิตสื่อให้สอดคล้องกับเด็ก ให้สอดคล้องกับศักยภาพของเด็กเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นคนที่เข้าใจการศึกษามากที่สุด คำตอบอยู่ที่ครู คำตอบอยู่ที่ห้องเรียน ผมเคยไปเป็นปฏิบัติกร เพราะว่าผมปฏิบัติในห้องเรียน ก็ไปเล่าประสบการณ์ให้ครูฟัง ไม่อาจเรียกตนเองว่าเป็นวิทยากร เป็นแค่ปฏิบัติการไปแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับครู ผมพูดแล้วครูเขาไม่เชิญผมอีกเลย ผมใช้คำว่าปัญหาอยู่ที่ครู คำตอบอยู่ที่นักเรียน ทำไมถึงบอกว่าปัญหาอยู่ที่ครู เพราะครูนั้นถูกตีกรอบ จะไปผลิตสื่อ ผลิตอะไร ทำไม่ได้ครับ ทำยากเพราะอะไร เพราะการผลิตสื่อแต่ละครั้งจะต้องใช้งบประมาณ จะต้องใช้เงิน คนที่เป็นครู ที่มีความสามารถ ที่รู้ว่าเด็กคนไหนมีปัญหาอะไร อยากจะผลิตสื่อให้สอดคล้องกับสมองของเขา จะต้องใช้เงิน จะต้องใช้งบ ถ้าโรงเรียนไม่มีงบ ส่วนใหญ่ไม่มีงบ งบที่จะให้ครูผลิตสื่อนั้นไม่มี ดังนั้นทางกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดงบลงไปอย่างมากให้ครูเขาผลิตสื่อ ด้วยตัวของเขาเอง นี่คือครูผู้สร้างสรรค์ ผมเคยพูดครั้งหนึ่งแล้วว่าครูมีอยู่ ๓ ส. ส แรกก็คือ ครูผู้เสพ เสพก็หมายความว่าให้หนังสือมาแค่ไหนก็สอนแค่นั้น ครูลักษณะนี้มีอยู่ทั่วประเทศ ผู้ปกครองจึงบอกว่าเป็นอย่างนี้ใคร ๆ ก็เป็นครูได้ เพราะมีหนังสือแล้วก็สอนตามหนังสือ อย่างนั้นเขาเรียกว่าครูผู้เสพ ส ที่ ๒ ก็คือครูผู้ส่อง ส่องก็คือมีครูดีที่ไหน มีครูเครือข่าย ครูดีเด่นที่ไหนก็ไปดู เขาเรียกว่าไปส่องดู ส่องดูแล้วก็ไม่มาทำอะไร ครูที่ ๓ ก็คือครู ผู้สร้างสรรค์ นี่คือสุดยอดของครูครับ ครูผู้สร้างสรรค์มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่เขาไม่สามารถ ที่จะสร้างสื่อด้วยตัวของเขาเองได้ ต่อให้คุณปฏิรูป ต่อให้คุณทำอะไร ทำไปเถอะครับ ผมรับรองว่า ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาการศึกษาได้ ผมอยากจะพูดดัง ๆ ให้นักการศึกษาทั้งหลายได้ทราบ จากหัวใจของครูที่อยู่ในห้องเรียนมา ๓๐ กว่าปีว่าท่านนั้นเพียงแต่พูดให้หรู ต่อให้คนบอกว่าแอกทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ต่อให้คนบอกว่าโอเพินแอปโพรช (Open approach) อะไร วิธีการต่าง ๆ ใครก็พูดได้ ครูเขาก็รู้ แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือเด็ก คนที่เข้าใจเด็กก็คือครู ดังนั้นจะต้องคืนอิสระให้กับครู คืนอิสระทางวิชาการให้ครู ให้ครูเป็น ผู้สร้างสรรค์สื่อของเขาด้วยมือของเขาเอง ไม่ใช่เอาหนังสือเพียงเล่มเดียวมาให้เขา แล้วครู ก็จะเป็นผู้เสพอยู่อย่างนี้ตลอดไป ถ้าครูเป็นแค่ผู้เสพสื่อที่ทางกระทรวงยื่นให้แล้วก็สอนตามหนังสือ ผมรับรองว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ อย่าหาว่าผมดูถูก ดูหมิ่นดูแคลนนักวิชาการทั้งหลายเลย ถ้าไม่ให้ครูเป็นผู้สร้างสรรค์รับรองว่าแก้ปัญหาการศึกษาไม่ได้ครับ นี่คือทางที่ผมชี้ ก็ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ