นิกร ตั้งข้อสังเกตความคืบหน้าปฏิรูปประเทศ ชี้ขาดความต่อเนื่อง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

นิกร จำนง ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมในการรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศทุก 3 เดือน พร้อมเสนอให้ปรับเป็นทุก 6 เดือน และหารือถึงปัญหาการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่ล่าช้าถึง 2 ปี แม้มีความหลากหลาย แต่การทำงานยังคงชะลอตัวมานานถึง 3 ปี อันเนื่องมาจากทั้งการลาออกของคณะกรรมการและการไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่ต่ำเกินไปและแผนงานที่ไม่สอดคล้องกับช่วงเวลา ทำให้การปฏิรูปการเมืองไม่มีความคืบหน้าและร่างกฎหมายไม่สำเร็จ จึงเรียกร้องให้ปรับแผนให้สอดคล้องกับผลกระทบจากโควิด-19 และเร่งจัดสรรงบประมาณ พร้อมเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาและปรับปรุงกระบวนการปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ของเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ผมมีประเด็น ๓ ประเด็น และมีข้อเสนอแนะ ดังนั้น คงต้องขอเวลาท่านประธานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เดิมขอไว้ ๑๐ นาที

ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าอภิปรายผมมีคำถามเบื้องต้นเลยว่า ทำไมวันนี้ ถึงไม่มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศมาเลย ท่านประธานคงจำได้ว่าครั้งแรกเรามีการรายงาน กันไปครั้งหนึ่งตอนนั้นก็มีลักษณะแบบนี้ มีแต่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติในฐานะเลขานุการมา แล้วสภานี้ก็บ่นว่าทำไมไม่ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ มาบ้าง ครั้งที่ ๒ กรรมการมากันหลายท่านหมายถึงว่าประธานบ้าง อะไรบ้าง แม้ว่าจะมี ไม่ครบ ก็ได้ฟังความเห็นจากสภาไป ครั้งนี้ไม่มีเลย ผมทราบว่าจะมากันเอง แล้วก็มี รัฐมนตรีมา ทำไมเราไม่เอากรรมการเหล่านั้นมา ท่านประธานครับ เมื่อการประชุม ครม. คราวที่แล้วเพิ่งตั้งคณะกรรมการไป แทนที่ขาดไป ซึ่งขาดไปเยอะมาก ขาดมา ๒-๓ ปีแล้ว เพิ่งตั้งไปครบที่ลาออกไปทั้ง ๑๑ คณะ แล้วตั้งเพิ่มอีก ๒ คณะ ก็เห็นว่ากรรมการเหล่านั้น ก็น่าจะได้มาฟังความเห็นจากสภาบ้าง นี่เป็นคำถามว่าทำไมถึงไม่มีคณะกรรมการมารับฟัง เป็นคำถามที่ ๑

ส่วนที่ ๒ ปัญหาเรื่อง ๓ เดือนรายงาน ผมเรียนท่านประธานว่าตอนที่ ช่วงกฎหมายนี้ออกผมอยู่ใน สปท. แล้วกฎหมายนี้เข้าไป สปท. ผมได้ชี้ไว้แล้วว่าการรายงาน ทุก ๓ เดือน เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจหลักการบริหาร เพราะว่าลำพัง ๓ เดือน ในระบบการบริหารราชการแผ่นดินงบประมาณอยู่ไหนก็ไม่รู้ โครงการสั่งไปแล้วก็ยังไม่สำเร็จ ดังนั้น ผมยังเสนอไปเสียด้วยซ้ำว่าอย่างน้อยต้อง ๖ เดือนรายงานครั้งหนึ่ง ปีละ ๒ ครั้งก็ยังดี แต่ ๓ เดือนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แล้วขณะนี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องมา มีปัญหากันตรงนี้ทำให้ผิดใจกันระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เพราะว่า ๓ เดือน ๓ เดือน ๓ เดือน ก็เลยไม่คืบหน้า ตรงนี้อาจจะต้องแก้ไข ส่วนผมจะเข้าประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ จะเป็นประเด็นเรื่องสถานะของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แต่ละชุด ผมเรียนว่าที่พูดไปแล้วเมื่อสักครู่ว่าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ยังไม่เกิน ๑๐ วันก่อนจากนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ จำนวน ๑๓ คณะ ได้แต่งตั้ง แทนที่ลาออกไปเป็นจำนวนมาก เหมือนอย่างคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เหลือ ๒ คนมาตั้ง ๒ ปีแล้ว แค่ประชุมก็ประชุมไม่ได้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจมี ๑๑ คน ลาออกไปเหลือ ๔ คนมาตั้งนานแล้ว คราวนี้เติมเข้าไปหมด แล้วมีการตั้งเพิ่มอีก ๒ คณะ ก็คือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการทรัพยากรมนุษย์ ตรงนี้มีการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นไปก็ใหม่ทั้งหมดถอดด้าม ดังนั้น ผมดู จากรายชื่อก็เห็นว่าคือมาช้าดีกว่าไม่มา ช้าไป ๒ ปี ช้าไปนิดหนึ่ง แต่รายชื่อเห็นว่ามี ความหลากหลายดีมาจากหลาย ๆ แหล่ง หลาย ๆ คน ก็จะรอดูผลงานกันต่อไป ก็คิดว่า คราวนี้เริ่มจะนับ ๑ ได้หลังจาก ๓ ปีมาแล้วที่ไม่สามารถจะดำเนินการได้

ประเด็นที่ ๒ ความเห็นต่อความก้าวหน้าในการปฏิรูปของเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พิจารณาจากรายงานที่มีการนำเสนอขึ้นมาเล่มนี้ ผมมีความเห็นว่า ทุกประเด็นปฏิรูปล้วนเป็นเรื่องเล็กที่ไม่สำคัญ เพียงพอที่จะนำมารายงานเรื่องความก้าวหน้า สรุปก็คือไม่มีความก้าวหน้า ยกตัวอย่างรายงานฉบับนี้ใน ๓ เดือนที่รายงานมีเน้นเฉพาะ เทคโนโลยีเล็ก ๆ โซเชียล (Social) เหมือนกับมีแอปพลิเคชัน (Application) แล้วก็มาบอกว่า เป็นผลงาน มันเล็กเกินไป กฎหมายที่เตรียมจะออกร่างกฎหมายก็ไม่มีหลักการและเหตุผล ที่สำคัญในรายงานนี้นะครับ แล้วก็โครงการต่าง ๆ เป็นนามธรรมทั้งนั้น ไม่อาจจะวัดผลสัมฤทธิ์ เป็นรูปธรรมได้ ผลการปฏิรูปเกือบทุกด้านผมสรุปว่าไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใดเลย ผมวิเคราะห์ว่ามีปัญหาปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในเพราะว่ากรรมการ แต่ละชุดที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่ว่ามีไม่ครบไม่สามารถจะทำงานได้มาตั้ง ๒ ปีแล้ว ดังนั้น ก็เลยไม่มีงาน เพราะว่าแค่จะประชุมยังไม่ได้แล้วจะทำงานกันอย่างไร ส่วนปัจจัยภายนอก ในตรงนี้ก็บอกแล้วว่ามันคือความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและแผนยุทธศาสตร์ชาติ เราจะเห็นว่าในรายงานฉบับนี้ก็สรุปชัดว่ามติ ครม. เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไปปรับปรุงใหม่เกือบทั้งหมด โดยอ้างถึงความเห็น แล้วก็ยังมี การอ้างความเห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มารายงานว่าให้ฟังความเห็นแล้วไปปรับปรุง ดังนั้น ที่ไม่มีผลงานเลยเพราะว่ากลับไปปรับปรุงใหม่เกือบทั้งหมด เพราะว่าให้สอดคล้องกับ แผนยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็แผนแม่บท นั่นเป็นเหตุปัจจัยภายนอกที่ถูกบังคับ

ประเด็นที่ ๓ ผมจะยกตัวอย่างแผนปฏิรูปสักอย่างที่ผมยืนยันว่าไม่มี ความก้าวหน้า ปฏิรูปการเมือง ปัจจัยภายในที่ผมกล่าวแล้วเมื่อสักครู่ก็คือว่ากรรมการชุดนี้ ลาออกไปทั้งหมด มาเป็น ส.ส. เสียบ้าง ไปเป็นรัฐมนตรีเสียบ้าง เหลือ ๒ ท่านมาตั้งนานแล้ว ประชุมไม่ได้ อย่างที่ผมเรียนแล้ว ปัจจัยปัญหาภายนอกเกี่ยวกับความสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านบวกก็มีครับ ในแผนงานมีการกำหนดเรื่องการกระจายอำนาจ ทางการเมือง ซึ่งท่านอดีตประธาน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ตอนนั้นอยู่ แล้วก็พวกผมก็เข้าไป ให้ความเห็น แอบใส่เข้าไปเรื่องการกระจายอำนาจ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีคำว่า กระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว ดังนั้น ในการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็เลยไม่มี การกระจายอำนาจ แต่ว่ากรรมการปฏิรูปต้องขอบคุณที่ว่าแอบใส่เข้าไปด้านหนึ่ง ด้านลบก็มี ด้านลบของการปฏิรูปการเมือง แผนงบประมาณของการปฏิรูปการเมืองทั้งหมดมี ๕ แผน ๕ ปี ท่านประธานทราบไหมว่ากำหนดงบประมาณไว้เท่าไร เฉลี่ยแผนละ ๔๔.๓๗ ล้านบาท ทั้ง ๕ แผน คูณ ๕ ปีรวมงบประมาณทั้งสิ้น ๒๒๑ ล้านกว่า ๆ เท่านั้นเอง จะปฏิรูป อะไรกันได้เงินแค่นี้ ที่สรุปมาเล่มนี้เรื่องปฏิรูปการเมือง ข้อ ๑ รู้รักสามัคคีในหมู่ผู้นำ พรรคการเมือง คือบอกว่าให้ผู้นำพรรคการเมืองมาปรองดองกันอะไรต่าง ๆ แผนนี้ในแผน ให้เสร็จสิ้นในไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๖๑ นี่ปี ๒๕๖๓ แล้ว แผนที่ ๒ จิตอาสาเพื่อประชาธิปไตย ในนี้มีรายงานเป็นผลงาน แต่ถ้าตามแผนมันเป็นไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๖๕ ยังไม่ถึง แผนที่ผ่านมาแล้วไม่ทำ แผนที่ยังมาไม่ถึงไปทำ แล้วก็พิสูจน์ว่าเป็นผลงาน อันต่อมาคือ การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม กำหนดตามแผนคือไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๖๑ ก็คือตอนที่ เราเลือกตั้ง มันจะมีแผนงานที่สำเร็จอะไรในเมื่อการเลือกตั้งมันเลยมาแล้ว การเลือกตั้ง ท้องถิ่นก็ไม่มี ทั้ง ๓ ข้อที่เป็นรายงานความคืบหน้าของการเมืองถือว่าไม่มีผลคืบหน้า มารายงานลักษณะแบบนี้มันผิดฝาผิดตัวผิดเวลา สถานะกฎหมาย กฎหมายฉบับเดียว ที่รายงานมาก็คือส่งเสริมให้มีการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองซึ่งผมอยู่ด้วย ตอนนั้นผมลาออกมาก่อนมาสมัคร ส.ส. ปรากฏว่าคนร่างกฎหมายฉบับนั้นเอาเข้า สนช. แล้ว สนช. ไม่เอาด้วย สนช. ที่ผ่านไปแล้ว ก็ปรากฏว่าก็ร่วงไป สุดท้ายทางกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองของวุฒิสภาก็มาปรับใหม่ ฉบับนี้ก็ไม่เป็นมรรคเป็นผล ไม่ได้ไปไหน ก็นำมารายงาน ไม่มีความคืบหน้า

สุดท้ายเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ก็คือผมมองว่าขณะนี้มีข้อสังเกตว่ามี ปัจจัยท้าทายการปฏิรูปประเทศ ๒ อย่าง ก็คือว่ากรณีฉุกเฉินเร่งด่วนกับกรณีสารัตถะสำคัญ ก็คือเออร์เจนต์ (Urgent) กับอิมพอร์แทนต์ (Important) กรณีฉุกเฉินเร่งด่วนเฉพาะหน้า หรือเออร์เจนต์ (Urgent) ก็คือผลกระทบจากโควิด (COVID) จะต้องนำไปสู่การปรับแผนครั้งใหญ่ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสาธารณสุขเอาตามเดิมไม่ได้ สาธารณสุขเปลี่ยนแปลง หมดแล้ว ด้านเศรษฐกิจขณะนี้ก็ต้องเปลี่ยนแปลง ด้านสังคม ด้านการบริหารประเทศ รวมทั้งด้านอื่น ๆ ทุกด้านต้องมีการเปลี่ยนแปลงจูน (Tune) ใหม่หมดเลย เพื่อจะให้ สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด (COVID) ซึ่งอยากจะเรียนท่านประธานว่าในกฎหมายฉบับนี้ พ.ร.บ. แผนและการปฏิรูปประเทศ มาตรา ๑๓ ได้เขียนว่าในกรณีมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง การปฏิรูปประเทศด้านใดด้านหนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บทให้รัฐมนตรี แจ้งให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านนั้นดำเนินการแก้ไขปรับปรุง โดยเอามาตรา ๑๑ มาบังคับโดยรวม หมายความว่าสามารถจะแก้ไขได้ ผมก็เสนอว่าในเรื่องโควิด (COVID) ท่านไปดู แล้วไปแก้ไขเสียให้มันสอดคล้อง ยังทันอยู่ เพิ่งจะตั้งกันมาใหม่

อีกอย่างหนึ่งก็คือความเร่งด่วนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ ขณะนี้เรามี การพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๖๔ งบประมาณไม่มีปฏิรูปไม่ได้ ก็รีบไปหางบประมาณมาเติม ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นหมอกควัน เป็นแค่คำพูด ไม่มีสารัตถะที่เป็นจริงเลย

สุดท้ายเรื่องสำคัญที่เป็นสถานะของการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ในรัฐธรรมนูญ หมวดการปฏิรูปประเทศมีความลักลั่น ไม่ชัดเจน เป็นอย่างมาก ในหมวด ๑๖ เพราะว่าเป็นการปฏิรูปประเทศในเชิงปฏิบัติ หมวดนี้เป็นเหมือนกับค้างคาวคือ เป็นนกมีหู หนูมีปีก เป็นหนูก็ไม่ใช่ เป็นนกก็ไม่ใช่ เพราะว่าเป็นบทที่กำหนดไว้ ๑ หมวด ประเด็นปัญหาก็คือว่าในมาตรา ๒๕๙ กำหนดไว้ว่าการปฏิรูปประเทศต้องเริ่มภายใน ๑ ปี นี่เริ่มไปแล้ว และให้เสร็จผลสัมฤทธิ์ภายในเวลา ๕ ปี ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นก็เหลือเวลา อีก ๒ ปีเท่านั้นเอง ปัญหาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือครบเวลา ๒ ปีคือปี ๒๕๖๕ พอครบแล้ว การปฏิรูปประเทศนี้ยังคงอยู่หรือเปล่า

ส่วนที่ ๒ ก็คือมาตรา ๒๗๐ ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้วุฒิสภา ตามมาตรา ๒๖๙ เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศ คือวุฒิสภา ๒๕๐ คน ตอนนี้ที่เป็นวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล คำถามก็คือว่าพอวุฒิสภาชุดนี้หมดอายุไปตามบทเฉพาะกาลใครจะมาดูแลเรื่องการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้เขียนไว้ หมายความว่าหลังจาก ๕ ปี บอกว่าให้เสร็จใน ๑ ปี แล้วก็มีผลสัมฤทธิ์ภายใน ๕ ปี ดังนั้นจะมีทางเลือก ๒ ทางก็คือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญยกหมวดนี้ทั้งหมวดออกไป เพราะว่า จะไม่มีผลแล้วหลังบทเฉพาะกาล หรือแก้ไขใหม่ให้มีกลไกอื่นที่มารองรับ ส่วนตัวผมเห็นว่า ควรจะมีต่อไปแต่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผมสรุปความเห็นต่อประเด็นการปฏิรูปประเทศก็คือสถานะของกรรมการ ตอนนี้ตั้งขึ้นใหม่แล้วผมเห็นว่าดีขึ้นทั้งตัวบุคคลและความหลากหลายแต่ละด้าน ประเด็นที่ ๒ ความคืบหน้าในการรายงาน ผมสรุปว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย ประเด็นที่ ๓ การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ อยากจะให้มีการดำเนินการ เพราะส่งผลลบ ต่อการพัฒนาประเทศมาก ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ

ข้อเสนอแนะก็คือว่าให้ปรับปรุงแก้ไข ก็คือแก้ปัญหาฉุกเฉินในกรณีโควิด (COVID) ปรับปรุงเสียใหม่ตามมาตรา ๑๓ แล้วก็เตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยถ้าอยากจะเอาไว้ นั่นเป็นข้อสรุปที่ผมนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ