ซูการ์โน ชี้รายได้ชาวสวนยางภาคใต้ลด หลังเหตุไม่สงบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ซูการ์โน มะทา หารือปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ ชี้รายได้ลดลงจากปัจจัยภายนอกและผลกระทบจากความไม่สงบ ไม่ใช่เพียงอุปทานล้นตลาด จึงเรียกร้องให้รัฐเร่งลงทุนเพิ่มมูลค่ายางพารา พิจารณาความแตกต่างต้นทุนแต่ละภูมิภาค และร่วมกับกรรมาธิการวิสามัญหาทางออกร่วมอย่างเร่งด่วน

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมเป็นคนหนึ่งนะครับที่ร่วม ลงชื่อญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิต ทางการเกษตรตกต่ำนะครับ ซึ่งวันนี้ผมจะขออภิปรายเฉพาะประเด็นเรื่องของยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่าน ถ้าพูดถึงเรื่องยางพารานะครับ การแก้ปัญหาเรื่องยางพารา ถ้าในอดีตกาลนั้นปัญหายางพาราก็มีผลกระทบแค่พี่น้องในพื้นที่ ๑๔ จังหวัดภาคใต้เท่านั้น เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ แต่ปัจจุบันนี้หลังจากที่นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๓ ของประเทศไทยคือ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้แก้ปัญหาราคายางพาราที่ไม่ผูกติด อยู่กับราคาของตลาดโลกหรือกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำความร่วมมือกับประเทศที่ส่งออก ยางพารา ๔-๕ ประเทศเป็นผู้กำหนดราคายางพารา วันนี้ปัญหายางพาราจึงเป็นปัญหา ที่กระทบกับพี่น้องชาวสวนยางพาราทั่วประเทศทุกภูมิภาค ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราจะพูดเรื่องดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) เนื่องจากว่าพื้นที่ปลูกสวนยางพารานั้นมีพื้นที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคายางพาราตกต่ำ ข้อเท็จจริง ที่ฟังจากเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายนั้น ช่วงต่างของดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) ตรงนี้ก็มีช่วงต่างที่ไม่แตกต่างกันมาก ประเด็นที่สำคัญก็คือวันนี้ถ้าเรามองเรื่องของยางพารานั้น ปัญหาก็คือพื้นที่ปลูกสวนยางพาราของแต่ละภูมิภาคนั้นมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องที่อยู่ในพื้นที่จังหวัด ๑๔ จังหวัดภาคใต้นั้นส่วนใหญ่แล้วสวนยางพาราจะเป็นพื้นที่เขา เป็นส่วนใหญ่ ส่วนพื้นที่ทางภาคอีสานก็จะเป็นที่ราบ ดังนั้นปัญหาของยางพารา ปัญหา ต้นทุนการผลิตกับปัญหาต่าง ๆ จึงไม่เหมือนกัน ส่วนผมวันนี้ขออนุญาต เนื่องจากว่า ขอสะท้อนปัญหาเรื่องของราคายางพาราในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนได้รอโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีขึ้นนะครับ เพราะตลอดเวลาหลังจากปี ๒๕๕๗ จนถึงปี ๒๕๖๑ เราจะได้เห็นว่าวิกฤตราคายางพารานั้น ตกต่ำ จนกระทั่งเกิดมีการรวมตัวของเกษตรกรของชาวสวนยางหลาย ๆ ภูมิภาค แต่ด้วยความที่มีวิสัยทัศน์ของผู้นำบางท่าน ก็ไปพูดว่าจะทำอย่างไรในเมื่อดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) มันต่างกัน เราปลูกสวนยางเยอะ ถ้าจะขายยางให้ราคาได้ดี ก็ต้องไปขายดาวอังคาร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มันกระทบกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ชาวสวนยางเป็นอย่างยิ่ง ผมก็อยากฝากถึงกรรมาธิการที่จะตั้งหลังจากนี้ว่า ประเด็นสำคัญ ต้องดูเรื่องของพื้นที่ของแต่ละภูมิภาคว่ามีความแตกต่างกัน ดังนั้นต้นทุนการผลิตก็มี ความแตกต่างกัน วันนี้ในอดีตราคายางพาราสูงถึงกิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท ๑๕๐ บาท ๑๗๐ บาท เศรษฐกิจในชุมชน เศรษฐกิจระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก ของประเทศก็มีการขยายตัว แต่วันนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปรายในเรื่อง ของราคายางพารา ก็อย่างที่เราทราบดีขายยางพารา ๕ กิโลกรัม ก็ขายจะซื้อกะปิหรือเคย ๑ กิโลกรัมไม่ได้ วันนี้กะปิกิโลกรัมละ ๑๕๐ บาทก็อยากฝากเป็นข้อมูลให้กรรมาธิการได้ไป ศึกษาว่าวันนี้ทำอย่างไรเราจะแก้ปัญหายางพารา เราอย่าพูดถึงแค่ดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) เราต้องคิดว่าทำอย่างไรรัฐจะต้องมาลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้สร้างมูลค่า ของผลิตภัณฑ์ยางพาราให้มันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ลงทุน ลงแรง งบประมาณในการสร้างกองทัพให้มีความเข้มแข็ง ซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ของกองทัพ เรามาตั้งงบประมาณเพื่อลงทุนในการสร้างคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เกิดจาก ยางพารา เช่น วันนี้ล้อยางพาราใช้ยางจริง ๆ ๑ เส้น น้ำยาง ๑๐ กิโลกรัม แต่เมื่อผลิต เป็นผลิตภัณฑ์ล้อยางสำหรับรถยนต์แล้วกลับมาขายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างน้อย ๆ แบบถูก ๆ ก็ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท ๑๐ กิโลกรัม ราคายางวันนี้ก็ช่วงต่างกันเป็นพัน ก็อยาก ฝากเป็นข้อมูลเสนอให้กรรมาธิการได้พิจารณา เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาราคา ยางพารานะครับ

สุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมอยากเรียนนิดหนึ่งว่าในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้น ในอดีตก่อนเกิดเหตุการณ์ชาวสวนยางพาราในพื้นที่จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส มีรายได้ค่าเฉลี่ยต่อวันอยู่ ๑,๑๙๗ บาท แต่หลังจากเกิด เหตุการณ์แล้วรายได้ค่าเฉลี่ยต่อวันของชาวสวนยางพาราตกมาเหลือที่ ๙๐๐ กว่าบาท อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมที่จะมองว่าปัญหาที่เกิดผลกระทบกับชาวสวนยางพารานั้น ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องของปริมาณยางพาราที่ล้นตลาด หรือเกินความต้องการของตลาด แต่ข้อสำคัญก็คือมันมีปัญหาปัจจัยที่อยู่เป็นปัจจัยภายนอกที่เราจะต้องมาช่วยกันสะท้อน ให้รัฐบาลได้แก้ปัญหา ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ชาวสวนยางพาราของเราทั้งประเทศไทยนะครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ