สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรที่ตกต่ำและปัญหาด้านปัจจัยการผลิต โดยเสนอให้ปรับทัศนคติในการออกแบบนโยบายเกษตรเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรรายย่อย ทั้งด้านสิทธิในที่ดิน การเข้าถึงตลาดโดยตรง การบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติและราคาสินค้าที่ผันผวน พร้อมผลักดันการพัฒนาและขยายระบบประกันภัยพืชผลและประกันรายได้เกษตรกรให้ครอบคลุมพืชชนิดอื่นเป็นนโยบายรัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความมั่นคงให้เกษตรกรกว่า 20 ล้านชีวิต
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนหนึ่ง ในพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ร่วมกันเสนอญัตติปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ซึ่งมีท่าน ส.ส. พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล จากนครศรีธรรมราช และคณะ ได้ร่วมกันเสนอ พร้อม ๆ กับที่มีญัตติ ของเพื่อนสมาชิกในสภานี้รวมแล้วถึง ๑๑ ญัตติ ถ้าเราได้ฟังการอภิปรายตลอดระยะเวลา ๒ วันที่ผ่านมา รวมถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราจะเห็นว่านั่นน่าจะเป็นครั้งแรก ๆ ที่สมาชิก ในสภานี้มีความเห็นตรงกันในปัญหาของพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศว่าเป็นปัญหาของคน ส่วนใหญ่ของประเทศจริง ๆ ที่เป็นเกษตรกรที่เขาประสบอยู่ ปัญหาใหญ่ของเขาก็คือว่า รายได้ที่ได้จากผลผลิตการเกษตรนั้นไม่พอเพียง สิ่งที่เป็นแนวโน้มที่ดีอย่างหนึ่งของสภาคือการช่วยกันเสนอแนวทางที่จะแก้ไขปัญหา ให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรเหล่านั้นได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคหนึ่งที่เรามีประสบการณ์ในการบริหารประเทศก็ดี มีประสบการณ์ในด้านของสภา ในฐานะฝ่ายค้านก็ดี เราเห็นนโยบายการเกษตรมาหลายเรื่องทั้งที่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ล้มเหลว เราจึงพยายามที่จะนำเสนอแนวคิดเพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต ของพี่น้องเกษตรรายย่อยตลอดเวลา ผมคิดว่าวันนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาสำคัญ ในแง่ของเรื่อง เกษตรกรนั้นที่เราอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการออกแบบนโยบายการเกษตร เพราะถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนนโยบาย หรือทัศนคติในการออกแบบนโยบายการเกษตรอาจจะ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดนัก ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ประเทศไทยขึ้นมา แล้วมีการนำเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย แนวทางที่บรรจุเอาไว้นั้น เขียนเอาไว้เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าถ้านำมาใช้แล้วปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการออกแบบนโยบาย ทางการเกษตรมันจะสำคัญมาก นั่นก็คือต้องมองว่า เวลามองไปในภาคการเกษตรนั้น เราจะเห็นเกษตรกรอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งคือเกษตรกรรายย่อย อีกประเภทหนึ่งก็คือ เกษตรกรที่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นรายใหญ่ ปัญหาของธุรกิจการเกษตร รายใหญ่มีไม่มากนักหรอกครับ เพราะเขาแข็งแรงพอที่แบกรับภาวะความเสี่ยงทั้งหลายได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่เกษตรกรรายย่อยครับ แนวทางที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยในยุค ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนั้นเสนอว่า เราต้องสร้างสังคมเกษตรที่เป็นธรรม เป็นธรรมต่อใคร เป็นธรรมต่อเกษตรรายย่อย ตัวเลขเกษตรกรรายย่อยในประเทศนี้ บอกว่ามีประมาณ ๑๒ ล้านคน ถ้ารวมถึงแรงงานภาคเกษตรด้วยประมาณ ๑๕ ล้านคน แต่โดยความเป็นจริงนั้น ๑๒-๑๕ ล้านคนนี้จะต้องแบกรับภาระร่วม มีคนซึ่งต้องการเงินสด จากการขายผลผลิตการเกษตรในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยนับเป็น ๒๐ ล้านคน คือรวมผู้สูงอายุ อาจจะเป็นพ่อแม่ หรือเป็นผู้ป่วยที่เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับภาระอยู่ด้วย เกษตรกร รายย่อยที่บอกว่าต้องสร้างสังคมเกษตรที่เป็นธรรม เพราะนี่คือปัญหาความเหลื่อมล้ำ เกษตรกรเหล่านี้ที่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ดินน้อย ขาดการร่วมกลุ่มที่แข็งแรง เข้าไม่ถึง การจัดการทรัพยากรทั้งหลาย ที่สำคัญคือไม่มีอำนาจการต่อรองทางการตลาดที่แข็งแรงพอ ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่า ปัญหาเกษตรกรรายย่อยคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ เราจะสามารถ ออกแบบนโยบายที่ไปดูแลคนเหล่านี้ให้มีความแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้ ที่พอเพียงต่อการดูแลคนในครอบครัวเขาได้อย่างมั่นคง เรื่องสำคัญที่จะต้องมีการ ปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อเรื่องของการออกแบบนโยบายเกษตรต่อเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ มีอยู่ ๒ เรื่องที่สำคัญครับ
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องปัจจัยการผลิต ปัญหาที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ วันนี้ เมื่อเราพูดถึงการช่วยเหลือเกษตรกร มีมาตรการต่าง ๆ ออกไป เพื่อนสมาชิกในสภานี้ ก็ยอมรับว่าคนซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินจำนวนมากซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยด้วย ไม่มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ นี่คือปัญหาครับ คนเหล่านี้ก็เป็นกำลังการผลิต อย่างหนึ่งด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจุดแข็งหนึ่งในโลกคือเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่กี่ประเทศในโลกที่ผลิตอาหารได้เพียงพอกับการบริโภคและส่งออกต่างประเทศได้ด้วย การดูแลให้มีปัจจัยการผลิตที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายโฉนดที่ดินที่เรียกว่าโฉนดชุมชน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าไว้แล้ว สำหรับคนที่ไปอยู่ในที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ ยกเรื่อง นโยบายธนาคารที่ดินขึ้นมาเพื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้กับคนไร้ที่ดินทำกินได้ทำเกษตร และอยู่อาศัย นี่เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับเขา สร้างความเป็นธรรมทางด้านการตลาด ทำอย่างไรที่สินค้าเกษตรซึ่งออกพร้อมกัน มีช่วงจังหวะเวลาของอายุของสินค้าที่สั้น เสียง่าย กว่าจะไปถึงมือผู้บริโภคโดยตรงต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งกลายเป็นคนกำหนด ราคา ทำอย่างไรให้ผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรรายย่อยมีการตลาดโดยตรงถึงมือผู้บริโภค นี่เป็นสิ่งที่จะต้องออกแบบนโยบายที่เอื้ออำนวยให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถที่จะขายได้ โดยตรง ราคาผลผลิตการเกษตรก็มีโอกาสที่จะทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคงขึ้นได้ แต่เรื่องใหญ่ที่สุด นั่นคือเรื่องของการที่เกษตรกรรายย่อยจะต้องแบกรับความเสี่ยง ความเสี่ยงนี้ถ้าเป็นเกษตรกรที่เป็นธุรกิจรายใหญ่ไม่มีปัญหาครับ ความเสี่ยงมาจากอะไร ความเสี่ยงอาจจะมาจากภัยพิบัติ ความเสี่ยงอาจจะมาจากเรื่องของราคาที่มีความขึ้นลง ไม่แน่นอน นโยบายที่ประชาธิปัตย์ได้ทำไว้แล้ว ๒ เรื่องที่สำคัญ คือ
๑. การประกันภัยพืชผล ประกันภัยพืชผลนั้นเป็นนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเอาไว้ในยุคที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คุณกรณ์ จาติกวณิช ประทานโทษเอ่ยนาม ทั้งคู่ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นโยบายประกันภัยพืชผลนั้นเริ่มต้นทำด้วย เกษตรกรที่ปลูกข้าว เป็นความสมัครใจ แต่รัฐจะต้องจ่ายส่วนหนึ่ง หลักการที่มีการเสนอก็คือ ความจริงแล้วนอกจากรัฐ ธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากเกษตรกรรายย่อย ควรร่วมออกเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินที่จะไปประกันภัยพืชผล และเกษตรกรเองออกเงินส่วนหนึ่งด้วย เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาจะภัยแล้ง น้ำท่วม เกิดพายุ เขาจะได้รับการชดเชยที่ดี นี่คือระบบ การประกันภัยพืชผล เป็นเรื่องดีนะครับ พรรคเพื่อไทยโดยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประทานโทษ เอ่ยนาม ที่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ไม่ได้ยกเลิกนโยบายนี้ทำต่อ ยุค คสช. ก็ทำต่อ เพียงแต่ ตัวเลขเป้าหมายมันยังไม่ถึงจุดที่น่าพอใจมากนัก รัฐบาลชุดนี้อาจจะรับเรื่องนี้เดินหน้าต่อ แล้วขยายการประกันภัยพืชผลไปถึงพืชผลชนิดอื่นด้วยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกร รายย่อย
สุดท้ายคือการประกันรายได้ครับ ประกันรายได้เป็นเรื่องของการทำให้ เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยไม่ขาดทุน การประกันรายได้จะให้กับเกษตรกรรายย่อย อย่างแท้จริง เพราะต้องกำหนดว่าคนที่ได้รับประโยชน์นั้นต้องมีจำนวนไร่ของการทำกินนั้น ไม่เกินจำนวนที่กำหนดเอาไว้ในนโยบาย เช่น ไม่เกิน ๑๕ ไร่ หรือ ๒๕ ไร่ เป็นต้น นโยบาย ประกันรายได้ที่เคยทำไปแล้วในยุคที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง กลับมาอีกครั้งหนึ่งอาจจะขยายไปสู่เรื่องยาง เรื่องปาล์ม จะทำให้เกษตรกร รายย่อยนั้นไม่ขาดทุนในราคาสินค้าเกษตรที่ตัวเองขายไป ทั้งหมดนี้เป็นการเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติของการออกแบบนโยบาย เพื่อไปทำให้เกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนที่มีปัญหา ด้านความเหลื่อมล้ำนั้นสามารถที่จะเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาเป็นคนที่มีความมั่นคงในชีวิต ของตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนฝากเอาไว้เป็นแนวคิดหนึ่งให้กับคณะกรรมาธิการ ที่จะไปศึกษาเรื่องของแนวทางแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการผลิต และดีที่สุดก็คือจะต้องไป ออกแบบนโยบายนี้เอาไว้ในนโยบายของรัฐบาลด้วย ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร รายย่อยในประเทศนี้ ซึ่งหมายถึงคนยากคนจนอีกจำนวนมากและชีวิตครอบครัวของเขา มากถึง ๒๐ ล้านชีวิต ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ