อับดุลอายี สาแม็ง หารือปัญหาราคาราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวน โดยเฉพาะทุเรียนและยางพารา ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในจังหวัดยะลา พร้อมเสนอให้รัฐเร่งฟื้นฟูการเกษตร กำหนดมาตรการดูแลต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน และพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเพื่อยกระดับมูลค่าผลผลิตอย่างยั่งยืนและสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการศึกษา
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส. จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ผมอยากจะนำเรียนอย่างนี้ จากญัตติที่เราเพื่อหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาเรื่องราคาพืชผล ทางการเกษตรที่ตกต่ำนั้น ฟังจากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ ภาค ของประเทศนั้น ยังไม่มีใครบอกเลยว่าพืชผลทางการเกษตรราคาสามารถอยู่ได้ มีแต่ทุกคน บอกว่าราคาตกต่ำ นี่ก็ส่งผลต่อเรื่องของพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่ชัดเจนว่า เรานั้นอยู่ในสภาพที่มีรายได้ไม่ค่อยเพียงพอกับรายจ่ายของพี่น้องโดยส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้าอย่างนั้นวันนี้พืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่อาจจะมีการพูดถึงข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ส่วนพืชทางภาคใต้ก็อาจจะมีลองกอง เงาะ ทุเรียน เหล่านี้ก็ส่งผล ต่อรายได้ของพี่น้องเกษตรกรทั้งสิ้น ผมอยู่จังหวัดยะลาก็อยากจะนำเรียนให้ท่านประธาน ทราบนิดหนึ่งว่า มันเป็นจังหวัดที่แปลกนิดหนึ่ง ปกติหลาย ๆ จังหวัดของภาคใต้ มีการปลูกข้าว ให้เพียงพอต่อการบริโภคต่อของพี่น้องในจังหวัดของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่จังหวัดยะลานั้น มีพื้นที่การปลูกข้าวประมาณสัก ๗๐,๐๐๐ ไร่ แต่เราทิ้งร้างไว้ประมาณมากกว่าครึ่ง ใช้พื้นที่ ประมาณสัก ๓๐,๐๐๐ ไร่ ก็ไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนในจังหวัด ซึ่งประชากร ที่อยู่อาศัยประมาณสัก ๕๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้เราจะต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการ เพียงพอต่อการบริโภค โดยเฉพาะข้าวในเขตพื้นที่ของจังหวัดตัวเอง ก่อนหน้านี้ทุกคนอาจจะมองปัญหาว่ามันไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปดูแลในเรื่อง ของการพัฒนาพื้นที่การปลูกข้าวเพื่อให้เกิดความเพียงพอต่อการบริโภคภายในจังหวัด เพราะราคายางดี พอวันนี้ราคายางตกต่ำก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้กลับฟื้นขึ้นมา เพื่อให้เกิดมีพื้นที่ที่สมบูรณ์ มีน้ำสมบูรณ์ ดินสมบูรณ์จะได้ปลูกข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภค ของคนในจังหวัด ไม่ทันแล้วครับ เพราะว่าเราจะต้องวางแผนในเรื่องของการปรับ ยุทธศาสตร์หลายด้านในการที่จะให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งด้านการเกษตร เพราะว่านั่นไม่ใช่ว่า คิดวันนี้พรุ่งนี้จะสำเร็จทันทีมันต้องใช้เวลาในการเตรียมการพอสมควร วันนี้ก็เช่นกันจากยาง ราคาถูกมันต้องหาวิธีการว่าทำอย่างไร ต้องมีการปลูกพืชทดแทน เราก็มีความหวังอีกนะครับ จากยางราคาถูกเกิดมีผลกระทบทุกด้านในเรื่องของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ แม้แต่เด็ก ๆ ที่ศึกษาในตัวจังหวัดที่อยู่ห่างไกล ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยห่างไกลจากตัวจังหวัดก็ไม่สามารถ ที่จะเดินทางเข้ามาศึกษาในเขตพื้นที่ของตัวกลางของจังหวัดได้ เพราะรายจ่ายของพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งเป็นผู้ปกครองนั้นไม่มีเพียงพอที่จะส่งลูกเข้ามาเรียนหนังสือในตัวจังหวัด เพราะราคายาง ตกต่ำ ต้องเอาลูกหลานเหล่านี้กลับไปเรียนหนังสือในเขตของพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งคุณภาพ การศึกษาก็ทราบดีอยู่แล้วว่ามันจะเป็นปัญหาอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่ง พูดถึงเรื่องทุเรียน เนื่องจากว่ายางราคาถูก บังเอิญปีที่ผ่านมา เราก็ค้าทุเรียนได้ราคาดีนะครับ ปีนี้ก็มีการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเป็นอย่างมากถึงขนาดว่า ณ วันนี้ทาง ศอ.บต. ก็มีการสร้างโรงงานรับซื้อเนื้อทุเรียนที่แกะออกมา แล้วเป็นโรงงาน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่อยู่ในเขตอำเภอเทพา ณ วันนี้เป็นการรองรับผลิตผล ทางการเกษตร ทุเรียนในเขตพื้นที่ของภาคใต้นะครับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงอนาคตข้างหน้า ซึ่งบริษัทที่มาตั้งโรงงานเป็นบริษัทจากประเทศจีน แน่นอนที่สุดว่าสักวันหนึ่งถ้าหากล้ง ที่มารับซื้อทุเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัด วันนี้เราอาจจะคาดหวังว่าเราอาจจะได้ขายทุเรียน ในราคาดี แต่วันหนึ่งข้างหน้ามีการรวมตัว มีการอะไรต่าง ๆ สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือว่า ราคาทุเรียนจะเป็นอย่างไรในอนาคตอีก ๓ ปี ๕ ปีข้างหน้า นี่สิ่งที่เราเป็นห่วง ในขณะที่ พี่น้องเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกจากเดิมทีไม่กี่หมื่นไร่ ตอนนี้ขยายตัวเป็น ๒ เท่าเลยในการ ขยายพื้นที่การปลูกทุเรียนเป็นอย่างมาก สิ่งที่อยากจะนำเสนอในเรื่องของการแก้ปัญหา ก็คือว่าการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนไม่เป็นไร การตั้งโรงงานเพื่อรับซื้อผลิตผลทางการเกษตร ก็ไม่เป็นไรเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องมีมาตรการในเรื่องของการประกันว่าอนาคต ๓ ปีข้างหน้า ๕ ปีข้างหน้าจากต้นทุนที่เรามีอยู่ในเรื่องของทุเรียนก็ดี หรือว่าพืชผลอย่างอื่นก็ดีว่าสมควร จะต้องเป็นอย่างไร ตรงนี้อยากจะให้ดำเนินการเป็นมาตรการของระดับกระทรวง ระดับประเทศ จะต้องมีการกำหนดในเรื่องของต้นทุนการผลิตทุกประเภทออกไป อย่างหนึ่ง ผมจะย้อนไปที่ยางพารานิดหนึ่ง เราก็พูดกันมาตลอดว่ายางพาราราคาตกต่ำ จาก พ.ศ. ๒๕๔๗ ยางพาราก็ราคาโดยเฉลี่ยประมาณ ๔๒ บาท พอถึง พ.ศ. ๒๕๕๔ ยางพาราก็ราคา ๑๔๐ บาท พอมาอีก ๗ ปีให้หลังจนถึง พ.ศ. ๒๕๖๒ ปีนี้ ยางพาราก็กลับมาราคา ๔๒ บาทเหมือนเดิม ๗ ปีขึ้น ๗ ปีลงนะครับ ตรงนี้แสดงว่าที่ผ่านมาภาระของพี่น้องประชาชน เศรษฐกิจก็ตกต่ำ ย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ ถามว่ารัฐบาลในการจะดูแลในเรื่องของสถิติการขึ้นลงของราคายางพารา ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง สุดท้ายปีที่ผ่านมาเมื่อเดือนธันวาคมก็มีการที่จะชดเชยเรื่องรายได้ ของพี่น้องเกษตรกร โดยจ่ายให้กับเจ้าของสวน ๑,๘๐๐ บาทต่อไร่ ไม่เกิน ๑๕ ไร่ ให้กับเกษตรกร ๑,๑๐๐ บาท แล้วก็ให้คนกรีดยาง ๗๐๐ บาท ลักษณะอย่างนี้ผมว่าไม่ยั่งยืน ผมอยากจะนำเสนอว่าให้หาวิธีการที่จะต้องทำเป็นวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมูลค่าเพิ่มในระบบ ของยางพารา เพื่อจะได้สร้างมูลค่า เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรในอนาคตต่อไป ขอบคุณครับ