พิธา ชี้ปัญหาราคาน้ำตกต่ำ-ผลไม้ถูกล้ง หวั่นกระทบเกษตรกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หารือปัญหาราคาน้ำตกต่ำของพืชผลเกษตรที่กระทบเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะมะพร้าวที่ได้รับแรงกดดันจากการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและประมงเถื่อนจากต่างประเทศ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และส่งเสริมงานวิจัยเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมลุกขึ้นมาอภิปราย เพื่อที่จะสะท้อนปัญหาความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกรกว่า ๒๔ ล้านคนทั่วประเทศ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นชาวนา เป็นชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง หรือว่าปศุสัตว์ก็ล้วนแต่ ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ในตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา ตกต่ำขนาดไหน ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเอาสถิติเข้ามาจับกับปัญหาเพื่อที่จะได้เห็นภาพร่วมกัน เมื่อ ๕ ปีที่แล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกว่าดัชนีราคาพืชผลการเกษตรหรือ อะกรีคัลทูรัล ไพรซ์ อินเดกซ์ (Agricultural Price Index) อยู่ที่ ๑๕๓ ดัชนีตัวเดิมผ่านไปอีก ๕ ปีอยู่ที่ ๑๒๗ จากภาพตรงนี้ทุกท่านก็คงพอที่จะเห็นได้ว่าช่องว่างทางราคาที่ลดลงนั้น มากถึง ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจการเกษตร ธุรกิจประเภทที่เป็นคอมมอดิตี (Commodity) ซึ่งมีกำไรบางเฉียบอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะลงละเอียดไปมากกว่านี้ ผมมีความตั้งใจที่จะอภิปรายให้กระชับแล้วก็ใช้เวลาให้มี ประสิทธิภาพมากที่สุด ผมจึงอยากขอแบ่งปัญหาและประเด็นอภิปรายออกเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ส่วนข้อมูลราคาที่ผมจะใช้อ้างอิงนั้นก็จะมาจากสำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเดียวกันกับที่ทางสำนักวิชาการได้กรุณาเตรียมไว้ ให้กับเพื่อนสมาชิกในการอภิปรายครั้งนี้ แต่ผมจะพยายามใช้ราคาที่อัปเดต (Update) มากที่สุดและเวลาเปรียบเทียบก็คงจะเปรียบเทียบมากกว่า ๑ ปีเพื่อที่จะให้ได้เห็นภาพรวม ได้เห็นภาพใหญ่ของวงจรราคาสินค้าการเกษตร

สำหรับในระยะสั้นนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของฤดูกาล เรื่องของการลักลอบ เรื่องของการนำเข้าจากต่างประเทศ เรื่องของการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง เหล่านี้เป็นปัจจัยที่กดดันราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาดก็คงจะหนีไม่พ้นผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็นเงาะ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นจี่ ไม่ว่าจะเป็นลำไย ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด เหล่านี้ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น และสามารถที่จะสรุปได้ ง่าย ๆ เพียง ๑ ประโยคเท่านั้น ก็คือผลไม้ไทยในเงาล้งต่างประเทศ ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างลำไยเข้ามาเป็นตัวอย่างสำหรับปัญหาครั้งนี้ จริงอยู่ครับว่ามีการสนับสนุน ให้มีการปลูกลำไยนอกฤดูโดยการใช้สารเร่ง โดยการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต (Potassium Chlorate) มาเพื่อที่จะพยุงให้ราคาของลำไยนั้นมีเสถียรภาพ แต่อย่างไรก็ตาม ลำไยในการส่งออกนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งล้งต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้ล้งสามารถที่จะมีโอกาสในการเอารัดเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรลำไย ของประเทศไทยได้ ลำไยมีหลายเกรดครับท่านประธาน มีเกรดเอเอ (AA) เกรดเอ (A) เกรดบี (B) เกรดซี (C) มีเกรดช่อ มีเกรดร่วง ราคาตั้งแต่ ๒๕ บาทจนถึง ๔๐ บาท ตราบใดก็ตาม ที่ยังไม่มีหน่วยรัฐเข้าไปช่วยล้งต่างประเทศเหล่านี้มีวิธีคละเกรดลง มีวิธีที่จะบอกว่าให้เกรดเอเอ (AA) เป็นเกรดเอ (A) มีวิธีที่จะบอกให้เกรดช่อให้กลายเป็นเกรดร่วง และพี่น้องเกษตรกรไทย ไม่มีความสามารถที่จะทำธุรกิจกับล้งต่างประเทศเหล่านี้ได้ มีคดีความ มีข้อพิพาทระหว่าง พี่น้องเกษตรกรลำไยกับล้งต่างประเทศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องของพาณิชย์จังหวัด เป็นเรื่องของเกษตรจังหวัด เป็นเรื่องของเกษตรอำเภอที่จะต้อง เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรลำไยจากการเอารัดเอาเปรียบจากล้งต่างประเทศนี้

ในประเด็นของเรื่องการลักลอบคงจะหนีไม่พ้นมะพร้าวที่ตอนนี้ราคาลูกละ ๕ บาท ถ้าเราย้อนหลังราคากลับไป ๕ ปีเคยอยู่สูงถึง ๑๘ บาท ๑๙ บาท หรือว่า ๒๑ บาท อะไรครับที่เป็นปัจจัยที่ทำให้มะพร้าวราคาลงเยอะได้ถึงขนาดนี้ กระทรวงพาณิชย์เอง ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องของการลักลอบมะพร้าวเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา เป็นเรื่องของการนำเข้ามะพร้าวตามโควตาของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือโควตานอก เข้ามา ในช่วงที่มะพร้าวกำลังออกดอกออกผล มันก็เป็นเรื่องการตกสำรวจพื้นที่การเพาะปลูก มะพร้าว ทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ว่ามะพร้าวนั้นมีอุปทานเท่าไร และมีการลักลอบผ่านพื้นที่ แต่ละพื้นที่นั้นเท่าไร ซึ่งปัญหาเหล่านี้พี่น้องชาวประมงก็พูดออกมาเป็นเสียงเดียว เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้มีสัตว์น้ำ สินค้าประมงจากประเทศเพื่อนบ้านไปไกลถึงประเทศอินเดีย ไปไกลถึงประเทศเยเมน เป็นปลา เป็นปลาหมึกที่ลักลอบเข้ามากดดันราคาสินค้าประมง ของพี่น้องประมงชาวไทยมากกว่า ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ทีเดียว ท่านประธานครับ ปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาในระดับปฏิบัติ ไม่ได้เป็นปัญหาในเรื่องของนโยบายแต่อย่างใด ถ้ารัฐไม่ว่าจะเป็น เกษตรจังหวัด เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ พาณิชย์จังหวัด ศุลกากร ได้ทำงานอย่างขยัน ขันแข็ง และคอยตรวจสอบก็จะสามารถบรรเทาความกดดันราคาพืชผลทางการเกษตรใน ระยะสั้นได้ไม่มากก็น้อย

ในเรื่องของระยะกลาง ก็คงจะเป็นเรื่องของดุลยภาพและการกระจาย ความเสี่ยง ดุลยภาพก็คือความสมดุลระหว่างอุปทาน อุปสงค์ เราลองมาแยกประเด็น และลองวิเคราะห์เป็นข้อ ๆ ไป เรื่องของอุปทาน ต้องยอมรับว่าการเกษตรของประเทศไทยนั้น พัฒนาแบบพืชเชิงเดียวมาตลอด ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าพืชเศรษฐกิจสำคัญ ๕ ตัว ข้าว มัน ยาง ปาล์ม อ้อย รวมกันใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกในประเทศไทยกี่เปอร์เซ็นต์ ๘๒-๘๓ เปอร์เซ็นต์ครับ มันคือการกระจุกตัวของชนิดพืช มันคือการกระจุกตัวเชิงพื้นที่ มันคือการทำการเกษตรแบบความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ มันขาดความหลากหลาย ทางชีวภาพ มันขาดความหลากหลายทางด้านโครงสร้างของเศรษฐกิจ นี่คือในเรื่องของ อุปทานเพียงเรื่องเดียว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเรากำลังต้องการจะเปลี่ยนความกระจุก แล้วก็กระจายความเสี่ยงออก เป็นพืชที่มีมูลค่าสูงขึ้น พืชสมุนไพร เป็นเรื่องของป่าไม้ เป็นเรื่อง ของผัก ผลไม้ที่มีราคาสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซียหรือว่าเป็นประเทศเวียดนาม อันนี้คือในเรื่องของอุปทานเพียงเรื่องเดียว ความกระจุกตัวเหล่านี้ มามองปัจจัยที่ ๒ เรื่อง ของอุปสงค์ ความกระจุกตัวนี้คงจะยกตัวอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากทุเรียนและยาง ใช่ครับ สินค้า ๒ ประเภทนี้มีราคาต่างกัน ตัวหนึ่งราคาขึ้น ตัวหนึ่งราคาลง ยางอยู่ที่ประมาณ ๕๐ บาท ๕๑ บาท ถ้าที่ผมเช็ก (Check) เมื่อเช้า ถ้าเป็นทุเรียนมีหลายพันธุ์ หลายเกรด ๘๐-๒๐๐ กว่าบาท แต่ข้อเหมือนของสินค้าเกษตร ๒ ประเภทนี้ก็คือการพึ่งตลาดเพียงตลาดเดียว ซึ่งตลาดนั้นก็คือประเทศจีน ทั้งทุเรียนและยางพึ่งประเทศจีนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ใช่ครับ กระทรวงพาณิชย์อาจจะแย้งผมบอกว่าไม่จริง ตัวเลขของการ ส่งออกทุเรียนไปที่ประเทศจีน แค่ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นประเทศเวียดนาม ที่เหลือเป็น ประเทศไต้หวัน ที่เหลือเป็นประเทศฮ่องกง แต่เมื่อเราเลิกเป็นนักรบห้องแอร์ (Air-condition) และลงพื้นที่ไปดูพี่น้องที่ปลูกทุเรียนจริง ๆ เขาบอกว่าการที่เราส่งออกไปประเทศเวียดนามนั้น เป็นการส่งออกเพื่อที่จะไปได้ประโยชน์ภาษีจากประเทศเวียดนาม แต่การส่งออกไปให้ ประเทศเวียดนามเพื่อที่จะให้ประเทศเวียดนามบอกว่าทุเรียนนี้เมดอิน (Made in) ประเทศเวียดนาม และส่งต่อไปที่ประเทศจีน เก้าอี้ที่พวกเรานั่งอยู่ทุกวันนี้มี ๔ ขาฉันใด การพัฒนาตลาดก็ต้องมีมากกว่า ๘๙ เปอร์เซ็นต์ ที่เราพึ่งอยู่เพียงขาเดียวฉันนั้นเช่นเดียวกัน เป็นหน้าที่ของพาณิชย์ต่างประเทศ ทูตพาณิชย์ที่จะต้องเริ่มเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้า เกษตรไทย เรื่องของตะวันออกกลาง เรื่องของประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศเหล่านี้ยังมีความต้องการและมีความจำเป็นที่จะต้องสอนเรื่อง การส่งออกให้กับต่างประเทศมากกว่านี้ เพื่อที่จะไม่ให้เราไปกระจุกอยู่ที่ประเทศจีน เพียงประเทศเดียว ถ้าสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนกับประเทศอเมริกายังไม่จบ ถ้าวัน เบลต์ วัน โรด (One Belt One Road) ของประเทศจีนเริ่มมีการพัฒนามากขึ้น เรียบร้อย ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ประเทศมาเลเซียบอกเลยว่าทุเรียนพรีเมียม (Premium) ของเขา ชื่อมูซังคิง เขาเรียกทุเรียนมูซังคิงของเขาว่า หลุยส์ วิตตอง ของทุเรียน กิโลกรัมละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท ชาวจีนตอบรับมาก ถ้าเรายังกระจุกตัวอยู่อย่างนี้ แล้วประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ราคาพืชผลทางการเกษตรในระยะกลางจะไม่ถูกกดดัน จากประเด็นเหล่านี้ นี่คือในกรณีที่เราต้องการที่จะส่งออกแบบเป็นปฐมภูมิ และไม่มีการแปรรูป ให้เป็นทุติยภูมิ มีความจำเป็นที่จะต้องหาดุลยภาพ และการกระจายความเสี่ยงทั้งเรื่องของ อุปทาน แล้วก็เรื่องของอุปสงค์

สุดท้ายครับ ในระยะยาวก็คงจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากการสร้างความต่าง ให้กับสินค้า โดยการใช้วิทยาศาสตร์และการใช้ศิลปะเข้าไป เรื่องของวิทยาศาสตร์เราพูดกัน เรื่องการแปรรูปมามากกว่า ๒๐ ปี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ถึงทุกวันนี้จำเป็นแล้วที่จะต้องลง รายละเอียดว่าการแปรรูปนั้นคือการแปรรูปในพื้นที่และการแปรรูปข้ามอุตสาหกรรม การแปรรูปในพื้นที่หมายความว่า พี่น้องที่ปลูกมะพร้าวที่ทับสะแกต้องมีโรงงานแปรรูป ในพื้นที่ของตัวเอง มะม่วงที่บางคล้าจำเป็นที่จะต้องมีโรงงานทำน้ำมะม่วง ทำมะม่วงอบแห้ง ของตัวเอง อย่างน้อยเพื่อที่จะลดการขนส่งลง มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้วที่การปลูกมะพร้าวอยู่ที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์แล้วต้องวิ่งไปที่จังหวัดนครปฐม ค่าขนส่งกินกำไรไปหมดแล้ว ไม่มีเลย ประสิทธิภาพในการทำงานในการแปรรูปข้ามอุตสาหกรรม ท่านประธานทราบไหมครับว่า ข้าว ๑ เม็ดเป็นข้าวสารได้แค่ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ยังมีแกลบ ยังมีรำข้าว ยังมีจมูกข้าว สิ่งเหล่านี้ที่สามารถที่จะแปรรูปได้ถ้าเราเอาโซ่มูลค่ามาตั้ง แกลบเมื่อเผาสามารถเอาไปทำ เป็นโซลาร์เซลล์ (Solar cell) ได้ รำข้าวเมื่อมีการแปรรูปออกมาเป็นน้ำมันรำข้าวสามารถ ที่จะสกัดลงไปเรื่อย ๆ จนถึงสารที่เรียกว่า ฟีนอลิก แอซิด (Phenolic acid) ในการรักษา โรคเบาหวาน กิโลกรัมหนึ่งกลายเป็น ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานทราบไหมครับว่า เปลือกทุเรียนสามารถเอาไปทำเป็นน้ำยาบ้วนปากได้ เพราะทุเรียนมีสารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide) ที่สามารถที่จะยับยั้งแบคทีเรียได้ มังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เอาไปใช้ในการรักษาโรคได้ บริษัทเครื่องสำอาง จากประเทศออสเตรเลียบินมาที่เมืองไทยเพื่อที่จะมาเอาทุเรียนและสารต้านอนุมูลอิสระ ในเม็ดทุเรียนไปใช้เป็นอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง นี่ละครับประเทศอื่นเขาทำน้อยได้มาก ส่วนประเทศเราทำมากได้น้อย แล้วก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคตได้ เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงงบประมาณในการชดเชย ในการอุดหนุนสินค้าการเกษตร ซึ่งผมก็ เข้าใจนะครับไม่ได้หมายความว่า ถ้ามันมีเรื่องฉุกเฉิน มีเรื่องอุทกภัย เรื่องแมลงอะไรพวกนี้ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใด แต่เมื่อไปดูงบวิจัยเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร ตัวเลขอยู่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ในการชดเชยข้าวอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ชดเชยยา อยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ชดเชยปาล์มอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท อ้อย มันสำปะหลังอยู่ประมาณ ๖,๕๐๐ ล้านบาท แต่งบประมาณในการทำวิจัยการเกษตร อยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น แล้วประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจทางการเกษตร ที่ไม่มีใครมาท้าทายได้อย่างไร ถ้าการวิจัยเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศ ในขณะเดียวกันครับ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอาวิทยาศาสตร์มาจับเพียงอย่างเดียว เรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของศิลปะ เรื่องของวัฒนธรรมการกินการดื่มของประเทศไทยก็ไม่แพ้ใครในโลก เช่นเดียวกัน พวกเราในที่นี้คงจะปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าเราเดินออกไปจากสภานี้ไปที่ร้าน สะดวกซื้อ แล้วซื้อเบียร์มา ๑ กระป๋อง คือการสนับสนุนเกษตรกรจากประเทศออสเตรเลีย จากประเทศจีน จากยุโรป เราคงจะปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการที่เราเดินลงไปที่ร้านสะดวกซื้อ แล้วซื้อไวน์มากิน ๑ ขวดทั่วประเทศคือการสนับสนุนเกษตรกรประเทศออสเตรเลีย ประเทศฝรั่งเศส แล้วก็ประเทศชิลี เราคงจะปฏิเสธไม่ได้นะครับการที่ลงไปข้างล่างแล้วซื้อ โซจู (Soju) มาขวดหนึ่ง คือการสนับสนุนเกษตรกรเกาหลี เราคงจะปฏิเสธไม่ได้การที่เราซื้อ สาเกหรือกินเหล้าบ๊วยอูเมะชู (Umeshu) คือการสนับสนุนเกษตรกรประเทศญี่ปุ่น ที่ในขณะพืชผลทางการเกษตรประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียว ไม่ว่าจะเป็นเกสร มะพร้าว ไม่ว่าจะเป็นมันแกว ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ต่าง ๆ ที่สามารถทำเป็น ไซเดอร์ (Cider) ได้ กลับไม่สามารถที่จะเพิ่มมูลค่าได้เนื่องจากเหตุผลทางนิติบัญญัติบางอย่าง พ.ร.บ. เหล้า พ.ร.บ. สุราชุมชน บอกว่า ๕ แรงม้า ๗ แรงงานห้ามเกิน ไม่สามารถที่จะแต่งกลิ่น เหล้าได้ ทั้งหมดทั้งปวงเหล่านี้เป็นลอต (Lot) ใหญ่ที่ไม่สามารถให้พี่น้องที่ปลูกสับปะรด สามารถเอาไปทำเป็นไวน์สับปะรดได้ นี่คือสาเหตุใหญ่ที่ทำให้พี่น้องที่ทำข้าวเหนียว ไม่สามารถที่จะไปทำรัม (Rum) หรือว่าไปทำเหล้าต่อได้ ต้องขอเป็นเชิงอรรถไว้เลยนะครับ การสนับสนุนให้มีการแปรรูปสินค้าการเกษตรเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เท่ากับ การสนับสนุนให้มีการดื่มแอลกอฮอล์นะครับ คนละเรื่องกัน พ.ร.บ. ควบคุมแอลกอฮอล์ ยังมีอยู่ และเราก็ยังสนับสนุนว่าการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบเป็นสิ่งที่สำคัญ แก่สังคม แต่ในขณะเดียวกันการบริโภคก็คือบริโภค แต่คุณบริโภคแล้วคุณสนับสนุน เกษตรกรประเทศอื่นอยู่ และพี่น้องเกษตรกรประเทศไทย ไม่ว่าเขาจะเป็นข้าว ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ไม่ว่าจะเป็นลำไย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย ไม่ว่าจะเป็นเกสรมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด เขาไม่มีสิทธิที่จะสามารถเพิ่มราคาสินค้าให้ตัวเขาเองในระยะยาว ได้เลยหรือ ด้วยเหตุและผลประเด็นที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ผมขออภิปรายสนับสนุน ให้มีคณะกรรมการวิสามัญเพื่อที่จะศึกษาราคาพืชผลทางการเกษตร เข้าใจครับว่าจำเป็น ที่จะต้องมี ตัวผมเองนั่งตามสภามาตลอด ๑๐ ปี ทุกครั้งต้องมีญัตติด่วนเรื่องนี้ สักวันหนึ่ง ผมฝันไว้ว่าชื่อของคณะกรรมการวิสามัญนี้จะเปลี่ยนไปเป็นจากคำว่า ราคา แล้วก็ไปเป็น ประสิทธิภาพแทน เพราะว่าประสิทธิภาพเท่านั้นที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยนั้นเปลี่ยน จากพี่น้องเกษตรกร ๒๔ ล้านคน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศไทย ทำ จีดีพี (GDP) ได้ ๘ เปอร์เซ็นต์ ความเท่าเทียมมันจะไม่มีได้อย่างไร ประสิทธิภาพเท่านั้นที่จะทำให้ สามเหลี่ยมอันนี้พลิกได้ สภาเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศไว้เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วว่า การที่ประเทศเนเธอร์แลนด์จะกลายเป็นมหาอำนาจทางการเกษตรได้เขามีความจำเป็น ที่จะต้องเพิ่มผลผลิต ๒ เท่าด้วยทรัพยากรครึ่งหนึ่ง อาจจะผ่านมา ๒๐ ปีแล้ว ผมคิดว่าวิธีคิด ของเขา แน่นอนครับว่าประเทศเนเธอร์แลนด์กับประเทศไทยบริบทไม่เหมือนกัน ผมเข้าใจ แต่วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ทางรัฐสภาเขา และรัฐบาลเขา และนายกเขาได้วางไว้ผมคิดว่า ก็คงจะไม่ได้แตกต่างไปจากบริบทของประเทศไทยตอนนี้ ท่านประธานครับผมตัดสินใจ ใช้เวลาเพียงเท่านี้ เพื่อที่จะให้การอภิปรายนั้นกระชับแล้วก็ให้เวลากับเพื่อน ๆ สมาชิก ในการอภิปรายต่อครับ ผมขอหยุดการอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านครับ