กรณ์ จาติกวณิช หารือปัญหาราคาผลผลิตเกษตรที่ตกต่ำทั้งที่คุณภาพสูง ชี้ถึงความจำเป็นในการผลักดันนโยบายเกษตรพรีเมียมเพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้พัฒนาเป็นยุทธศาสตร์ชาติเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลก พร้อมเน้นการปรับโครงสร้างการผลิตสู่เกษตรอินทรีย์ การปฏิรูประบบสหกรณ์ และการสนับสนุนตลาดและราคาเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ท่านประธานอาจจะสงสัยนะครับว่าในฐานะที่ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แล้วก็ เคยเป็น ส.ส. เขตกรุงเทพฯ ชั้นในเลยก็ว่าได้ ว่าทำไมผมถึงได้ให้ความสนใจ แล้วก็ลุกขึ้น เสนอชื่อเป็นผู้อภิปรายในวาระที่เกี่ยวกับราคาสินค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีผลกระทบ ต่อพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ผมก็อยากจะบอกท่านประธานนะครับว่า อันดับแรก ในฐานะผู้ที่สนใจในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ผมตระหนักนะครับว่าเศรษฐกิจ ของเราพัฒนาไม่ได้ และไม่สามารถที่จะพ้นจากความยากจนได้ ตราบใดที่พี่น้องเกษตรกร หลายล้านครอบครัวยังต้องประสบปัญหาความยากจนสืบเนื่องมาจากราคาสินค้าเกษตร ที่ตกต่ำต่อเนื่องมาหลายปี นอกจากนั้นครับท่านประธาน ผมมีความข้องใจเป็นการส่วนตัวว่า เป็นไปได้อย่างไรที่เกษตรกรชาวไทยที่ได้รับการยกย่องว่ามีความเชี่ยวชาญผลิตผลผลิต ทางการเกษตรที่ชาวโลกยอมรับว่ามีคุณภาพสูงที่สุดในโลก อย่างเช่น กรณีของชาวนาไทย โดยเฉพาะชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ปลูกข้าวหอมมะลิก็เป็นที่ยอมรับว่าข้าวหอมมะลิของไทย เป็นข้าวที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด อร่อยที่สุด ได้รับรางวัลอันดับ ๑ ของโลกมาโดยตลอดต่อเนื่อง หลายปี เพราะฉะนั้นจึงข้องใจจริง ๆ ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่เรามีกลุ่มเกษตรกรที่มีผลผลิต ที่ชาวโลกยอมรับดีที่สุดในโลก แต่กลับเป็นเกษตรกรที่ยากจนที่สุดในประเทศ ถ้าชาวนาไทย อยู่ประเทศอื่น อย่างประเทศญี่ปุ่นมีผลผลิตที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้าชั้นเลิศของโลก ไม่มีทางหรอกครับที่เขาจะยากจน เพราะฉะนั้นผมจึงมีความสนใจและข้องใจ แล้วก็ได้ พยายามที่จะใช้เวลาเข้าไปศึกษาแล้วก็เรียนรู้ว่าประเด็นปัญหาทั้งหมดนั้นเป็นเพราะอะไร อันดับแรกก่อนอื่นที่จะพูดถึงข้อเสนอของผมในวันนี้ว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้มี ความยั่งยืน ก็ต้องยอมรับนะครับว่าปัญหาเฉพาะหน้าก็มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข เมื่อสักครู่ท่านชินวรณ์ ขออนุญาตเอ่ย นามท่านได้พูดไปแล้วว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เราก็ได้เสนอว่าในช่วงเฉพาะหน้านี้เราควรที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายประกันรายได้ นำเอากลับมาใช้เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรที่เดือดร้อน เป็นปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายประกันรายได้ข้อดีก็พูดกันมาเยอะ แต่สั้น ๆ เลยก็คือตอบโจทย์ความต้องการเพื่อให้ เกษตรกรไม่ขาดทุน นอกเหนือจากนั้นเป็นวิธีการที่เขาได้มีการพิสูจน์แล้วว่าโอกาสในการ รั่วไหล ทุจริตคอร์รัปชัน แทบจะไม่มีเลย มีการประหยัดในการใช้เม็ดเงินงบประมาณคุ้มค่า เพราะเกือบทุกบาททุกสตางค์ถึงมือประชากรที่เป็นเกษตรกรโดยตรง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับเราก็ต้องยอมรับว่ามาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่น การประกันรายได้ ก็เป็นมาตรการที่ต้องใช้เงินงบประมาณ ใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชน และใช้เยอะด้วย ในส่วนของการประกันรายได้ เราก็คาดว่าอย่างน้อยที่สุดก็น่าที่จะต้องหมายถึงการจัดเตรียม เม็ดเงินงบประมาณไว้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้ก็คือเพื่อครอบคลุมทั้งข้าว ทั้งยาง ทั้งปาล์ม ทั้งอ้อย ทั้งมันสำปะหลัง และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ในอนาคตจะถูกบรรจุไว้ เป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะฉะนั้นความท้าทายของพวกเราทุกคนก็คือทำอย่างไรที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องของราคาผลผลิตทางการเกษตรให้ยั่งยืน เพื่อที่จะลดส่วนต่างระหว่างราคาอ้างอิง ที่เราใช้ในนโยบายประกันรายได้กับราคาที่เกษตรกรขายได้จริง ส่วนต่างยิ่งแคบ เม็ดเงิน งบประมาณที่จะต้องใช้ในการชดเชยเกษตรกรก็ยิ่งจะน้อยลง ในอดีตเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วที่เรา ได้เริ่มประยุกต์ใช้นโยบายนี้ เราสามารถบริหารผลผลิตทางการเกษตรบางประเภท อย่างเช่น มันสำปะหลัง ให้มีราคาที่สูงกว่าราคาอ้างอิง ทำให้เราไม่เคยต้องจ่ายส่วนต่างเลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นคำถามวันนี้ก็คือเราควรที่จะดำเนินยุทธศาสตร์อย่างไร เพื่อที่จะให้ราคาพืชผล ทางการเกษตรของเกษตรกรไทยอยู่ในระดับที่สูง ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการชดเชย ด้วยมาตรการใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อเสนอที่ผมมีที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปสู่รัฐบาลให้ พิจารณาก็คือนโยบายเกษตรพรีเมียม (Premium) ผมขอทับศัพท์เลยครับ ใช้คำว่า พรีเมียม (Premium) นี่ละ เพราะว่าผมคิดว่าเป็นคำที่เกษตรกรทั่วประเทศก็เข้าใจนะครับว่าแปลว่า อะไร ในกรณีของเกษตรพรีเมียม (Premium) ความหมายก็คือ พันธุ์ต้องดี สินค้าต้องมี คุณภาพ ปลอดภัย ต้องอร่อย และที่สำคัญในมุมของเกษตรกรก็คือต้องขายให้ได้ราคา ผมมองว่านโยบายหรือยุทธศาสตร์เกษตรพรีเมียม (Premium) มีความเหมาะสมต่อบริบท ของประเทศไทยอย่างมาก ๓ เหตุผลหลักครับท่านประธาน
ข้อแรก แบรนด์ (Brand) เรื่องของอาหารแล้วก็สินค้าทางการเกษตรของไทย เรานั้นดีอยู่แล้วทั่วโลก ผู้บริโภคทั่วโลกนิยมทานอาหารไทย ไปที่ไหนก็มีแต่ร้านอาหารไทย ชื่อเสียงของผลผลิตทางการเกษตรของไทยเป็นที่ยอมรับ ตรงนี้สำคัญนะครับ มีบางประเทศ ถ้าเขาคิดวันดีคืนดีอยากที่จะเสนอนโยบายเกษตรพรีเมียม (Premium) ไป พูดไปชาวโลก ก็ไม่เชื่อว่าของเขาจะดีจริง อร่อยจริง แต่ของไทยเรายังไม่ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเขาก็เชื่อ ไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องของแบรนด์ (Brand) เรื่องของความเชื่อเป็นสาเหตุสำคัญ ที่เราควรที่จะกำหนดเรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ ที่สำคัญนอกเหนือจากนั้นก็คือประเด็น ในระดับมหภาคมันเข้าทางเรา ธนาคารโลกเขาประเมินว่าจำนวนประชากรในโลกจะเพิ่มจาก ระดับปัจจุบันประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านคน เพิ่มไปสู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านคน ภายในอีก ประมาณ ๓๐ ปี และเขาประเมินว่าเมื่อถึงวันนั้นปริมาณอาหารโดยรวมที่เราผลิตทั่วโลก จะเพียงพอต่อความต้องการ ณ วันนั้นเพียงแค่ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของความต้องการรวม คือพูดง่าย ๆ เมื่อถึงวันนั้นเขามองว่าอาหารจะขาดแคลน และปัญหาที่เขามองเห็นก็คือ พื้นที่การเกษตรมันมีจำกัดอยู่แล้ว ใครที่มีพื้นที่ที่ทำการเกษตรได้ก็ทำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงเป็นโจทย์ที่จะต้องมีคำตอบในอนาคตว่าเราจะผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของ ประชากรในโลกที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้อย่างไร แต่นั่นคือโอกาสของเรา เพราะเราเป็น ผู้ส่งออกอาหาร เราเป็นผู้ส่งออกสินค้าทางการเกษตร ความต้องการของโลกในอนาคต จากวันนี้ไปเป็นโอกาสของเราคนไทย และที่สำคัญนะครับ ก็คือประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอีก ๓,๐๐๐ ล้านคน ในช่วง ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้า ส่วนใหญ่จะเกิดในภูมิภาคเอเชีย รสนิยมทาง อาหาร ความต้องการและความคุ้นเคยสินค้าเกษตร สินค้าอาหาร ของเขาคุ้นเคยที่จะบริโภค สิ่งที่เราผลิต เพราะฉะนั้นฐานลูกค้าเราจะเพิ่มขึ้น และจะเป็นฐานลูกค้า
และประเด็นนี้สำคัญครับท่านประธาน ที่มีแนวโน้มที่จะร่ำรวยมากยิ่งขึ้น เรื่อย ๆ อีกต่างหาก ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ประเทศเพื่อนบ้านเรา รวมไปถึง ประเทศอินเดีย รวมไปถึงประเทศจีน เป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เร็ว และแรงที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นคนเยอะขึ้น คนรวยขึ้น ความหมายก็คือกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และเมื่อกำลังซื้อของคนเพิ่มขึ้น รสนิยมในการบริโภคก็จะเปลี่ยน หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ และสิ่งแรก ๆ ที่เขาให้ความสำคัญก็คือ คุณภาพอาหารที่เขาบริโภค ที่ครอบครัวเขาบริโภค และนั่นคือสาเหตุที่ยุทธศาสตร์การปรับเกษตรของเราให้เป็นเกษตรพรีเมียม (Premium) ซึ่งความหมายที่แฝงอยู่ก็คือเป็นเกษตรแนวอินทรีย์ที่ปลอดสารเคมีนั้น จึงเป็นยุทธศาสตร์ ที่ถูกต้องและตรงต่อบริบทความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลก
ส่วนเหตุผลสุดท้าย เหตุผลที่ ๓ ว่าทำไมยุทธศาสตร์นี้ถึงเหมาะกับเรา ก็เพราะเกษตรกรของเราเป็นเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก ในพื้นที่แถวบ้านท่านประธานเอง พื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะชาวนาโดยเฉลี่ยมีนากัน ๑๐ ไร่ ๑๕ ไร่ ๒๐ ไร่ เพราะฉะนั้น การที่เราจะแข่งกับประเทศใกล้เคียง อย่างเช่นประเทศกัมพูชา อย่างเช่นประเทศเวียดนาม ทางด้านปริมาณในเชิงเกษตรอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่เราทำได้ยาก มันขัดกับวิถีชีวิต ขัดกับ ความเป็นจริงชีวิตของเกษตรกรไทย แต่สิ่งที่เราแข่งได้และควรจะแข่งก็คือทางด้านคุณภาพ เราแข่งได้ด้วยเกษตรประณีต เราผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมีราคา หรือเรียกกันง่าย ๆ ก็คือ สินค้าเกษตรพรีเมียม (Premium) นั่นเอง เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้นะครับ นโยบายนี้จึงสมเหตุสมผลตามบริบทของประเทศของเรา และเป็นนโยบายที่ผมมั่นใจนะครับ ว่าถ้าเรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสามารถที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทยของเราได้ อย่างยั่งยืน คำถามต่อไปก็คือเราจะเดินหน้ายุทธศาสตร์นี้อย่างไร สำคัญที่สุดก็คือเราต้องมีนโยบายที่จะช่วยให้เกษตรกรเราปรับตัวสู่การเป็นเกษตรกร แนวอินทรีย์ ให้เน้นเรื่องของคุณภาพ ซึ่งในประสบการณ์ของผมนะครับ เขาพร้อมที่จะปรับ เขาพร้อมที่จะเปลี่ยน ขอให้เขามีความมั่นใจ ว่าเมื่อเขาเปลี่ยนแล้วเขาจะมีตลาด เขาสามารถ ที่จะขายสินค้าของเขาได้และได้ราคาที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับวิธีปกติที่เขาทำอยู่ เพราะฉะนั้น บทบาทหน้าที่ในส่วนนี้ของรัฐบาลมีอย่างชัดเจน ต้องให้เขามีความมั่นใจทางด้านราคา ให้เขามีความมั่นใจว่าเขาสามารถที่จะมีตลาดที่จะรองรับสินค้าพรีเมียม (Premium) สินค้า คุณภาพของเขา แล้วในกรณีนี้ผมต้องขออนุญาตชมเชยรัฐบาลชุดปัจจุบันนะครับ มีนโยบาย เพิ่มพื้นที่นาอินทรีย์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ พอดีนาในจังหวัดที่ผมไปมีโครงการร่วมด้วยที่ จังหวัดมหาสารคามเขาเข้าโครงการนี้ ได้ประโยชน์อย่างมากครับ ได้ทุนมาช่วยในช่วงของ การปรับเปลี่ยน สุดท้ายสามารถที่จะออกใบรับรองโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย ทำให้เขาสามารถ ที่จะขายสินค้าแนวอินทรีย์ของเขาในราคาที่สูงขึ้นได้ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ช่วยรับรอง การช่วยเหลือโดยตรงในลักษณะนี้เป็นบทบาทที่สำคัญที่รัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง แต่ในเชิง ระบบที่สำคัญมากที่สุดยังมีเหลืออีก ๒ เรื่อง ก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ เพราะข้อเท็จจริงเลยถ้าเราปล่อยให้เกษตรกรไทยของเราต่างคนต่างปรับเข้าสู่การทำเกษตร ในแนวเกษตรพรีเมียม (Premium) ปรับเข้าสู่การเป็นเกษตรแนวอินทรีย์ลำพังด้วยตัวเขาเอง เขาทำไม่ได้ ประเด็นปัญหาการบริหารจัดการเขายังมีความต้องการที่จะต้องได้รับ ความช่วยเหลือ การเข้าถึงตลาดผมได้พูดไปแล้ว ส่วนวิธีที่จะบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ มากที่สุด ผมเชื่อว่าคือการปฏิรูประบบสหกรณ์ของไทย สหกรณ์เรามีเยอะนะครับ แต่ที่มี ประสิทธิภาพในการทำงานจริงท่านลองถาม ธ.ก.ส. ดู สัดส่วนน้อยมาก และที่เข้าเกณฑ์ที่ ธ.ก.ส. บอกว่ามีประสิทธิภาพ จริง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรสมัยใหม่ก็ยังห่างไกลครับ ผมได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์เคยมีปัญหามากในเรื่องของ การเกษตรของเขา เขาได้ออกกฎหมายมาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว มีการปฏิรูปสหกรณ์ ควบรวม สหกรณ์ทั่วประเทศให้เป็นสหกรณ์แห่งชาติสหกรณ์เดียว แต่สหกรณ์แห่งชาติแห่งนั้น ไม่ได้เป็นของรัฐเป็นของเกษตรกรชาวนิวซีแลนด์ถือหุ้นกันเองและมีการบริหารจัดการ ในรูปแบบขององค์กรเอกชน วันนี้สหกรณ์แห่งนั้นสามารถที่จะขายนมเนยในกรณีของ ประเทศนิวซีแลนด์ไปทั่วโลกครับ ที่สำคัญก็คือมีกำไรปันผลให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิก และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือสามารถที่จะปันส่วนกำไรออกมาทำงานวิเคราะห์วิจัย เพื่อที่จะ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตนมเนยของเกษตรกรของเขาได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่เราขาด ในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยเรา ขาดงาน ขาดเงิน ขาดทุนในการที่จะวิเคราะห์วิจัย ในการที่จะแปรรูปสินค้าเกษตรของเราเพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึง เกษตรพรีเมียม (Premium) เราหมายถึงทุก ๆ เรื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ปรับให้เป็นเกษตร แนวอินทรีย์เท่านั้น แต่พัฒนาไปสู่การมีการบริหารจัดการที่ทันสมัย นำไปสู่การแปรรูป สินค้าเกษตร เพื่อเกษตรกรจะได้มีความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิตการเกษตรในอนาคตต่อไป ผมอยากจะบอกกับท่านประธานว่า ผลพลอยได้ที่สำคัญส่วนหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในโครงการ ที่ไปร่วมที่จังหวัดมหาสารคามกับชาวบ้าน ก็คือลูกหลานของเกษตรกรกลับมาร่วมทำงาน เพราะเขาเห็นอนาคต ผมก็เห็นอนาคต การเกษตรไทยเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งได้ ขอให้พวกเรา ช่วยกันครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ