ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาและแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเน้นการลงพื้นที่จริง การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์เกษตรกร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช การสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต การประกันรายได้ และการช่วยเหลือภาระหนี้สินเกษตรกร โดยเฉพาะในสินค้าสำคัญอย่างยางพาราและปาล์มน้ำมัน ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ผมคิดว่าวันนี้ท่านประธานคงจะต้องภาคภูมิใจร่วมกันว่าสภาแห่งนี้ ได้มีโอกาสที่พิจารณาญัตติซึ่งเป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้เกือบทุกพรรคได้เสนอญัตติให้สภาได้พิจารณาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ถึง ๑๑ ฉบับเข้ามาสู่สภา เพราะฉะนั้นท่านประธานอย่าไปเป็นกังวลเลยครับ แล้วก็ไม่ต้อง ร้องไห้ด้วยครับ ท่านประธานให้โอกาสเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงปัญหาความเดือดร้อน อย่างแท้จริง แล้วผมคิดว่าวันนี้สภาเราต้องมีมุมมองใหม่ในการที่จะสะท้อนความเดือดร้อน ดังกล่าว และจะต้องมีความคิด หรือกรอบความคิดที่จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการว่า เราจะพิจารณาปัญหานี้แบบเดิมไม่ได้แล้ว ผมจึงจำเป็นต้องขอเวลาท่านประธานนะครับ เพราะท่านประธานกับผมเราก็อยู่ในสภานี้ กันมานานพอสมควร ผม ๙ สมัย และผมจำได้ว่าทุกสมัยก็จะต้องอภิปรายเรื่องปัญหา ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ แต่ว่าเมื่อมานั่งฟังเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เสนอญัตติ ทั้ง ๑๑ ฉบับ พบได้อย่างชัดเจนว่า รากฐานและปัญหาของราคาพืชผลทางการเกษตรนั้น แตกต่างไปจากเดิมที่เราพูดถึงแต่อุปสงค์ อุปทาน แต่เดี๋ยวนี้มีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรมากมายครับ และนอกจากนั้นผมคิดว่าการที่ คณะกรรมาธิการจะได้นำเรื่องนี้ไปศึกษาต่อไปและเสนอต่อรัฐบาลนั้น เราก็จะต้องมีข้อมูล ที่มิเพียงแต่เป็นข้อมูลที่เรียกจากส่วนราชการมาศึกษาหรือมาสอบถาม แล้วสรุปเสนอเป็น รายงาน ท่านประธานคงเห็นได้ชัดเจนนะครับว่าบางสมัยการประชุมสภาเราพิจารณาเรื่องนี้ กันอย่างยาวนาน และในท้ายที่สุดก็ได้รายงานมาฉบับหนึ่ง เวลาผ่านเลยไปเป็นปี ผมคิดว่า คราวนี้คงจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้แล้ว เพราะว่าปัญหาราคาพืชผลการเกษตรนั้นมันสะท้อน ให้เห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง มันสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจ รากฐานของประเทศด้วย เพราะแน่นอนที่สุดครับแม้แต่ผู้อภิปรายก่อนหน้าผม ๒ ท่าน ต่างก็มาพูด ท่านแรกบอกว่าราคาอ้อยตกต่ำที่สุด มีปัญหามากที่สุด ท่านก่อนหน้านี้พูดถึง ราคาข้าว ต่อไปนี้พวกผมก็จะมาพูดถึงราคายางพารา ราคาปาล์ม ซึ่งก็มีความเดือดร้อน พอกัน และพี่น้องเกษตรกรต่างก็มีความคาดหวัง แม้บางช่วงอาจจะเห็นดัชนีราคาที่สูงขึ้นมา แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่าการมีเสถียรภาพ ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานเริ่มต้น เป็นภาพรวมอย่างนี้ก่อนครับว่า พืชเศรษฐกิจหลักของประเทศที่บางทีเราก็เรียกด้วยความ ภาคภูมิใจว่า เป็น แชมป์เปี้ยน โปรดักต์ (Champion Product) แต่วันนี้เมื่อแชมป์เปี้ยน (Champion) ของเราทุกตัวได้สะท้อนจากเพื่อนสมาชิกในสภานี้ออกมาอย่างชัดเจนว่า ราคาตกต่ำ ราคาต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะท่านประธานลองกลับไปดูสิครับ ข้าวเมื่อสักครู่ กี่ล้านไร่ครับ ๙๐ ล้านไร่ ๑๐.๕ ล้านตัน ยางพาราวันนี้กี่ล้านไร่ครับท่านประธาน ๒๐ ล้านไร่ ผลผลิต ๔.๙ ล้านตัน ปาล์มน้ำมันกี่ล้านไร่ครับท่านประธาน ๕,๐๐,๐๐๐ ไร่ ผลผลิต ๑๖ ล้านตัน มันสำปะหลังและพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานนั้น มีปัญหาทุกตัว เมื่อมีปัญหาก็ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร สะท้อน ให้เห็นถึงภาระหนี้สินที่พี่น้องเกษตรกรต้องรับภาระอย่างต่อเนื่องเมื่อราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และวันนี้สภาของเราก็ยังมีกระทู้ถามสดที่สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่คณะกรรมาธิการ จะต้องไปศึกษาอย่างแท้จริงต่อไป นั่นคือยังมีโรคต่าง ๆ โรคใบด่างจากมันสำปะหลัง สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของพี่น้องเกษตรกรทั้งนั้นท่านประธานครับ ผมยังอยากจะเริ่มต้นในการที่จะเสนอภาพรวมว่า เมื่อเราเห็นถึงความเดือดร้อนของ พี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง ผมคิดว่าเราจะต้องมาศึกษากันอย่างรอบด้าน คณะกรรมาธิการ ถึงแม้เราจะตั้งญัตติว่า ญัตติให้พิจารณาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางเกษตรตกต่ำจริง แต่ผมอยากจะเริ่มต้นว่าครั้งนี้ขอให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาเป็น ๒ ระยะได้ไหมครับ ผมฝากคนที่จะไปเป็นคณะกรรมาธิการนะครับ ระยะแรกคือระยะเร่งด่วนที่ต้องรีบนำ ข้อเสนอมารายงานต่อสภา แล้วก็ส่งไปยังรัฐบาลเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง อย่างทันท่วงที แล้วก็การแก้ไขปัญหานั้นก็จะต้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้อยู่บนรายงาน แต่ต้องอยู่บนการไปดูพื้นที่จริง การปฏิบัติจริง แล้วก็การที่จะต้องกำหนดนโยบายจริง ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าการศึกษาในระยะยาวหรือแบบยั่งยืน อันนี้ผมก็เห็นด้วย เพราะว่าการแก้ไขปัญหาพืชเศรษฐกิจของเรานั้นไม่ได้ว่าจะแก้ไขปัญหาได้ง่ายดายครับ แต่ว่าจะต้องแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยภาพรวมผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า พืชผลทางการเกษตรตกต่ำที่ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการที่เราจะตั้งขึ้น นอกจากว่า จะต้องดำเนินการเป็น ๒ ระยะตามที่กราบเรียนแล้ว ผมคิดว่าจะต้องครอบคลุมองค์รวม ที่เราจะต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจริง ๆ มิฉะนั้นก็จะมีคนถามมาทุกครั้งครับว่าพอมีสภา เราก็ต้องมีญัตตินี้เข้ามา ผมก็ยอมรับว่าต้องมีญัตตินี้เข้ามาครับท่านประธาน เพราะว่าปัญหานี้ ก็จะต้องมีตลอดไปครับ เพราะมันเป็นปัญหาที่ไม่ได้มีด้านเดียวเท่านั้นสำหรับราคาพืชผล ทางการเกษตร ผมอยากจะฝากกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการด้วยครับ
ประเด็นแรก ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะต้องมาศึกษาอย่างแท้จริงคือ เรื่องอุปทาน อุปสงค์ คือเรื่องผลผลิตและเรื่องการส่งออกที่เราจะต้องมาดูว่าพืชผลทางการเกษตรของเรา ที่แท้จริงที่ทำรายได้ให้กับประเทศในช่วงที่ผ่านมานั้นเราได้จากการส่งออกเป็นอย่างไร ราคาข้าวสามารถทำรายได้ให้กับประเทศปีหนึ่ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทใช่ไหมครับ ราคายางพาราของเราตอนราคากิโลกรัมเฉลี่ยร้อยบาท เราสามารถที่จะทำรายได้ให้เข้าสู่ ประเทศ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช่ไหมครับ แต่วันนี้เมื่อราคาส่งออกเราตกต่ำ ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่าเราก็ทำรายได้ทางด้านเศรษฐกิจรากฐานเหล่านี้ ลดลงไปเช่นเดียวกัน และวันนี้ทำไมผมจึงเสนอว่าต้องพิจารณาในระยะเร่งด่วน วันนี้เกิดขึ้น ในสถานการณ์ที่พี่น้องเกษตรกรจะต้องรับภาระก็คือในเรื่องของค่าเงินบาทแข็งตัวด้วยครับ ท่านประธานครับ เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับว่าเมื่อเราส่งออก และเมื่อค่าเงินบาท ของเราแข็งตัวจาก ๓๔ บาท ๓๒ บาท วันนี้มาเหลือ ๓๐ บาท ก็ย่อมกระทบต่อราคาพืชผล การเกษตรที่จะต้องนำรายได้จากต่างประเทศจากการส่งออกนั้นเข้ามา เพราะฉะนั้นการที่จะ มองทางด้านการผลิตและการส่งออก ผมคิดว่าเราจะต้องมามองกันอย่างภาพรวมว่า เราจะต้องส่งเสริมพืชเศรษฐกิจหลักของเราไปในทิศทางใด เพิ่ม ลดต้นทุนต่อหน่วยขั้นต่ำลง อย่างไร เพิ่มมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอย่างไรนะครับ และแน่นอนที่สุดราคาพืชผลทางการเกษตร เรายังเกี่ยวข้องกับปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฟังดูมาทั้ง ๑๑ ฉบับก็ยังไม่มีใครพูดถึงในประเด็นนี้ ผมก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการด้วยครับว่าปัจจัย โครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญที่จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ของเราในฐานะที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ดี เราไปปลูกพืช บางชนิดในพื้นที่ดินที่ไม่เหมาะสม เราไปปลูกพืชบางชนิดในพื้นที่ที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก เราไปปลูกพืชบางชนิดในที่ที่ภูมิอากาศไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนที่จะทำให้รายได้ของ สินค้าเกษตรต่อหน่วยลดต่ำลงมาเช่นเดียวกันครับ มีเพื่อนผมหลายคนในภาคใต้บอกว่าทำไมภาคใต้ปลูกแต่ยาง ปลูกปาล์ม ทำไมไม่ปลูกพืชผลอื่น ผมอยากจะกราบเรียนว่าภาคใต้ก็มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่เราปลูกยาง ปลูกปาล์ม ปลูกผลไม้ ในขณะเดียวกันภาคอีสานซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องของความแห้งแล้ง ก็ปลูกอย่างอื่นไม่ได้ก็ต้องปลูกมันสำปะหลังใช่หรือไม่ครับ ก็ต้องปลูกมันสำปะหลัง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้รัฐบาลซึ่งจะต้องเข้าไปส่งเสริมในการที่จะให้พี่น้องเกษตรกรนั้น ได้มีการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยี หรือในเรื่องของการวิจัย ผมทราบว่าบางสมาคม ในขณะนี้เขาก็ช่วยตัวเองครับ เช่น สมาคมข้าว สมาคมมันสำปะหลัง เขาก็มีการวิจัย มีการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจังว่าเขาจะพัฒนาพันธุ์อย่างไร จะทำให้ผลผลิตต่อไร่ มีมากขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้คณะกรรมาธิการก็จะต้องไปศึกษาอย่างรอบด้าน และแน่นอนครับ ผมอยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่าไม่ได้มีเฉพาะในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องปุ๋ย เรื่องสารเคมี ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ ในราคาต้นทุนของเรา และวันนี้เราพบความเป็นจริงว่าราคาพืชผลทางการเกษตรจะตกต่ำ อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ราคาปัจจัยอื่นที่เป็นปุ๋ย เป็นสารเคมี ไม่เคยได้รับการดูแลแล้วก็ลดต่ำลงมา มีแต่เพิ่มสูงขึ้น ๆ ซึ่งก็เป็นภาระให้กับพี่น้องเกษตรกร สิ่งที่เราจะต้องศึกษาต่อไปก็จะต้อง พูดถึงนอกจากต้นทุนการผลิตต่อหน่วยแล้ว ผมคิดว่าการที่เราจะต้องพูดถึงการสร้าง มูลค่าเพิ่มก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกันครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเรา มองว่าเราสามารถที่จะผลิตข้าวโพดในจำนวน ๑ ไร่ ได้ ๘ ตัน แต่ถ้าเราสามารถที่จะพัฒนา เทคโนโลยีให้ปลูกข้าวโพด ๑ ไร่ ได้ ๑๒ ตัน นั่นคือเราสามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นทันที ถึง ๔ ตันต่อไร่ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องไปศึกษาที่จะเป็นการส่งผลกระทบโดยตรง ต่อพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าผมไม่พูดถึงเรื่องยางและเรื่องปาล์มสักนิดหนึ่ง ก็คงจะไม่ครบถ้วน ผมขออนุญาตได้กราบเรียนว่ามีเพื่อนสมาชิกต่อเนื่องจากท่านกรณ์ ไปแล้วก็จะมีการพูดถึงเรื่องปาล์มและเรื่องยางพาราอย่างละเอียด แต่ว่าในฐานะที่ผมเป็น คนหนึ่งที่ได้ติดตามเรื่องราคายางและเรื่องราคาปาล์มในการแก้ไขปัญหาในช่วงที่ผ่านมา แล้วก็ได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาว่าเราจะทำอย่างไรครับ เมื่อราคายาง ราคาปาล์มตกต่ำมา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา วันนี้เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ารัฐบาลจะต้องมี ความกล้าหาญมากพอที่จะต้องเข้ามาดูแลพี่น้องเกษตรกร ทั้งในเรื่องของการที่จะต้อง ประกันรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร เขาสามารถยืนอยู่ได้ในจุดที่คุ้มทุน รัฐบาลจะต้อง มีหน่วยงานที่จะต้องเข้ามาดูแลภาระหนี้สินของพี่น้องเกษตรกรในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา แต่เรื่องยางและเรื่องปาล์มนั้นเป็นกรณีพิเศษครับท่านประธาน ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า ที่ว่าเป็นกรณีพิเศษนั้น คือพิเศษตั้งแต่หน่วยงานที่จะดูแล อ้อยนั้นดูแลด้วยกระทรวง อุตสาหกรรม ข้าวดูแลด้วยกระทรวงพาณิชย์ ยางพาราดูแลด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปาล์มดูแลด้วยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผมคิดว่านี่คือพิเศษสำหรับการที่มีหน่วยงาน และมีกฎหมายที่จะต้องเข้ามาดูแลพืชผลทางการเกษตรในแต่ละชนิด แต่ว่ายางพาราของเรานั้น ในวันนี้พี่น้องปลูกกัน ๒๐ ล้านไร่ มีผลผลิต ๔.๙ ล้านตันครับท่านประธาน เราสามารถที่จะ ส่งออกได้เพียงร้อยละ ๒๐ เท่านั้น เราใช้ภายในประเทศเพียงร้อยละ ๒๐ เท่านั้นครับ ท่านประธาน ขอประทานโทษ เราส่งออกถึงร้อยละ ๘๐ และในขณะนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาพยายามที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ยางภายในประเทศ เราก็ใช้ยางภายในประเทศเพียง ๖๐๐,๐๐๐ ตันนะครับ ผมมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ที่เกิดจากยางแต่ว่าไม่อยากรบกวนเวลา แต่ว่าอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ถึงแม้ในช่วงหลังเราจะส่งเสริมในการใช้ยางภายในประเทศโดยการจัดตั้งเมืองยาง เมื่อ ๓ อาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กรุณานำคณะลงไปดูเมืองยาง รับเบอร์ซิตี้ (Rubber City) ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ เราก็พบว่ายังมีข้อจำกัดอีกมากมาย ในเมืองยางนั้นเราก็สามารถผลิตได้ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ตันเองครับ และแน่นอนการที่เราจะ ส่งเสริมให้มีผลิตภัณฑ์ยาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด คืออุตสาหกรรมล้อรถยนต์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องยางโดยตรง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายที่เราจะต้องมาดูแลในการที่จะ ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อเรามาดูถึง จุดคุ้มทุนในการที่จะผลิตของพี่น้องเกษตรกรก็อยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ ๖๔ บาท และแน่นอนครับ ถ้าเมื่อไรราคายางพาราไม่ถึงกิโลกรัมละ ๖๔ บาท ก็แสดงว่า พี่น้องเกษตรกรก็จะต้องรับภาระในการที่จะดูแล ผมจึงอยากฝากครับว่าก็เหมือน พืชการเกษตรทุกตัว รวมทั้งเรื่องของปาล์มด้วย ซึ่งในขณะนี้ก็ขยับราคามาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๓.๕๐ บาท ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่ว่าเราก็ต้องมาคำนึงถึงจุดคุ้มทุนเช่นเดียวกันว่า ถ้าหากว่าราคาที่พี่น้องเกษตรกรผลิตพืชเศรษฐกิจหลักทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวทำรายได้ ให้กับประเทศ และมาถึงจุดสถานการณ์โดยเหตุปัจจัยใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าเป็นสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าโรคไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลาดโลก ถ้าราคาต่ำกว่าต้นทุน วันนี้ผมขอเสนอคณะกรรมาธิการ ให้ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด และเสนอรัฐบาลเพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการที่จะดูแล พี่น้องเกษตรกรโดยการประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งนโยบายนี้พรรคประชาธิปัตย์ เคยทำมาแล้วนะครับ ในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็ได้รับผลที่พี่น้องเกษตรกร ได้รับการดูแลโดยไม่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของอุปทาน อุปสงค์ หรือกลไกตลาด ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้จะสร้างความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกรเอง แล้วก็สร้างความเป็นธรรม ให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตรอย่างครบห่วงโซ่ทั้งหมดนะครับ ผมจึงอยากจะฝากประเด็นนี้ไว้เป็นภาพรวมกับท่านประธาน เพื่อให้คณะกรรมาธิการ ได้ไปศึกษาต่อไป ส่วนรายละเอียดเรื่องปาล์มก็ดี เรื่องยางพาราก็ดี จะมีเพื่อนสมาชิก ของพรรคประชาธิปัตย์จะได้เสนอรายละเอียดต่อท่านประธานเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา อย่างแท้จริงให้กับพี่น้องเกษตรกรครับ ขอบพระคุณครับ