นิรมิต สุจารี หารือเรื่องราคาพืชทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะอ้อย และเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การศึกษาข้อบกพร่องของพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ และการนำอ้อยไปผลิตเป็นพลาสติกไบโอพลาสติก (Bioplastic) เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ของเกษตรกร
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการที่จะพูดถึง เกี่ยวกับปัญหาของราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เพื่อที่จะให้สภาแห่งนี้ได้ศึกษา แล้วก็ได้ส่งผลของการศึกษาไปให้รัฐบาลหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาเรื่องข้าว ปัญหามันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ปาล์ม เป็นพืชเศรษฐกิจที่คนทั่วประเทศ ให้ความสำคัญในการที่จะปลูก โดยมีความมุ่งหวังว่ารายได้จะนำมาในการแก้ไขปัญหาให้แก่ เกษตรกรเอง และนำรายได้เข้ามาสู่ประเทศต่อไป สิ่งที่ผมอยากจะขอกราบเรียนเพิ่มเติม ก็คือว่าวันนี้ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา เป็นปัญหาในราคาที่ชาวบ้าน เขาต้องการอยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ ปัญหาเรื่องอ้อยนะครับ ปัญหาเรื่องอ้อยของคนภาคอีสานซึ่งปลูกกันมาเป็นระยะเวลา อันยาวนานพอสมควร เริ่มตั้งแต่มีพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ปรากฏว่าพี่น้อง เกษตรกรเริ่มปลูกอ้อยด้วยจำนวนตันก็ประมาณ ๑๐ ล้านตัน แต่พอมาวันนี้จำนวนอ้อย มากถึง ๑๓๐ ล้านตัน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าปีนี้เป็นปีราคาอ้อยที่ตกต่ำมากที่สุด ทำให้เกษตรกรต้องขาดทุนในการที่จะลงทุนผลผลิต ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรติดลบ เป็นหนี้เงินกู้จากโรงงานหรือเงินเกี๊ยวจากโรงงานอ้อย ซึ่งถ้ามาพิจารณาดูแล้วนอกจากเขา เป็นหนี้โดยเฉลี่ยแล้วไร่ละประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าบาท ก็ยังมีค่าใช้จ่ายของเกษตรกรที่เขาต้อง ใช้จ่ายประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอยู่กิน ค่าเดินทาง ค่าศึกษาเล่าเรียนของลูกหลาน ค่าน้ำ ค่าไฟ เหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เขาจะต้องบวกเข้าไปอีก แล้วนอกจากนั้นเกษตรกรยังพบกับ หนี้เดิมที่เขามีอยู่ก่อนที่เขามาเป็นเกษตรกรปลูกอ้อยนะครับ ซึ่งเป็นหนี้ที่สะสมกันมา ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อเวลาปลูกอ้อยหรือปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกยางพาราแล้ว ก็จะมีรายได้ สิ่งเหล่านี้มาจุนเจือหรือแก้ไขปัญหาหนี้เดิมของเขาได้ ความหวังของเกษตรกร มาถึงวันนี้เกษตรกรแทบจะไม่มีความหวังอะไรเลย เพราะการแก้ไขปัญหาของทางราชการ หรือของรัฐบาลที่ผ่านมาจะยึดถือพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นตัวตั้ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาตรงนี้อ้อยผลิตจากไร่ก็จะไปสู่โรงงาน โรงงานก็จะแปรสภาพเป็นน้ำตาล ถ้าหากเราคิดสูตรใหม่โดยตั้งใจว่าอ้อยไปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นที่จะเพิ่มมูลค่าทางราคา ให้แก่เกษตรกรได้หรือไม่ ผมได้ทราบว่าเดี๋ยวนี้โลกของเรามีความต้องการอยากจะใช้ พลาสติกที่ผลิตมาจากพืช หรือผลิตภัณฑ์จากทางเกษตร ไม่ว่าจะเป็นอ้อยซึ่งทั่วโลกเดี๋ยวนี้เขาให้ความสำคัญ ผมคิดว่าแนวทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องอ้อยแบบยั่งยืนก็คือ ๑. ต้องมาศึกษาดูสิว่าพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ นั้นยังมีข้อบกพร่องหรือมีข้อบัญญัติที่ล้าหลังที่จำเป็นต้องยกเลิก แล้วอีกตัวหนึ่ง ก็คือเรื่องของสมาคมชาวไร่อ้อยซึ่งมีข้อบังคับที่ล้าหลังอยู่ อยากจะให้มีการศึกษา มีการวิจัย มีการสัมมนาในกฎระเบียบหรือข้อกฎหมายสิ่งเหล่านี้ และที่สำคัญที่สุดในการที่จะนำอ้อย ไปผลิตเป็นพลาสติก ไบโอพลาสติก (Bioplastic) หรือพลาสติกที่มาจากพืช ซึ่งวันนี้ทั่วโลก เขามีความสนใจ เขามีความต้องการ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตอ้อยมากเป็นลำดับ ๒ ของโลก เป็นที่หนึ่งของอาเซียน (ASEAN) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานก็คือว่าอ้อยนี่ถ้าเราตั้งฐานผลิตในประเทศเป็นประเทศที่ผลิตอ้อยได้มากที่สุด แล้วก็นำไปผลิตเป็นไบโอพลาสติก (Bioplastic) หรือพลาสติกที่ทำจากพืช แล้วก็จะทำให้ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วก็จะเป็นฐานผลิตนำรายได้เข้าสู่ประเทศกันได้ต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมอยากจะให้ทางสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อที่จะศึกษาทั้งกฎหมาย ทั้งระเบียบ ทั้งแนวทางนโยบายในการที่จะแก้ไขปัญหาอ้อย หรือนำอ้อยไปผลิตให้เกิดมูลค่าสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเวลาจำกัดผมขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนสั้น ๆ ว่าต้องการอยากจะเสนอให้ท่านประธานได้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อจะ ศึกษาในเรื่องราคาของพืชทางการเกษตรต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ