วีระกร แจงหลายมิติปัญหาเกษตรกร หามาตรการดูแลราคาข้าว-ข้าวโพด-น้ำตาล-มันสำปะหลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒

วีระกร คำประกอบ หารือปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำต่อเนื่อง โดยเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ พร้อมวิพากษ์นโยบายรับซื้อข้าวของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดภาระทางการเงิน และเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งด้านข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน ทั้งการเร่งเคลียร์ตลาด สนับสนุนราคา การส่งเสริมการใช้ในประเทศผ่านอุตสาหกรรมต่างๆ และการพัฒนานโยบายพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าในญัตติของผมที่เสนอ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหา ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำนั้น ก็สืบเนื่องมาจากในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมานี่ละครับ พี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนเยอะ เราก็เข้าใจ มันเป็นช่วงของรัฐบาลที่เราไม่มี สภาผู้แทนราษฎร มีคำกล่าวอยู่ว่าในสมัยที่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนอาจจะอดอยาก แต่ว่าในช่วงที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ประชาชนอาจจะอดตายได้ อันนี้เป็นคำกล่าวที่ดูแล้ว มีความเป็นไปได้นะครับ ในขณะในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปีแรกก็เห็นได้ชัดเจนว่า พี่น้องเกษตรกรในบ้านนอกผมก็แย่ลง ๆ ทุกปี ปีแรกโดนยึดอีส้ม เขาเรียกอีส้ม ก็คือไม่ว่า คูโบต้า ยันม่าร์นี่ก็จะเริ่มโดนยึดแล้ว ปีสองปีแรกอีส้มโดนยึด พอมาปีที่ ๓ เริ่มจะยึดอีซูซุ แล้วครับท่านประธาน รถพิกอัป (Pickup) โดนยึดอีกแล้ว จนกระทั่งปีกลายนี้แย่สุด ๆ บอกกันว่าปีที่แล้วนี้เป็นการเผาหลอก แต่ปีนี้เผาจริงเลยตอนนี้ เดือดร้อนเยอะมาก อันนี้ เพียงบรรยายให้เห็นภาพ เหมือน ๆ กับเพื่อนสมาชิกท่านที่ได้เสนอญัตตินี้ก็ได้บรรยาย เช่นเดียวกันว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่มีสภาผู้แทนราษฎร นับแต่นี้เป็นต้นไปนี่ละครับ ทำไมเราถึงจะต้องมามีสภาผู้แทนราษฎร เพราะเรามีหน้าที่ ที่จะนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเสนอ แล้วไม่ใช่เสนอให้รัฐบาลได้รับทราบเฉย ๆ ผมเองในวันนี้ได้เสนอทางออกในแต่ละเรื่องให้กับรัฐบาลด้วย ซึ่งจะไปเสนออีกครั้งหนึ่ง ก็ในการประชุมกรรมาธิการ หลังจากกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ถ้าสรุปตกผลึกออกมา อย่างไรก็จะนำเสนอไปยังรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ยินดีที่พรรคประชาธิปัตย์เขาดูแล ในเรื่องของเกษตรและพาณิชย์ ก็หวังใจว่าทางรัฐบาลซึ่งได้รับดูแลในเรื่องของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ก็คงจะได้แก้ไขปัญหาต่อไป พูดถึงเรื่องข้าวครับ ท่านประธาน เดี๋ยวนี้มันเหลือ ๖,๐๐๐ กว่า ความจริงมันก็ ๖,๐๐๐ กว่ามาตั้งแต่หลังรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็จะตกมาจนกระทั่งถึงนั้น เพราะไม่มีการประกันราคา ในสมัย รัฐบาลก่อนนั้น การประกันราคาเป็นเรื่องที่ประชาชนดีใจเพราะมันได้ราคาสูงมาก แต่ดูเหมือนจะสูงเกินไปหรือเปล่าไม่ทราบ มันไม่สามารถที่จะทำได้อย่างต่อเนื่อง ล้นไปหมด ยุ้งฉางทั่วประเทศ ข้าวเต็มไปหมด เพราะรับซื้อข้าวทุกเม็ด อันนี้ก็ผิดไปนิดหนึ่ง ในลักษณะที่ ควรจะแก้ไข ก่อนอื่นต้องเรียนกับท่านว่า รัฐบาลไม่ควรจะซื้อข้าวเลย ถ้ารัฐบาลรับมาเป็น เจ้าของข้าวก็จะมีปัญหาในเรื่องการระบายข้าว ดังที่รัฐบาลที่ผ่านมาเจอปัญหา แล้วไม่รู้ จะไประบายที่ไหน เพราะต้นทุนมันแพงเหลือเกิน ถ้าระบายผิด ระบายถูกก็จะต้องติดคุก ติดตะรางกันอย่างที่เห็นนี่ครับ เพราะฉะนั้นวิธีการนั้นดูแล้วมันไปทางอื่นไม่ได้ ข้าวมัน ก็ต้องเป็นข้าว เอาไปทำแวลู แอดเดด (Value Added) มันก็ไม่มากเท่าใด เช่น ไปทำขนม ก๊อบแก๊บ ท่านลองนึกดูสิ ขนมถุงก๊อบแก๊บจะใช้ข้าวสักกี่เม็ด เพราะว่ามันเอาไปทอด เสียจนพองเลยครับท่านประธาน มันได้ไม่กี่เม็ดละครับ สรุปก็คือดูแล้วแก้ไม่ได้ มันก็ต้องแก้ ข้าวก็คือต้องเป็นข้าวนี่นะครับ ก็ขอเสนอว่า

ข้อที่ ๑ รัฐบาลต้องทำอย่างไรที่จะให้ในช่วงที่ผลิตผลการเกษตรคือข้าว ได้ออกสู่ตลาด จะต้องดึงข้าวออกจากตลาดให้มากที่สุดก่อนที่ข้าวผลิตผลของชาวนา จะออกมา ท่านจะทำได้อย่างไร มันก็อยู่ที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์นี่ละครับ ต้องฝากท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ว่าที่จะต้องเดินสายออกไปต่างประเทศเพื่อที่จะขายข้าว ล่วงหน้า การขายข้าวล่วงหน้าผมเองเคยเป็นเลขาท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณมาก่อน ดูแลต่างประเทศไปกับท่านตลอดนะครับ การที่ท่านได้ออกไปขายข้าวในต่างประเทศ ช่วยได้เยอะครับ การที่ได้ออเดอร์ (Order) ข้าวมาจากต่างประเทศ ก็จะมาระบายต่อ ให้กับผู้ส่งออกเพื่อให้เขาซื้อข้าวที่ยังตกค้างอยู่ในตลาดเมืองไทยออกจากตลาดให้หมด เมื่อข้าวออกจากตลาดทำอย่างไรครับ พอข้าวชาวนาออกมันก็จะเป็นราคาสูงเลยครับ เพราะพ่อค้าที่จะรับซื้อข้าวส่งออกมันก็จะแย่งกันซื้อ เนื่องจากไม่มีข้าว อันนี้ก็จะทำให้ราคา ข้าวสูงขึ้น แต่สูงอย่างไรก็ตามครับท่านประธาน มันไม่สามารถสูงกว่าราคาข้าวในตลาดโลกได้ วันนี้จากการที่ผมได้ดูของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่ได้มีการส่งข้าวออกไปขาย ต่างประเทศในราคา เอฟโอบี (FOB) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ ก็จะตกอยู่ตีเป็น ข้าวเปลือกเลยนะครับ ตีเป็นข้าวเปลือกเลยก็จะอยู่ราว ๆ เกวียนละ ๗,๐๐๐ บาท ท่านประธาน มันไม่สูงกว่านั้น มันก็ไปทางอื่นไม่ได้ นอกจากรัฐบาลจะต้องอุดหนุน แต่การอุดหนุนเพื่อไม่ให้ผิดระเบียบ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้คือรัฐบาล คสช. ไม่กล้าทำ เพราะเหตุว่าโดนหลายกระทงจาก ยูเอ็น (UN) จาก ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตย การทำอะไรนั้นก็จะถูกเทียร์ (Tier) นั่น เทียร์ (Tier) นี่ หรือการที่จะโดนแบน (Ban) ดังนั้นถ้าไปทำผิดระเบียบ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เขา ในเรื่องของการอุดหนุนราคาข้าวอย่างชัดเจนก็กลัวจะโดน ก็เลยไม่มีการอุดหนุน ปล่อยเลยตามเลย ราคาก็เลยเป็นราคาที่มันเป็นไปตามของตลาดโลกเขาก็คือ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ๗,๐๐๐ บาท หักกำไรบ้าง อะไรบ้างก็จะเหลือประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าบาท แต่ถ้าทำอย่างผมว่าก็คือ เราเคลียร์ (Clear) ตลาดก่อนหน้าที่ข้าวจะออก มันก็จะได้ราคาข้าวประมาณ ๗,๐๐๐ บาท สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือต้องตั้งงบประมาณวันนี้เลยครับ สมมุติว่าช่วยเฉพาะข้าวนาปี ข้าวนาปีออกประมาณ ๑๕ ล้านเกวียน ๑๕ ล้านตัน ช่วยไปเลยครับ ๓,๐๐๐ บาท ไม่ต้องคิด อะไรมาก ส่งเงินเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ให้ชาวนา ซึ่งขณะนี้ชาวนาทุกคนขึ้นทะเบียนเกษตรกร กับเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดไว้หมด การที่ขึ้นทะเบียนรู้เลยครับว่า ชาวนาคนนี้ผลิตข้าวได้เท่าไร ไม่มั่วไปเอาข้าวเขมร ข้าวพม่าเอาเข้ามาขาย ไม่ใช่เอามาแทรก มาแซม เหมือนในช่วงก่อนหน้าโน้นที่ราคาข้าวหมื่นกว่า ข้าวเขมรมา ข้าวพม่า ทะลักเข้ามา ท่านเชื่อไหมครับจากแม่สอดเข้ามาคืนหนึ่งประมาณเกือบร้อยพ่วงครับ ข้าวจากไหนไม่รู้ละ แม่สอดไม่ได้ปลูกข้าว แต่ว่าข้าวขนมาจากแม่สอดมาจังหวัดนครสวรรค์ คืนเกือบร้อยพ่วง แต่ว่าถ้าทำในวิธีผมก็คือการอุดหนุน จะอุดหนุนเรียกว่าช่วยเหลือการใส่ปุ๋ย ให้กับชาวนา เกวียนหนึ่งอุดหนุน ๓,๐๐๐ บาท ถ้าเขาขายได้ ๗,๐๐๐ บาท อุดหนุนให้เขา ๓,๐๐๐ บาท ส่งตรงเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ให้ชาวนาโดยตรงเลยครับ ชาวนาทุกคนที่ขึ้นบัญชี กับเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ มีบัญชี ธ.ก.ส. ครบหมด โอนเข้าปุ๊บเงินไม่หายไปไหน ท่านประธาน อยู่หมดนะครับ ก็คงจะเพียงเท่านี้ละครับ ชัดเจนว่าถ้าข้าวขึ้นราคาอย่างอื่น ตามมาหมด กล้วยแขกก็ขายได้ เสื้อผ้าก็ขายได้ โรงงานต่าง ๆ ขายมอเตอร์ไซค์ ขายรถพิกอัป (Pickup) ขายอีส้มได้หมด คูโบต้า ยันม่าร์ ขายได้หมด ก็ขอต่อไปในเรื่องของ ข้าวโพด ข้าวโพดนี่ง่ายครับท่านประธาน ที่ว่าง่ายการแก้ไขปัญหาข้าวโพดง่าย เพราะว่า ประเทศไทยใช้ข้าวโพดปีละ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่เราผลิตได้ปีละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เท่านั้นเองท่านประธาน ท่านเห็นไหมครับว่าโรงงานอาหารสัตว์ใช้ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เราผลิตได้แค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าหากว่ากระทรวงพาณิชย์ ฝากท่านจุรินทร์ไว้อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือกระทรวงพาณิชย์อย่าทำเหมือนก่อน ๆ ปล่อยอนุมัติเอาปลายข้าวสาลี เข้ามาเกินกว่าเหตุ มันจะทำให้ราคาข้าวโพดตกทันที แต่ถ้าไม่เอาปลายข้าวสาลีเข้ามาก็ไม่ได้ เพราะเราต้องการ ใช้ภายในประเทศนี่ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่ว่าเราผลิตได้แค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ก็ต้อง เอาปลายข้าวสาลีมาแทนครับ คราวนี้ถามว่าผมมีข้อเสนอที่ดีกว่านั้นอีกท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราคุยกับโรงงานอาหารสัตว์ที่ต้องการใช้ข้าวโพด ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่ประเทศเรา ผลิตได้แค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เขาต้องนำเข้าปลายข้าวสาลีมาโดยขออนุมัติกระทรวงพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เก็บภาษีขาเข้า แทนที่จะเป็นอย่างนั้นท่านประธาน คุยกันเลยเอาอย่างนี้ เราผลิต ได้แค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ข้าวโพดนี่ เธอรับซื้อข้าวโพดของคนไทย ๘ บาท เท่ากันหมด ถ้าเป็นข้าวโพดประเทศไทยตามที่ได้มีการสำรวจแล้วว่ามีข้าวโพดตรงไหนบ้าง ให้โรงงาน อาหารสัตว์รับซื้อ ๘ บาท แล้วท่านมีสิทธิที่จะนำเข้าปลายข้าวสาลีมากเท่าไรก็ได้ เขาจะได้ ไปคิดวิธีการสูตรอาหารสัตว์ของเขา แล้วเตรียมที่จะส่งออกอาหารสัตว์ไปยังต่างประเทศ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับท่านประธาน เขาก็จะขยายโรงงานเขาต่อไปด้วย เนื่องจากว่า รัฐบาลเปิดไฟเขียวให้นำเข้าปลายข้าวสาลีโดยไม่มีภาษีขาเข้าเลย จะเอาเข้ามาเท่าไร เชิญตามสบาย ขอให้ซื้อข้าวโพดจากคนไทย ๘ บาท อันนี้เกษตรกรก็จะพอใจ

สำหรับปาล์มน้ำมัน ซึ่งเดี๋ยวก็จะพูดต่อเรื่องอ้อยด้วยนะครับ เรื่องปาล์มอ้อย เป็นเรื่องของการไดเวอร์ซิไฟด์ (Diversified) พวกผลิตผลการเกษตรเหล่านี้แทนที่จะบริโภค แต่เพียงอย่างเดียว ในวันนี้ครับท่านพี่น้องครับ ปาล์มน้ำมันได้ถูกใช้ไปทำไบโอดีเซล (Biodiesel) แต่เดิมนี้เชื่อกันว่าโรงงานรถยนต์ทุกโรงงานมีความต้องการอย่างเดียวก็คือ ห้ามใส่น้ำมันปาล์มเกิน ๗ เปอร์เซ็นต์ เมื่อก่อนนี้เราใช้ บี ๗ (B7) กันมาโดยตลอดครับ น้ำมันดีเซล (Diesel) ที่ผสมเรียกว่าไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่ไม่ใช่ดีเซล (Diesel) บริสุทธิ์ นี่เราผสม ๗ เปอร์เซ็นต์ท่านประธาน ทั้งนี้ก็เพราะโรงงานรถยนต์ทั้งหลายบอกว่าถ้าเกิน ๗ เปอร์เซ็นต์ เครื่องพัง พูดไปพูดมาประชุมกันหลายรอบทำอย่างไรจะเพิ่มได้ เพราะราคา ปาล์มตกต่ำ เราจะทำอย่างไรจะให้ราคาน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น ท่านเชื่อไหมครับ จาก ๗ เปอร์เซ็นต์ พอรัฐบาลบอกว่าจะลดภาษีผลิตรถยนต์ให้เท่านั้นละครับ เป็นมูลค่า ๓๐,๐๐๐ บาท พี่แกบอกทำได้เลยครับ เดี๋ยวนี้เป็น บี ๒๐ (B20) ทันทีเลยท่านประธาน ทั้งโตโยต้า อีซูซุ ออกมาพร้อมกันเลยไม่ได้โฆษณาให้เขานะครับ แต่จะบอกว่า ๒ ยี่ห้อดี ที่ออกใหม่ รีโว (Revo) นี่ใช้ บี ๒๐ (B20) แล้วครับท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนปีที่แล้ว ยังบอกเลยว่าใช้ไม่ได้ ทำไม่ได้ แต่พอลดภาษีให้ ๓๐,๐๐๐ บาท ทำได้เลยครับ ตอนนี้ก็คือ กำลังจูงใจให้คนมาใช้ บี ๒๐ (B20) พอ บี ๒๐ (B20) เท่านั้นส่งสัญญาณเลยว่าต่อไปนี้ น้ำมันปาล์มจะถูกมาใช้ทำไบโอดีเซล (Biodiesel) แล้วมากขึ้น ราคาขยับทันทีเลยครับ ราคาน้ำมันปาล์ม นี่ก็เพราะว่าเราไดเวอร์ซิไฟด์ (Diversified) หรือเปลี่ยนแปลงเอาไปใช้เป็น พลังงานมากขึ้น แล้วเชื่อผมเถอะครับ ถ้าคิดว่าราคาปาล์มมันยังถูกลงอีก แต่ก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนกินน้ำมันปาล์มครัวเรือนต่าง ๆ จะมาด่าผมนะครับ แต่ตอนนี้มันขยับขึ้น แต่ราคา ในซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) ราคาน้ำมันปาล์มยังคงที่ แต่ว่าทำให้ราคาน้ำมันปาล์ม ในตลาดที่จะเอามาใส่ไบโอดีเซล (Biodiesel) นี้ยกระดับราคาเขาขึ้นนะครับ

พูดไปถึงอ้อยเลยนะครับ อ้อยก็คงเช่นเดียวกัน ณ วันนี้จะไปพึ่งพา ๗๐ : ๓๐ พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล ที่ผมเองก็เป็นกรรมาธิการเมื่อปี ๒๕๒๗ ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นเราก็ว่าหรูแล้ว มีพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล ระบบ ๗๐ : ๓๐ แบ่งปัน ผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ โรงงานน้ำตาล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรูแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นโรงงานน้ำตาลเอาเปรียบมหาศาล เอาเปรียบผู้ผลิตอ้อย ชาวไร่อ้อย มหาศาล แต่จนกระทั่งมีระบบนี้ก็ยังคงเอาเปรียบมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหลายตระกูล ติดอันดับท็อปเทน (Top Ten) เศรษฐีของประเทศไทยทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนี้ไม่ได้มีอะไรเลย เดี๋ยวนี้ก็รวยติดระดับท็อปเทน (Top Ten) ก็เพราะรวยมาจากชาวไร่อ้อย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถามว่าเรายังพึ่งโรงงานน้ำตาลได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไหม ไม่ได้แล้วครับ น้ำตาลตลาดโลกตกลง ตกลงมาทุกปี ๓ ปีซ้อนแล้วครับ จนกระทั่งวันนี้ ราคาอ้อยลงมาอยู่ที่ ๖๐๐ กว่าบาท หรือไม่เกิน ๗๐๐ บาทแล้ว บวกค่าความหวานแล้วก็ ไม่เกิน ๗๐๐ บาท ถามว่าทำไม โรงงานน้ำตาลยังเอาเปรียบมากอย่างเก่าไหม ไม่ใช่แล้วครับ วันนี้พอไปตรวจสอบจริง ๆ โรงงานน้ำตาลก็จะไปไม่รอดแล้ว โรงงานน้ำตาลก็แย่แล้วครับ ไม่เหมือนเมื่อก่อน ๆ ที่ราคาน้ำตาลตลาดโลกมันดี ถามว่าทำไมราคาน้ำตาลตลาดโลก มันตกต่ำ ประเทศอินเดียออกมาเล่นครับ ประเทศอินเดียไม่รู้จะปลูกอะไร ส่งเสริมประชาชน ปลูกอ้อยเป็นแถวหมดเลย เลยทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำอย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว ทางออกมีครับ ไม่ใช่ไม่มี บังเอิญถ้าเรารับซื้อ โรงกลั่นวันนี้รับซื้อ เอทานอล (Ethanol) ไปผสมน้ำมันเบนซิน วันนี้รับซื้อลิตรละ ๑๘ บาท ๑๙ บาท ถ้ารับซื้อที่ ๒๐ บาท ไม่รู้มันพอดีเลยครับ ตีกลับมาเป็นราคาอ้อยนี่ อ้อยจะได้ตันละ ๑,๐๐๐ บาท พอดีเลยท่านประธาน บังเอิญที่เป็นราคาที่พรรคพลังประชารัฐไปสัญญากับประชาชน เขาไว้ว่าจะได้ ๑,๐๐๐ บาท ก็อย่างที่เรียนแล้วว่าไม่ได้แปลว่าเราจะต้องเอาอ้อยทั้งหมด มาทำเอทานอล (Ethanol) วันนี้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ๒ ปีที่ผ่านมาจนถึงปีที่แล้วเราปลูกอ้อยกันอยู่ ประมาณ ๑๓๐ ล้านตัน เราปลูกเมื่อ ๒ ปีที่แล้วกับเมื่อปีที่แล้วเราปลูก ๑๓๐ กว่าล้านตัน แต่ปีนี้เชื่อว่าปริมาณอ้อยที่ออกสู่ตลาดคงจะต่ำมาก เพราะปีที่แล้วจะบอกว่าหมดกัน ถ้วนหน้า เจ๊งกันถ้วนหน้า เหลือ ๖๐๐ กว่าบาท หมดเนื้อหมดตัวชาวไร่อ้อย ปีนี้คาดว่า ปลูกไม่เกิน ๑๒๐ ล้านตัน ๑๒๐ ล้านตันทำอะไรบ้างครับท่านประธาน ก่อนอื่นก็คือ ทำน้ำตาล วันนี้เราบริโภคน้ำตาล ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน หรือ ๒.๕ ล้านตัน ต้องใช้อ้อยมาทำ ๒.๕ ล้านตัน นี่ ๒๕ ล้านตัน ท่านจำตัวเลขนะครับ เราปลูกอ้อยปีนี้ประมาณ ๑๒๐ ล้านตัน เอามาทำน้ำตาลบริโภคในประเทศ ๒๕ ล้านตัน เหลือประมาณ ๙๕ ล้านตัน ๙๕ ล้านตันนี่ ถ้าเอาส่งออกเป็นน้ำตาลส่งออกทั้งหมดเจ๊งครับ เพราะตลาดโลก ปีนี้ก็คาดว่าจะต่ำกว่า ปีที่แล้วอีกราคาน้ำตาลตลาดโลก เทรนด์ (Trend) ลงเอา ลงเอา ลงเอา อ้อยที่ ประเทศอินเดียปลูกกันมากมายมหาศาล ดังนั้นวิธีการก็คือเอามาทำเอทานอล (Ethanol) วันนี้เรามีเอทานอล (Ethanol) ใช่ไหม ใช่ เรามี อี ๑๐ (E10) หรือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ทั่วไปนี้จะผสมเอทานอล (Ethanol) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ โรงกลั่นจะกลั่นน้ำมัน ออกมาที่ออกเทน นัมเบอร์ ๘๗ (Octane Number 87) พอเติมเอทานอล (Ethanol) เข้าไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เอทานอล (Ethanol) มีออกเทน นัมเบอร์ ๑๒๙ (Octane Number 129) สูงกว่าออกเทน นัมเบอร์ (Octane Number) ของเบนซินซึ่งมี ๘๗ กลั่นมาเป็น ๘๗ บวก เอทานอล (Ethanol) ไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ น้ำมันก็จะขึ้นมาเป็นแก๊สโซฮอล์ ๙๑ (Gasohol91) แต่ถ้าเป็นเอทานอล (Ethanol) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ โรงกลั่นเขาก็จะกลั่นออกมาเป็น อี ๘๙ (E89) ก็จะออกมาเป็นแก๊สโซฮอล์ ๙๕ (Gasohol95) เห็นไหมครับ แต่ถามว่าเอทานอล (Ethanol) ที่ทำปัจจุบันนี้ใช้น้ำอ้อยไหม ไม่ใช่ เอทานอล (Ethanol) ปัจจุบันนี้นะครับท่านประธาน เราใช้น้ำ เขาเรียกว่า จริง ๆ บ้านผมเรียกน้ำเหลือง แต่ว่ามันคือกากน้ำตาล เรียกกากน้ำตาล เขาใช้กากน้ำตาลก็คือส่วนที่เหลือจากการกลั่นน้ำตาลออกมานี่มันจะมีกากน้ำตาล ซึ่งกากน้ำตาลนี้จะเอาไปทำได้ ๒ อย่าง ๑. ไปทำโรงเหล้า โรงเหล้ารับซื้อไปเพื่อไปหมัก ทำแอลกอฮอล์ ทำเหล้า ซึ่งก็คงใช้พอสมควรแต่ก็คงไม่มากนัก อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ กากน้ำตาลนี้เอามาทำเอทานอล (Ethanol) เพราะฉะนั้นในปัจจุบันไม่ได้ใช้อ้อย ใช้แต่กากน้ำตาลเพื่อเอามาทำเอทานอล (Ethanol) ถามเอทานอล (Ethanol) ปัจจุบันนี้ เราใช้กันยังไม่มาก เพราะเราใส่อี ๑๐ (E10) ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ที่ผลิตในช่วง ๕ ปีให้หลังมานี้ใช้ได้ถึง อี ๘๕ (E85) ทุกคันครับ ท่านประธาน ได้ผลิตมาเพื่อโครงสร้างสำหรับใช้น้ำมันถูก ๆ อย่าง อี ๘๕ (E85) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ากระทรวงพลังงานซึ่งต่อไปก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านช่วยนิดเถอะครับ คือถ้าเอาใจโรงกลั่น เราก็ไม่สามารถที่จะช่วยชาวไร่อ้อยได้ ถ้าเราช่วยชาวไร่อ้อยก็จะทำให้โรงกลั่นมองไม่ค่อยดี นิดหน่อย แต่ก็ต้องจำเป็นนะครับท่านประธาน ผมไม่ได้ก้าวไปจนถึงเอกซ์ตรีม (Extreme) คือสุดยอด ซึ่งผมอยากจะเรียนท่านว่าถ้าหาก อี ๘๕ (E85) ใช้สักครึ่งหนึ่งของน้ำมันเบนซิน ปัจจุบันนี้ ปัจจุบันน้ำมันเบนซินใช้ปีละ ๑๒,๐๐๐ ล้านลิตร ถ้าเอาเพียงว่าใช้ อี ๘๕ (E85) สัก ๖,๐๐๐ ล้านลิตร ท่านรู้ไหมครับว่า อ้อยหายไปจากตลาดเลยครับ ๖๐ ล้านตันเอาไปทำ เอทานอล (Ethanol) ก็แปลว่า ถ้าหากว่าสุดยอดก็คือให้ราคาอ้อยดี ๆ เลย ดีที่สุด แต่เดี๋ยวก็โดนด่าอีก เพราะว่าจะทำให้น้ำมันแพงอีก แล้วน้ำตาลก็จะแพงขึ้นด้วยมากเกินไป มันอยู่ที่คนหมุนวาล์วนี่ละครับท่านประธาน คำว่า หมุนวาล์ว ก็คือว่าจะใช้เอทานอล (Ethanol) กี่เปอร์เซ็นต์จะใช้เอทานอล ๘๕ (Ethanol85) หมดเลยหรือครึ่งหนึ่งของเบนซิน อันนี้เรียกว่าหมดเลยครับน้ำตาลไม่เหลือ คือขอโทษอ้อยไม่เหลือเลยเอามาทำเอทานอล (Ethanol) กับทำน้ำตาลบริโภคในประเทศส่งออกเหลือนิดเดียวหรือแทบไม่ส่งออกเลย ก็คือ จะทำให้ราคาน้ำตาลสูงมาก ราคาอ้อยก็จะสูงมากและราคาน้ำตาลก็สูง คนบริโภคน้ำตาล ก็จะมาว่าท่านได้ ดังนั้นจึงต้องบาลานซ์ (Balance) หรือว่าเปิดวาล์วให้มันพอเหมาะละครับ ว่าเราจะใช้เอทานอล (Ethanol) กันกี่เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ผมเรียนแล้ว ถ้าโรงกลั่นซื้อ เอทานอล (Ethanol) แค่ ๒๐ บาท ชาวไร่อ้อยขายอ้อยได้ทันทีตันละ ๑,๐๐๐ บาท มันจะคอนเวิร์ส (Converse) กันมาพอดีเลยครับ เปลี่ยนมาเป็นราคาค่าเอทานอล (Ethanol) กับค่าอ้อยเท่ากันเลยคือ ๑,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นก็อยากเรียนท่านประธาน ให้ทราบว่า ถ้าหากว่าเราเอาแค่ง่าย ๆ แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ปัจจุบันเราผสมเอทานอล (Ethanol) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เอทานอล (Ethanol) ผสม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่เกรงใจ โรงกลั่นสเต็ป (Step) แรกเอาเป็น อี ๒๐ (E20) ให้หมดเลยครับ คือผสมเอทานอล (Ethanol) ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะใช้อ้อยประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เพื่อผลิตตัวนี้ ในส่วนเกิน เพราะเหตุว่าวันนี้กากน้ำตาลเราผลิตเอทานอล (Ethanol) ได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น คือประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตันจากที่เราต้องใช้ทั้งหมด มันจะผลิตเอทานอล (Ethanol) ได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านลิตร ซึ่งปัจจุบันเราต้องใช้ถึง ๑,๕๐๐ ล้านลิตร ถ้าหากว่าเราเพิ่มเป็น อี ๒๐ (E20) เราจะใช้อ้อยเยอะครับ ประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน โดยจะผลิตเอทานอล (Ethanol) ได้ ๒,๒๐๐ ล้านลิตร ก็เพียงแต่ว่าใช้แค่นี้อ้อยก็จะหายไปจากตลาดมากทีเดียวนะครับ อ้อยก็จะหายไปจากตลาด เราก็จะใช้อ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงทำเอทานอล (Ethanol) ได้เยอะขึ้น แค่ อี ๒๐ (E20) ก็จะทำให้ราคาน้ำตาลสูงขึ้นแล้ว เพราะเหตุว่าน้ำตาลจะหายไป จากตลาดโลกประมาณ ๑.๕ ล้านตัน ๑.๕ ล้านตันนี้ก็มากพอสมควร ราคาน้ำตาล ในตลาดโลกก็จะขึ้นขยับขึ้น ถ้าไม่พอจาก อี ๒๐ (E20) มาช่วยกันใช้ อี ๘๕ (E85) ใส่ เอทานอล (Ethanol) ให้มากขึ้นเป็น ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้ปริมาณอ้อยที่เราต้องใช้ ในการผลิตเอทานอล (Ethanol) นั้นสูงขึ้นเยอะ อันนี้ก็เรียนเพื่อทราบว่าเรามีวิธีการ ที่จะแก้ไข แต่ว่าต้องปรับเปลี่ยนผลิตผลการเกษตรมาในทางการเป็นพลังงาน นอกเหนือ จากการใช้เป็นน้ำตาล ใกล้แล้วครับท่านประธาน ใกล้แล้วครับ ขอบคุณที่มองหน้าผมนะครับ

เรื่องของมันสำปะหลัง ประเทศไทยผลิตได้ ๓๐ บริโภคในประเทศ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ที่เหลือส่งไปเมืองจีน เราผลิต ๓๐ ใช้ ๖ มันเหลืออีกตั้ง ๒๔ อันนี้ยาก เพราะต้องส่งไปเมืองจีน ยืมเมืองจีนหายใจอย่างเดียวเลยท่านประธาน เมืองจีนไปทำอะไร เขาก็ไปทำอาหารสัตว์นี่ละ คราวนี้อย่างที่ผมเรียนไปถึงตอนต้นที่ว่าถ้าเราคุยกับโรงงาน อาหารสัตว์ได้แล้ว อยากให้เขาขยายเพื่อที่จะเอาผลิตผลในประเทศเราไปขายเป็นอาหารสัตว์ ทั่วโลก ในยุโรปเขาไม่ได้เลี้ยงวัวเหมือนบ้านเรานะครับท่านประธาน ในยุโรป ในอเมริกา เขาให้ เดินทุ่งอยู่ประมาณวันหนึ่งไม่กี่ชั่วโมงหรอกครับ แล้วก็เข้าไปฟีด (Feed) ในโรงนาเขา มันกิน อาหารสัตว์ทั้งนั้นนะครับ มันซื้อที่ไหน ก็ซื้อจากพวกเรานี่ละเอาไปขายให้เขา ถ้าหากว่า เราช่วยเหลือสนับสนุนให้โรงงานอาหารสัตว์เหล่านี้เอามันสำปะหลังไปใช้ เหมือนกับ ประเทศจีนเขาซื้อไปทำอะไร เขาซื้อไปทำแป้งกับอาหารสัตว์เป็นหลักเลยครับ ถ้าหากว่า โรงงานอาหารสัตว์ในประเทศเปลี่ยนสูตร เขาเปลี่ยนสูตรได้นะครับไม่ใช่ว่าตายตัว ขอให้โปรตีน ได้เท่านั้นเปอร์เซ็นต์ เช่น ๑๓ เปอร์เซ็นต์อะไรอย่างนี้ ขอให้ผสมกันแล้วให้โปรตีนมากเพียงพอ เขาก็จะซื้อมันสำปะหลังได้มากขึ้น เหมือนที่ประเทศจีนเขาก็มีสูตรของเขา เราก็เอาสูตรที่ใช้ มันสำปะหลังให้มากขึ้น โดยที่อย่าไปหวังว่าเราจะต้องไปพึ่งพาเมืองจีนเขามากจนเกินไป ถ้าพึ่งพาเมืองจีนมากเกินไปก็จะเป็นอย่างนี้ครับ ราคามันก็จะขึ้นบ้าง ลงบ้าง วันนี้ก็ต้องฝาก ท่านประธานด้วยว่ามันก็มีเรื่องของโรคมันใบด่าง ตอนนี้แก้ยากมากนะครับ ปีนี้อาจจะแย่เลย เพราะมันเพิ่งจะระบาด ปีที่แล้วมันระบาดอยู่แถวเขมร ปีนี้มันเข้ามาเมืองไทยแล้ว ปีนี้ก็เกรงว่า ชาวไร่มันสำปะหลังจะแย่นะครับ เพราะเหตุว่าโรคมันใบด่างซึ่งขณะนี้เริ่มกระจาย เริ่มแพร่ เริ่มระบาดไปเยอะ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ ถ้าเราสามารถที่จะนำมันสำปะหลังนี้ ไปใช้เป็นเอทานอล (Ethanol) ก็ได้ แต่ว่าเอทานอล (Ethanol) ราคาเมื่อคอนเวิร์ส (Converse) มาแล้วทำให้ราคามันสำปะหลังตกลงก็อย่าไปใช้ แต่ปัจจุบันก็ใช้กันเยอนะครับ เพียงแต่ว่าทำอย่างไร เราอย่าไปพึ่งพาเมืองจีนเขาเยอะ ก็จะช่วยทำได้พอสมควรทีเดียวนะครับ เอาละครับท่านประธาน วันนี้ก็ยังเหลือเรื่องยางพารา แต่ไม่เอาแล้วครับ เดี๋ยวคนอื่น เขาต่อครับ ยางพารา ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ และขอให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณา ให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาต่อไปครับ ขอบคุณครับ