อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ วิพากษ์แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ถูกบัญญัติเป็นกฎหมาย ซึ่งทำให้ ป.ป.ช. ต้องชี้มูลความผิดหากไม่ปฏิบัติตาม และตั้งข้อสังเกตว่าแผนดังกล่าวไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ ทั้งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทหลักในการพัฒนาประเทศ พร้อมยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จจากการกระจายอำนาจ ขณะที่ไทยอุดหนุนท้องถิ่นเพียง 25% ของงบประมาณ ต่างจากญี่ปุ่นที่อุดหนุน 70% จึงเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางการพัฒนาประเทศใหม่
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการ นำเสนอแผนปฏิรูปประเทศ ๕ ปีแรก ซึ่งแผนปฏิรูปประเทศ ๕ ปีแรกนั้นก็ได้มาจาก แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่จริงแล้วประเทศไทยก็พัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมา ๕๐-๖๐ ปีแล้ว แผนนั้นก็ใช้การได้ครับ เพราะโดยปกติ ทางสากลแล้วในการเขียนแผนพัฒนาประเทศนั้นจะต้องเขียนให้มันยืดหยุ่นและสามารถ ปรับเปลี่ยนได้ แต่ประเทศไทยแปลกครับ กลับเขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นกฎหมาย เมื่อเขียนเป็นกฎหมายแล้วหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้ เรียกว่า พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ หากใครไม่กระทำตาม กลับไปให้ ป.ป.ช. ต้องชี้มูล แล้วก็ต้องทำความผิด ถามว่า ป.ป.ช. เกี่ยวอะไรกับเรื่องการพัฒนาประเทศ ป.ป.ช. มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่ใช่หรือครับ แต่ พ.ร.บ. นี้ให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ชี้มูล ถ้าหากว่าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดไม่ปฏิบัติตาม แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นเรื่องที่แปลกมาก ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนเขียน แผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นกฎหมายหรอกครับ มีประเทศไทยเป็นประเทศแรกครับ แล้วก็แผน ปฏิรูปประเทศ ๕ ปีนั้นผมไปอ่านดูทั้ง ๑๑ ด้านแล้ว ไม่มีด้านไหนเลยที่พูดถึงการกระจาย อำนาจ แสดงว่าผู้เขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่เข้าใจหรือครับว่าการพัฒนาประเทศนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ ถ้าสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ถ้าไม่มีบุคลากรหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ไม่ทราบว่าการพัฒนาประเทศนั้นต้องกระจายอำนาจ ผมว่าสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติควรจะยุบได้แล้ว อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์นะครับ ฉะนั้นผมเรียนว่าที่ผมพูดอย่างนั้น เพราะว่าทุกตารางนิ้วในประเทศไทยนั้นอยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องประชาชนทุกคนไม่ว่าท่านประธานหรือผม ไม่ว่าทุกคนนั่งในที่นี้ก็อยู่ในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั้งสิ้น ซึ่งมีทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง แบ่งเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ แห่ง แบ่งเป็นเทศบาล ๒,๔๔๒ แห่ง แบ่งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ๕,๓๒๐ แห่ง แล้วก็รูปแบบพิเศษ ๒ แห่ง ก็คือ กทม. แล้วก็เมืองพัทยา ท่านประธานครับ ในปัจจุบัน การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่าง ๆ ผมว่าประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ใช้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อน แต่แปลกใจว่าทำไมแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี หรือแผนปฏิรูปประเทศ ๕ ปีแรกกลับไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจเลย แสดงว่าผู้เขียนแผนนี้ต้องการบอนไซประเทศให้อยู่แค่นี้ใช่ไหมครับ ไม่ต้องการให้ประเทศ เจริญใช่ไหมครับ จงใจให้ประเทศถดถอยล้าหลังอยู่กับที่ ผมถือว่าเป็นอย่างนี้นะครับ ฉะนั้นผมจะขอยกตัวอย่างให้ท่านประธานทราบว่าประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาให้ความสำคัญ กับการกระจายอำนาจมาก ผมยกตัวอย่าง ๒ ประเทศให้ท่านประธานได้รับทราบ ประเทศแรกคืออเมริกา อเมริกามี ๕๒ รัฐ แต่ละรัฐสามารถออกกฎหมายดูแล ปกครองตนเอง แต่ละรัฐเลือกตั้งตั้งแต่ระดับผู้ว่าการรัฐ นายกเทศมนตรีเมืองทุกระดับ เลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทั้งนั้นนะครับ ไม่เหมือนประเทศไทยครับ สมาชิกวุฒิสภามาจาก การสรรหา พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเลือกผู้แทนราษฎรได้ ๕๐๐ คน แต่ ส.ว. ที่ตั้งขึ้นมา โดยการสรรหาจากคณะ คสช. แค่ไม่กี่คน แล้วก็มาชนะโหวตในสภาแห่งนี้ นี่ละครับเขาถึง แต่งเพลงว่าประเทศกูมี ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับ ประเทศกูมี ถ้าใครไม่เคยฟังก็เข้าไป ในยูทูบ (YouTube) เขียนว่า ประเทศกูมี เพลงนั้นจะขึ้นมาทันที ออกมาวันแรกดูกัน เป็นล้าน ๆ วิว (View) ครับ ท่านประธานได้ดูหรือยังครับ เชิญเข้าไปดูในยูทูบ (YouTube) ได้นะครับท่านประธาน ทีนี้มาถึงว่าประเทศที่ ๒ ประเทศที่ ๒ ในเอเชียคือประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกเมื่อปี ๒๔๘๘ มาถึงวันนี้ ๗๔ ปี ประเทศญี่ปุ่น กลับมาเจริญรุดหน้าเป็นระดับต้น ๆ ของโลก เพราะอะไรครับ เพราะว่าประเทศญี่ปุ่นนั้น ให้ความสำคัญต่อการกระจายอำนาจ ผมไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นมา ๖ ครั้ง ประเทศญี่ปุ่น อุดหนุนเงินให้กับท้องถิ่น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศ แต่ประเทศไทยครับ ปี ๒๕๖๒ นี้อุดหนุนเงินให้กับท้องถิ่น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศ ซึ่งแตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง แล้วประเทศนี้จะเจริญได้อย่างไร ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าการกระจายอำนาจนั้น เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ นั้นให้ความสำคัญ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชาชน ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ หลังจากปี ๒๕๔๐ มานี้ ประเทศไทยเจริญขึ้นอย่างทันตาเห็น ถ้าท่านพี่น้องอยู่ในช่วงเวลานั้นท่านจะรู้ว่าประเทศไทย เจริญขึ้นหลังจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ หลังจากนั้นมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อก่อนปี ๒๕๔๐ นั้น มีแค่เทศบาล ๑๐๐ กว่าแห่ง มี อบจ. ๗๐ กว่าจังหวัด รวมแล้วก็ ๒๐๐ กว่าแห่ง แต่หลังจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นมา มี อบต. ขึ้นมา ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ทำให้ประเทศชาติเจริญรุดหน้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติไม่ทราบหรือครับเรื่องนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่เห็นหรือครับเรื่องนี้ว่าประเทศชาติมันเจริญเพราะการกระจายอำนาจ ทั่วโลกเขาก็ทำกัน แต่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับไม่เห็น ขอให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาตินำเรื่องนี้กลับไปคิดนะครับ อีก ๓ เดือนผมจะมาติดตามว่าจะเขียน กระจายอำนาจลงไปในแผนปฏิรูปประเทศหรือไม่ หรือว่าต้องการให้เงินกระจุกอยู่แต่ ส่วนกลาง เขาเรียกว่ากระจุกอำนาจ ไม่ใช่กระจายอำนาจ ผมเรียนว่าเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทั้งหลายในประเทศไทยนี้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ใส่เงินลงไป ไม่รู้กี่ล้านล้านบาท แต่ภาคอีสานครับ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) มีไหมครับพี่น้อง ผมจะกราบเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับว่าผมเคยเป็นกรรมาธิการ ปี ๒๕๕๕ และผม แปรญัตติขอเงิน ๒๐๐ ล้านบาทไปสร้างรถไฟไปอีสานกลาง ไปบ้านท่านประธานละครับ เริ่มจากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ได้เงินและได้เส้นทางเรียบร้อย เงินที่จะสร้าง ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่เดี๋ยวนี้ขึ้นเป็น ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ได้สร้างอะไรเลยครับ ฝากท่านประธานถึง ผู้มีอำนาจดำเนินการรถไฟอีสานกลางให้กับพี่น้องประชาชนภาคอีสานครับ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) เงินแค่ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเล็กน้อยมากนะครับ แล้วก็ฝากทาง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่าท่านจะต้องให้ความสำคัญกับการกระจาย อำนาจใน ๓ เดือนข้างหน้าถ้าท่านยังไม่เขียนกระจายอำนาจลงไปในแผนปฏิรูปประเทศ ผมจะขอพูดอีกครั้งหนึ่งในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากครับท่านประธาน