พงศกร รอดชมภู ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ กอ.รมน. และการคงอยู่ของคำสั่ง คสช. ที่ยังคงใช้บังคับ เช่น คำสั่งที่ 3/2558, 13/2559 และ 51/2560 ซึ่งขยายอำนาจทหารเกินขอบเขต ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนและสร้างความซ้อนซ้อนในภาครัฐ โดยเฉพาะการให้ทหารมีบทบาทนำในภาวะปกติ จึงเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มบทบาทพลเรือนและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แทนการพึ่งพากำลังทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิหรือความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองและเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลโท พงศกร รอดชมภู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอตั้งกระทู้ถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับ มอบหมาย ในเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. และอำนาจของ คสช. ที่ยังอยู่ในการควบคุมและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก่อนที่จะไปตอบคำถาม ขออนุญาตปูพื้นนิดเดียวว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร โดยอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. นั้นจะมีอยู่ ๓ คำสั่ง ของ คสช.คือคำสั่งที่ ๓/๒๕๕๘ คำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ และคำสั่งที่ ๕๑/๒๕๖๐ ทั้ง ๓ คำสั่งนี้ยังมีอำนาจอยู่ และจะหมดไปเมื่อออกพระราชบัญญัติมายกเลิกเท่านั้น ทบทวนอีกนิดหนึ่งก็คือว่าในทั้ง ๒ คำสั่งแรกคือคำสั่งที่ ๓/๒๕๕๘ และคำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ ก็คือการให้ทหารมีอำนาจในการตรวจค้นจับกุม ของคำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ ก็มีการยึดทรัพย์ ได้ด้วย และเราก็จะคุ้นชินกับการที่จะมีทหารเข้าไปพบพวกท่าน รวมทั้งสมาชิกพรรคของ กระผมเอง หรือของนักการเมืองที่อยู่ในท้องถิ่นหรือแม้แต่ชาวบ้านเอง ก็มีผู้ที่มานั่งคุย มานั่ง ให้กำลังใจประชาชน โดยที่ประชาชนไม่ปรารถนา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาตลอดเวลาที่ผ่านมา ทีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมาในโครงสร้างอำนาจหน้าที่ ของ กอ.รมน. ก็คือคำสั่ง คสช. ที่ ๕๑/๖๐ มันมีที่มาที่ไปตั้งแต่เรื่องของนิยาม ที่บอกว่า เรื่องความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้นก็ดำเนินการได้ตั้งแต่เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วก็มี การใส่เข้าไปในเรื่องของอำนาจหน้าที่ใหม่ คือการบรรเทาสาธารณภัยเพิ่มขึ้นมาจากเดิม แล้วก็ให้ทางสำนักงบประมาณจัดงบประมาณให้ เรื่องการที่ทหารจะไปช่วยการบรรเทา สาธารณภัยนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก กระผมก็เคยอยู่ในศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม ในสมัยที่ท่านประธานสภาเป็นนายกรัฐมนตรีได้เคยพาท่านไปตรวจเยี่ยมพื้นที่น้ำท่วม กรุงเทพมหานครในช่วงนั้นด้วย เราทราบว่าเรื่องการของบรรเทาสาธารณภัยเป็นเรื่องของ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน อันนี้เป็นสากลทั่วโลกนะครับ แล้วทั้งโลกก็จะใช้ผู้เชี่ยวชาญ เป็นพิเศษในกรณีที่เราจะดำเนินการทางทหารเราจะมีสิ่งหนึ่งที่เราเรียกว่า การปฏิบัติการ ทางทหารนอกเหนือจากการรบหรือสงคราม ซึ่งทหารจะมีการฝึกหน้าที่ของตัวเอง แล้วจะมี การฝึกเพิ่มเล็กน้อย ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องเกี่ยวกับการบรรเทาสาธารณภัยนี้ก็คือ เรื่องของการบรรเทาสาธารณภัยจากอาวุธอำนาจทำลายล้างสูง เช่นสารเคมีที่ไหม้และ การดับแบบปกติทำไม่ได้ วิธีการก็คือต้องใช้หน้าที่ของฝ่ายพลเรือนก็คือป้องกันภัย ฝ่ายพลเรือนเป็นเจ้าภาพหลักนะครับ แล้วเมื่อภัยนั้นยกระดับขึ้นสูง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะมอบหมายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมักจะมีผู้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เป็นนักวิชาการ เป็นผู้ที่มีความชำนาญจากต่างประเทศก็มีเข้ามา แล้วก็มาให้คำแนะนำต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าเรื่องเช่นนี้สมควรให้ใครดำเนินการ จะเป็นพลเรือนฝ่ายไหน จะเป็นนักเคมี หรือเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องรังสีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น แล้วที่เหลือก็จะมีการให้ทหาร เข้ามาช่วยนะครับ แต่ในการนี้เป็นการนำไปใส่บรรจุไว้ในกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักรพร้อมกับจัดงบประมาณให้นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เหมือนกับ เป็นการซ้ำซ้อนกัน เดี๋ยวจะเป็นคำถามนะครับต่อไปในตัวโครงสร้าง กอ.รมน. เอง ในคำสั่ง ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ก็จะมีเรื่องที่น่ากังวลใจก็คือในระดับชาติเราก็เป็นโครงสร้างปกติ ซึ่งก็จะมี ท่านเสนาธิการทหารบกเป็นเลขาธิการ เป็นผู้ขับเคลื่อน กอ.รมน. แล้วก็จะมี ผบ. เหล่าทัพ อยู่ในนั้น และสิ่งที่ถ่ายทอดลงมาซึ่งต่างออกไปจากเดิมนั่นก็คือการให้แม่ทัพภาคต่าง ๆ เป็น ผอ.รมน. ภาค แล้วเป็นประธานคณะกรรมการ กล่าวคือนั่งหัวโต๊ะ แล้วจะมีอธิบดี อัยการอาวุโส ผู้บัญชาการตำรวจภาค และมีตัวแทนของกระทรวงมหาดไทย เหล่านี้ เป็นรองประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นกรรมการ และส่งถ่ายอำนาจนี้ลงไปอีก ทอดหนึ่งไปยังมาตราที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ คำสั่งในข้อ ๑๓/๑ และ ๑๓/๒ คือให้อำนาจ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไปรวบรวมหลักการแบบเดิมก็คือให้อัยการจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด ขึ้นมาอยู่กับทางตัวผู้ว่าราชการจังหวัด ภาพนี้แสดงอะไรภาพนี้เป็นการแสดงว่ามีการรวม อำนาจความคิดไว้ที่ตัวทหารเป็นผู้นำ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย เข้ามาอยู่ในองค์กรนั้น จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการรวมศูนย์ ความคิดและอาจจะมีการดำเนินการที่ทำให้มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ ในแง่ ของการไม่เกิดความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมในตัวเองแต่สิ่งที่จะต้องมีอยู่ต่อไปก็คือ คำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ และคำสั่ง ที่ ๑๓/๒๕๕๙ ซึ่งยังคงใช้ กอ.รมน. เป็นเครื่องมือในการ ดำเนินการได้อยู่ต่อไปถ้าไม่มีการยกเลิกนะครับ ดังนั้นคำถามที่ผมจะขออนุญาตเรียนถาม ขออนุญาตท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้เอกสารเล็กน้อยนะครับ คำถามก็คือ
ข้อที่ ๑ ทำไมกองทัพจึงให้ความสำคัญต่อภารกิจรองมากกว่าภารกิจหลัก กองทัพนั้นมีหน้าที่ในการป้องกันอริราชศัตรู ในการป้องกันเอกราช ทรัพยากรต่าง ๆ ทางกองทัพอาจจะบอกว่ามีกำลังพลมากพอจึงได้มาใช้กำลังพลส่วนหนึ่งมาอยู่ที่ทาง กอ.รมน. ปกติสมัยผมที่อยู่ ผมเคยอยู่ กอ.รมน. มา สมัยที่มีสงครามเย็น เราใช้คำว่า พลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ พตท. นั่นคือให้พลเรือนนำหน้า ตำรวจและทหารตามแต่ถ้าเหตุการณ์คับขัน เราก็ชงให้ทหาร เป็นผู้ดูแลนะครับ เราก็ทำงานร่วมกันทั้ง ๓ ฝ่าย แต่ขณะนี้เข้าสู่สถานการณ์ปกติ ดังนั้น พลเรือนจึงควรเป็นผู้มีสัดส่วนที่มากขึ้น แล้วผมก็เข้าใจว่าทาง กอ.รมน. เองก็อาจจะตอบว่า ก็ได้มีคำสั่งแล้วเมื่อปีที่แล้ว อยากให้มีสัดส่วนพลเรือนเพิ่มมากขึ้น แต่ผู้ขับเคลื่อนโดยภาพ ของโครงสร้างยังเป็นทหารนำอยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่จะต้องขอคำอธิบายนะครับ แต่สิ่งที่จะตามมา ในข้อที่ ๑ นี้ก็คือเรื่องของความเชี่ยวชาญ ความชำนาญของทหาร ถ้าไปทำงานอื่นซึ่งไม่ใช่ งานหลักของท่านนานไป เมื่อกลับไปสู่กองทัพหลักท่านจะลืม ขณะเดียวกันในงาน ภารกิจหลักของท่านที่จะทำใน กอ.รมน. สมมุติว่าตั้งเป็นภารกิจหลักของท่านเอง ท่านก็ไม่มี ความชำนาญเท่ากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ดังนั้น กอ.รมน. จริง ๆ ควรจะเป็นสถานที่สำหรับ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องภารกิจต่าง ๆ สมมุติท่านจะทำ เรื่องบรรเทาสาธารณภัย ท่านต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้จำนวนมาก ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มี ก็คงจะ เป็นข้าราชการทั่วไปมีความชำนาญเป็นแบบพื้นฐานเท่านั้น นี่คือปัญหาใหญ่ของท่านนะครับ ดังนั้นในข้อที่ ๑ นี้ก็คือการที่ กอ.รมน. ควรจะปรับโครงสร้างกลับไปเป็นปกติหรือไม่ ถ้าสมมุติว่าท่านถอนคำสั่ง คสช. ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ก็จะกลับไปเป็น กอ.รมน. รูปแบบเดิม ก็คือตามพระราชบัญญัติรักษาความปลอดภัยในราชอาณาจักรปี ๒๕๕๑ ที่ กอ.รมน. เป็นเพียงผู้ประสานงานนะครับ นั่นก็เป็นเรื่องที่จะช่วยได้
ข้อที่ ๒ คำสั่งและมาตรการต่าง ๆ ของ กอ.รมน. ถ้ากฎหมายก็คือคำสั่งที่ เป็นกฎหมายของ คสช. คือ คำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ กับคำสั่ง ที่ ๑๓/๒๕๕๙ ยังคงอยู่ สิ่งที่เกิด ขึ้นมาก็คือท่านสามารถจะเข้าไปทำทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับก่อนที่จะมาสู่การเลือกตั้ง คือคำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ ท่านยกเว้นข้อ ๑๘ เท่านั้น ก็คือการชุมนุมเกิน ๕ คน คือท่านอนุญาต ให้ชุมนุมเกิน ๕ คนได้เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง แต่มาตราอื่น ๆ ยังอยู่ครบ เมื่ออยู่ครบ สิ่งที่ท่านจะดำเนินการต่อไปเมื่อท่านเห็นว่าสมควรหรือท่านเห็นว่าอาจจะเกิดภัยในนิยาม ของท่านเอง ก็จะเกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้นะครับ โดยเปรียบเทียบจาก การดำเนินการเท่าที่ผ่านมาช่วง ๓ ปีที่ผ่านมานะครับ
สิ่งที่น่าจะกังวลในฐานะของท่านเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือ เรื่องทางการเมืองในข้อที่ ๒ นี้ คือถ้า กอ.รมน. เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่จะตามมาก็คือ การได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองนะครับ การได้เปรียบเสียเปรียบทางด้านแม้แต่การทำ ธุรกิจหรือการทำประกอบการค้าของพี่น้องประชาชนทั่วไป นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ว่าท่าน ยังจะคงอำนาจต่าง ๆ ทั้ง คำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ คำสั่ง ที่ ๑๓/๒๕๕๙ และคำสั่ง ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ไว้หรือไม่นะครับ แล้วก็สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเรื่องนี้ก็คือถ้าเราดูตัวของ คำสั่ง ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ในข้อที่มีการพูดถึงมากก็คือ มาตรา ๑๓/๒ (๗)