รังสิมา วิจารณ์งบเลือกตั้ง 18 ล้าน ชี้ซื้อเสียงพุ่ง ทำประชาชนเสื่อมศรัทธา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

รังสิมา รอดรัศมี หารือปัญหาขวัญกำลังใจของบุคลากรสาธารณสุขที่ลดลงจากภาระงานหนัก ขาดแคลนอัตรากำลัง และการย้ายปฏิบัติงานห่างบ้าน พร้อมเรียกร้องปฏิรูประบบเพื่อรองรับความมั่นคงในอาชีพและส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน ทั้งยังวิพากษ์การใช้งบประมาณเลือกตั้งกว่า 18 ล้านบาทที่ไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียงได้ จนส่งผลให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น และเสนอให้ทบทวนกลไกเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้โครงการโรงเรียนประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้นักการเมืองทุกพรรคเข้าพบนักเรียนอย่างเท่าเทียม และเน้นการอบรมครูให้เข้าใจหลักประชาธิปไตยเพื่อใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันฟังมาไม่มีใครพูดถึงทางด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับพยาบาลเลยนะคะ ในฐานะที่ดิฉันเป็นพยาบาล แล้วก็อยู่ในวงการสาธารณสุขมา ๒๐ ปี ก็ได้เฝ้ามองว่า การปฏิรูปประเทศเขาจะให้ความสำคัญกับพยาบาลของเราหรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉัน อยากจะฝากทางท่านประธานผ่านไปทางท่านเลขาธิการว่า คือดิฉันก็เสียดาย ดิฉันพยายาม หาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่ารายละเอียดเกี่ยวกับพยาบาลมันอยู่ตรงไหน ท่านก็ไม่มีรายละเอียด ตรงนี้มาให้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็จะฝากว่าบุคลากรทางด้านสุขภาพมันมีความสำคัญมากนะคะ เพราะว่ากระทรวงสาธารณสุขของเราจำเป็นต้องใช้คน มันไม่เหมือนวิชาชีพอื่นที่ต้องใช้ เครื่องจักร เพราะฉะนั้นต่อไปนี้มันจะมีเครื่องจักรเทคโนโลยีเข้ามามากมาย ความเจริญ ทางด้านเทคโนโลยี แต่พยาบาลมันใช้เครื่องจักรไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะกราบเรียนว่า ขณะนี้พยาบาลลาออกมาก เห็นหรือไม่คะ พยาบาลที่จังหวัดนนทบุรีลาออกทีหนึ่ง ๑๕ คน แล้วก็โรงพยาบาลต่าง ๆ ตอนนี้ก็ลาออกเป็นจำนวนมาก เพราะว่าขวัญกำลังใจเขาไม่มีเลย เหตุที่ขวัญกำลังใจเขาไม่มี เพราะว่าทางท่านไม่มีกรอบอัตรากำลังเพื่อให้เขาบรรจุเป็น ข้าราชการ เพื่อมีความมั่นคงในอาชีพ แล้วก็เพื่อที่มีความมั่นคงในชีวิตของเขาในอนาคต หลังจากที่เขาทำงาน เพราะฉะนั้นตอนนี้เมื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพไม่มี ทำงานหนักขึ้น เมื่อวานดิฉันก็ไปคุยกับน้องพยาบาลมา ขึ้นเวรเดือนหนึ่ง ๔๒ เวร จากอาชีพอื่น เขาขึ้นเวรแค่ ๒๒ เวร แต่เขาต้องขึ้นเวรถึง ๔๒ เวรต่อเดือน เพราะฉะนั้นเมื่อพยาบาล ลาออก คนที่อยู่ก็จะทำงานมากขึ้น ก็จะทำให้ชีวิตของเขาไม่เป็นปกติสุขเหมือนกับชีวิต ของอาชีพอื่น เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากว่าการบรรจุแต่งตั้งขอให้ท่านไปคิดปฏิรูประบบ ทางด้านสาธารณสุข เพราะว่าจากปี ๒๕๖๐ มาถึงตอนนี้ ๒ ปีแล้วนะคะ ท่านไปดูย้อนหลังว่า พยาบาลลาออกไปเท่าไร เพราะว่าขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนสบายเลย เขาไม่ต้องผลิต เขามาช้อนจากโรงพยาบาลรัฐบาลไป แล้วท่านอย่าไปเน้นว่าเรียนแล้วใช้ทุน เรียนมาแล้ว ไม่ทำงานให้ใช้ทุน ทุนเท่าไรเขาก็ยอมจ่ายนะคะโรงพยาบาลเอกชน เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็อยากจะฝากว่าขวัญกำลังใจของวิชาชีพพยาบาลท่านต้องมองเห็นคุณค่าของเขาด้วยนะคะ เวลาท่านไม่สบายท่านต้องนึกพยาบาลให้มาก ๆ ไม่อย่างนั้นชีวิตท่านอาจจะไม่รอดนะคะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือตอนนี้พยาบาลต่าง ๆ บางคนเขาได้ทุน อย่างเช่นได้ทุนที่จังหวัด สมุทรสงคราม แต่เวลาให้เขาไปทำงาน ให้เขาไปทำงานที่จังหวัดสุรินทร์ อย่างนี้เขาอยากจะ ย้ายกลับบ้านมาดูแลพ่อแม่ก็ไม่ให้เขาย้าย เขาก็ลาออก เพราะฉะนั้นดิฉันอยากให้ท่าน ไปปรับ ไปคิดใหม่ว่าจะให้บุคลากรทางด้านพยาบาลอยู่ในวิชาชีพอย่างไร เขาอยากย้าย ก็ให้เขาย้ายเพื่อให้ขวัญกำลังใจเขา จะได้อยู่ในวิชาชีพเรา เราจะมาคิดว่าออกก็ออกไป เดี๋ยวเราผลิตใหม่ มันผลิตไม่พอหรอกค่ะ เพราะว่าตอนนี้ดิฉันดูแล้วท่านจะเน้นทางด้าน การรักษามากกว่า งบประมาณรักษาแต่ละปีเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาเลย ดิฉันดูแล้วว่า การรักษาพยาบาลงบประมาณจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ แต่ทำไมท่านไม่ไปคิดเน้นทางด้านส่งเสริมสุขภาพ ถ้าท่านส่งเสริมสุขภาพให้คนไม่ป่วย งบประมาณแผ่นดินก็ไม่ต้องใช้มาก พยาบาลก็ไม่ต้อง มาทำงานหนักมาก เพราะฉะนั้นวิชาชีพพยาบาลก็มีความสำคัญกับทางด้านสาธารณสุข เพราะฉะนั้น ก็อยากจะให้เน้น เดี๋ยวจะว่าพูดให้แต่พยาบาล ดิฉันก็พูดให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุข ทุก ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช หรือว่าบุคลากรทางด้านสาธารณสุข แต่อยู่ใน ส่วนอื่น ๆ อย่างเช่น พยาบาลตำรวจ พยาบาลพระมงกุฎของทหาร หรือว่าทางด้านของ กทม. ก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นก็อยากให้ท่านเล็งเห็นความสำคัญของพยาบาลนะคะ

อีกประการหนึ่ง คือเรื่องทางด้านการเมือง ดิฉันก็มาดูแล้วว่าด้านการเมือง ท่านตั้งงบประมาณ ๑๘,๕๖๐,๐๐๐ บาท ในหัวข้อ การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม แล้วก็ใช้ไปแล้วเมื่อปีงบประมาณตั้งแต่ตุลาคม ๒๕๖๐ ถึงกันยายน ๒๕๖๑ แต่ว่าดิฉัน เสียดายงบประมาณตั้ง ๑๘ ล้านกว่าบาท แต่ท่านเห็นหรือไม่ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา มันเลวร้ายมากขนาดไหน ดิฉันลงสมัครผู้แทนมา ๖ สมัย แต่สมัยนี้เป็นสมัยที่เลวร้าย มากที่สุดเลยกับงบประมาณที่ใช้ไปมันเหมือนสูญเปล่า ที่ดิฉันบอกว่าเลวร้ายเพราะอะไร มีการซื้อเสียงกันมาก ซื้อไม่รู้กี่เบอร์ ซื้อกันยันสว่าง จนประชาชนบอกว่า ผู้แทนรับซ้าย รับขวา แล้วจะให้เลือกใคร เอาเลือกรังสิมาสิ คุณรับใคร ก็ได้ กี่เบอร์คุณรับไปเลย แต่ก็เลือกรังสิมา นี่ถ้าดิฉันไม่หาเสียงแบบนี้ ดิฉันก็คงไม่ได้เข้ามา ในสมัยนี้ แล้ว กกต. ก็บอกว่าดิฉันไปหาเสียงว่าเงินไม่ใช่งู ใครเอามาให้ ให้รับไว้ มันไม่กัด แต่เวลาเลือกให้เลือกรังสิมา กกต. ก็ให้ดิฉันลบเทปที่โฆษณาบอกว่าดิฉันไปยุยงส่งเสริม ให้ประชาชนรับเงินมันผิดกฎหมาย ดิฉันก็งง เพราะดิฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็มันซื้อกันเยอะ แล้วพอเสร็จแล้วไปแจ้ง กกต. ก็บอกว่าไม่มีบุคลากร มีแค่ ๒ คนจับไม่ทัน เพราะมันซื้อกันเยอะ เพราะฉะนั้น ๑๘ ล้านกว่าบาท ดิฉันเสียดายมาก ท่านต้องไปคิดใหม่แล้วว่าจะทำอย่างไรว่า การเลือกตั้งจะให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ดิฉันมองแล้วมันไม่ยุติธรรมเลย ยิ่งเลือกไปเท่าไรก็ยิ่งแย่ เข้าไปทุกที ๆ แล้วการเลือกตั้งต่อไปนี้มันเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อเงินซื้อได้ ต่อไปประเทศดิฉันคิดว่าการเมืองมันไม่ใช่แค่นี้แล้ว ก็เอาเงินซื้อกันเข้าไป คนดี ๆ ก็ไม่มี โอกาสเข้ามา ดิฉันจึงอยากจะเรียนว่าท่านต้องไปหาความคิดใหม่ แนวคิดใหม่ว่าจะทำ อย่างไรงบประมาณถึงได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เอาไปแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

อีกประการหนึ่ง โครงการโรงเรียนประชาธิปไตย แต่อันนี้ท่านยังบอกว่า ท่านยังไม่ทำ แต่ดิฉันก็อยากจะฝากไว้อีกเช่นกัน ให้ไปหาเสียงในโรงเรียนได้ พอดิฉันไปวันนี้ ครูก็บอกว่าพรุ่งนี้ให้มาแจกหน้าประตู พอดิฉันไปหน้าประตูครูก็พาเด็กนักเรียนหนีออก หลังประตู ดิฉันก็เลยมามองว่าโรงเรียนประชาธิปไตยท่านก็ต้องให้ครูอย่างน้อยรู้เรื่อง ประชาธิปไตยก่อน ไม่ใช่เชียร์ใครคนนี้เข้าได้ พอไม่เชียร์คนนี้ คนนี้เข้าไม่ได้ อันนี้มันไม่ใช่ ประชาธิปไตยแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากว่างบประมาณถ้าโครงการโรงเรียน ประชาธิปไตย อย่างน้อยท่านต้องอบรมครูทุกโรงเรียนในประเทศไทยให้มีความรู้ ประชาธิปไตยให้ดี เพื่อที่จะได้ไปสอนนักเรียน หรือว่าให้นักการเมืองเข้าไปหาเสียงให้ได้ เหมือนกันเท่าเทียมกันทุกพรรคการเมือง แต่เขาไม่เข้า ถ้าพรรคไหนไม่เข้าก็เป็นเรื่องของเขา แต่คุณต้องเปิดให้ทุกคนที่เขาจะเข้า ให้เขาเข้าไปหาเสียงกับเด็กได้ ไม่ใช่ว่าหลอกวันนี้ไป พรุ่งนี้ให้มาใหม่ แต่มาใหม่แล้วจับเด็กหนีอย่างนี้ไม่ใช่ค่ะ ไม่อย่างนั้นงบประมาณก็ใช้ไม่เกิด ประโยชน์ เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากท่านเลขาธิการว่าเงินงบประมาณเป็นเงินภาษีของพี่น้อง ประชาชน ท่านต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะคะ ฝากขอบคุณค่ะ