นิกร เสนอปฏิรูปประเทศต่อเนื่อง เร่งปรับ คกก.-เปิดพื้นที่มีส่วนร่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

นิกร จำนง แสดงความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ โดยเห็นด้วยเฉพาะกับหมวดการปฏิรูปประเทศและมาตราที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาหลายด้าน เช่น ความขัดแย้งระหว่างกฎหมายลูกกับรัฐธรรมนูญ ความไม่สอดคล้องของแผนปฏิรูปกับเป้าหมาย ความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ต่ำ รวมถึงปัญหางบประมาณที่จำกัดและคณะกรรมการที่ลดจำนวนลงอย่างมาก จึงเสนอให้สภารับการปฏิรูปประเทศเป็นภารกิจต่อเนื่อง เร่งปรับปรุงคณะกรรมการให้มีความหลากหลาย มีการมีส่วนร่วมที่แท้จริง และจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม โดยให้สภากำกับดูแลร่วมกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้การปฏิรูปมีประสิทธิภาพและโปร่งใสต่อประชาชน

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา เกี่ยวกับรายงานความคืบหน้า ของการดำเนินการตามแผนปฏิรูป ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๒๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่น ผมจะเรียนว่าผมเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ในหมวด ๑๖ คือการปฏิรูปประเทศที่มีอยู่ใน รัฐธรรมนูญ จริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเรียนท่านประธานโดยตรงว่าผมไม่เห็นด้วยทั้งฉบับ ผมลงคะแนนไม่เห็นด้วย แต่ว่ามีอยู่ ๒ จุดที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากซึ่งเป็นจุดดีก็คือหมวดนี้ครับ หมวด ๑๖ เรื่องการปฏิรูป ซึ่งเป็นหมวดที่ไม่เคยมีมาก่อน เดิมในรัฐธรรมนูญของเราจะมีหมวดว่าด้วย เกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการเกี่ยวกับนโยบาย ก็คือแผนของประเทศ มีการกำหนดไว้ ในหมวดนโยบายแห่งรัฐ แล้วก็ตอนนี้มาเป็นหมวดปฏิรูป ซึ่งเป็นหมวดใหญ่มาก ผมยังเคย พูดตอนเอาไปเทียบกับยุทธศาสตร์ชาติว่าปฏิรูปประเทศใหญ่กว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เหตุผลเพราะว่ามันเป็นทั้งหมวด ยุทธศาสตร์ชาติเป็นแค่มาตรา ๖๕ เท่านั้นเอง จริง ๆ เป็น มาตราเดียว แต่แผนตรงนี้อยู่ แล้วก็แผนปฏิรูปเรียนว่าจะอยู่กับรัฐธรรมนูญตลอดไปนะครับ อยู่ในหมวดนั้น บทเฉพาะกาลข้างหลังเป็นในช่วง ๕ ปี ๕ ปีจบไปแล้วแผนปฏิรูป หรือว่าหมวดปฏิรูปก็ยังอยู่ อีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนไว้ตรงนี้ก็คือว่าที่ผมชอบมาก แล้วก็ชื่นชมมากก็คือมาตรา ๗๗ ซึ่งเป็นหลักการที่ว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ ให้ความเห็นต่อเรื่องการออกกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เป็นมิติใหม่ ซึ่งขณะนี้อาจจะอย่าง ยุทธศาสตร์มีคนเข้ามาให้ความเห็น เห็นด้วย ๗-๘ คน หรือไม่กี่คนก็แล้วแต่ แต่ว่ามันจะมี การพัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ประชาชนจะได้เข้ามาส่วนในกฎหมาย ๒ ส่วนนี้ ผมเห็นด้วยมากนะครับ

ในเรื่องของการปฏิรูปตามหมวดนี้ ทั้งหมดมี ๑๑ ด้านของการปฏิรูป ซึ่ง ๑๑ ด้านนี้เขียนตามมาตรา ๘ ของพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในนี้มีอยู่ ๑๑ ด้านนะครับ ด้านที่ ๑๑ จริง ๆ เป็นเรื่องที่ตามที่รัฐมนตรีกำหนดก็คือว่า สามารถจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ดังนั้นเรื่องทั้งหมด ๑๑ ด้าน ๑๐ บวก ๑ ๑ นี่ก็ขยายเป็น อะไรก็ได้ ในนั้นจริง ๆ ก็จะมีเรื่องน้ำ เรื่องขยะ เรื่องอะไรพวกนี้สามารถจะขยายได้ใน อนาคตด้วยดังนั้นก็เชื่อว่าทั้งหมดในเรื่องหมวดปฏิรูปเราสามารถดึงไปคลุมปัญหาของ ประเทศ เพื่อการปฏิรูปได้ทั้งหมด มันอ่อนตัวตามสมควรนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับหมวดปฏิรูปเพราะว่ามีคณะกรรมการ ที่ชัดเจน น้อยนักอย่างแผนปฏิรูปประเทศที่จะเหมือนแนวนโยบายแห่งรัฐเพียงแต่พูดไว้ลอย ๆ แต่ในนี้มีการกำหนดคณะกรรมการไว้ชัดเจนว่ามีกี่คน และมีการกำหนดงานไว้เสร็จว่า ให้กรรมการชุดนี้ไปทำแผนปฏิรูปเสนอไปยัง ครม. ให้คณะรัฐมนตรีมีการประกาศ เป็นประกาศคณะรัฐมนตรี แล้วก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลผูกพันต่อทุกส่วนราชการ นอกจากนั้นกรรมการที่ว่านี้ตามหมวดนี้ตามกฎหมายนี้สามารถจะติดตามแล้วก็ลงโทษ ได้ด้วย หมายความว่าถ้าไม่มีการดำเนินการปฏิรูปสามารถจะแจ้งให้รัฐบาลมีการเรียก หรือว่าสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับทราบไปแล้วปฏิบัติด้วย หมายความว่า มีบทลงโทษมีบทกำกับดูแลชัดเจนมากนะครับ

ประเด็นต่อมาก็คือว่าในหมวดนี้มีการกำหนดว่า มีแผนงานการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ที่ประกาศโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลผูกพันที่ผมกล่าวแล้ว แล้วก็นอกจากนั้นมีการกำหนดให้มีการรายงานความคืบหน้า ต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องใหม่มาก รัฐสภาเราเองปกติแล้วมารายงานกันบางที ปีหนึ่งไม่รายงานหรือไม่รายงานเลย แต่ตอนนี้มีการกำหนดว่าทุก ๓ เดือนจะต้องมารายงาน เอาละในช่วงบทเฉพาะกาลไปรายงานกับวุฒิสภา ซึ่งเราเห็นว่าเรารู้สึกแปลกแยก แต่การรายงานต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน ในความเห็นส่วนตัวผม ผมเคยทักไว้ว่า ๓ เดือน มันสั้นเกินไป ยังไม่ทันทำอะไรเลยงบประมาณบางที ๖ เดือนอาจจะเหมาะกว่า แต่กำหนด เป็น ๓ เดือนไม่รู้ว่าทำไม ตรงนี้ผมยังเห็นแย้งอยู่ว่าสั้นเกินไป แต่ว่าที่ผมเห็นด้วยก็คือว่า สิ่งที่คุณทำ สิ่งที่เป็นไปตามข้อกำหนดนี้ต้องมารายงานต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นสภาของประชาชน ผมชอบตรงนี้นะครับ ชอบให้มารายงาน อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้ให้ความเห็นกันแรงบ้าง เบาบ้าง แต่เราได้มีโอกาสให้ความเห็นต่อเรื่องราวในการปฏิรูป แล้วมีหลักการชัดว่า ต้องมีแผนมาก่อนแล้วมีหน่วยงานที่เราคงไปว่ากล่าวท่านเลขาธิการไม่ได้เพราะท่านเป็นแค่ เลขาธิการ แต่หน่วยต่าง ๆ ที่รับผิดชอบในเรื่องการปฏิรูปเป็นหน่วย ๆ เราว่าไปตรงนั้นได้ ผมพูดถึงว่านี่เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับเจตนารมณ์และกลไกของการปฏิรูปประเทศ ตามหมวด ๑๖ แต่ทีนี้ผมจะพูดถึงปัญหาอุปสรรค อยากจะพูดให้ชัดเจนว่าปัญหาอุปสรรค โดยองค์รวมมีลักษณะปัญหาอย่างไร

ปัญหาอันแรกเป็นปัญหาเรื่องเป้าหมาย ๑๑ ด้านที่มีการเขียนขึ้นมา ผมเรียน เลยว่าปัญหาทั้งหมดนี้ที่เราเห็นในหมวด ๑๖ มีการเขียนค่อนข้างละเอียด เรื่องการเมือง มาก่อนเลย ก ก ๑ แล้วก็ไล่มา ๕ อย่าง เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจก็มีรายละเอียด เรื่องการศึกษาก็มีรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามไม่ครอบคลุม คือสิ่งที่เราเขียนเป็นมาตรา เป็นอะไรไว้มันจะไม่ครอบคลุม ดังนั้นเป้าหมาย ๑๑ ด้านที่มีการเขียนในพระราชบัญญัติ ตอนหลังขึ้นมามีปัญหาอยู่ แล้วมีการแย้งกันในหลาย ๆ ส่วนระหว่างกฎหมายลูกกับ กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ยังมีส่วนแย้งกันอยู่ แต่ไม่เป็นไรครับ ตรงนี้คือปัญหาว่าเป้าหมาย ไม่ครอบคลุมเท่าไรนักแต่ยังพอรับได้

ปัญหาต่อมาก็คือคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตรงนี้มีปัญหาจริง ในการตั้งถ้าท่านจำได้ ท่านเลขาธิการก็จำได้ว่ามีการตั้งโดยเร็ว คณะกรรมการมี ๑๕ ท่านบ้าง ๑๒ ท่านบ้าง แล้วก็รีบ ๆ ตั้งกัน กรรมการตรงนี้ส่วนใหญ่จะมาจากภาครัฐทั้งสิ้น มีจากภาคประชาชนน้อยมาก แล้วมีการตั้งขึ้นไป ที่สำคัญไม่มีการกระจาย แล้วไม่มี ความหลากหลาย คือรวบ ๆ มาแล้วก็ตั้ง คือหาประธานมาคนหนึ่งแล้วก็กรรมการมาตั้ง ผมเพียงแต่ติงว่าคณะกรรมการที่ผมพูดเมื่อสักครู่ว่าดีที่มีกรรมการ แต่กรรมการที่ตั้งในครั้งนี้ มีปัญหาเรื่องความหลากหลาย แล้วก็เรื่องการจัดการตั้งแผน พอมีกรรมการแล้วจะต้อง มีแผน แผนถูกสั่งให้มีการดำเนินการโดยเร็วใน ๖๐-๗๐ วัน มันก็มีปัญหา ถ้าท่านจำได้ ตอนนั้นในการทำแผนปฏิรูปเร่งกันกว่ากฎหมายจะออกเพราะต้องรอกฎหมาย แล้วไปเขย่ง กันว่ายุทธศาสตร์ชาติออกไปก่อนแล้ว จริง ๆ แล้วปฏิรูปนี่จะต้องปฏิรูปเสร็จแล้วก็ส่ง แล้วเราก็ไปรวบเป็นยุทธศาสตร์ชาติ นี่ยุทธศาสตร์ชาติไปก่อนแล้วปฏิรูปไปตามหลัง มันเขย่งกันอยู่นะครับ ในส่วนนี้เองเนื่องจากเวลาที่น้อยและที่สำคัญในกฎหมายเอง มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีการรับฟังความเห็นประชาชน ในการทำแผนปฏิรูปครั้งนี้ ของชุดนี้มีการรับฟังความเห็นประชาชนน้อยมาก ผมยืนยันได้ น้อยมาก พอน้อยมาก เป้าหมายมันก็มีการเบี่ยงเบนเพราะว่าเราใช้คนในระบบราชการเอามาทำ อาจจะมีความหวังดี แต่ว่าการวางมุมของปัญหาไม่ชัดเจนไปยังประชาชน การยอมรับจากประชาชนก็น้อย เพราะเขาไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น จริง ๆ แล้วเรื่องนี้โดยรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ด้วยซ้ำว่าจะต้อง ฟังความเห็นจากประชาชนในการทำแผน น้อยมากนะครับ

ประเด็นต่อมาปัญหาที่มีก็คือว่า นอกจากนั้นกรรมการในขณะนี้ลาออก ไปเยอะมาก ผมจะไม่บอกว่าตรงไหนบ้าง จนกระทั่งกรรมการปฏิรูปทั้ง ๑๑ ด้านขณะนี้ มีปัญหาเพราะว่ามีการลาออกกันก่อนหน้านี้ไปเป็นจำนวนมาก ไปไหนมาไหนท่านก็ตามดู เอาเองแล้วกันนะครับ

ข้อต่อมาก็คือว่าแผนที่จะทำที่ผมเรียนแล้วว่ามีประชาชนมาร่วมน้อย แล้วก็ไม่ตรงกับเป้าหมายของการปฏิรูปที่ชัดเจนไปยังประชาชน

ข้อต่อมาที่เป็นปัญหาคืองบประมาณ งบประมาณนี่คนที่เขียนแผนเราจะเห็นว่า การปฏิรูปแต่ละเรื่องมีฐานของงบประมาณไม่เท่ากันเลย บางคนจัดทำงบประมาณแบบหนึ่ง มี ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท บางแห่งก็มี ๔๓ ล้านบาท คือระบบการเสนอ งบประมาณเพราะเขาเสนออย่างไร เสนอไปโดยที่รู้ว่าไม่ได้ คือแค่เสนอไปเป็นยอด เพราะความเร่งรีบในการทำแผนปฏิรูป ดังนั้นงบประมาณลักลั่นมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะลองวิเคราะห์ปัญหารวมที่ผมมองผมเสนอ ผมจะมองสรุปวิเคราะห์กรณีของการปฏิรูป การเมืองเพื่อจะได้เห็นปัญหาให้ชัด เรื่องการปฏิรูปการเมืองที่เสนอมา ผมพูดเรื่องนี้ได้ เพราะผมถูกเชิญไปให้ความเห็นในการทำแผนนี้โดยท่านอาจารย์เอนก โดยคณะกรรมการ ก็ไปคุยกันอยู่นาน

ประเด็นแรกก็คือเป้าหมาย เป้าหมายในการวางเรื่องนี้ของกรรมการการเมือง ผมติดตามอยู่แล้วก็ไปให้ความเห็นด้วย เรียงตามรัฐธรรมนูญในเรื่องปฏิรูปชัดเจน แต่มีบางอย่างที่อยากจะชมกรรมการชุดนี้ คือที่ผมบอกว่ามีความขัดแย้งเพราะว่า ในการปฏิรูปการเมืองไม่มีการกระจายอำนาจ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คำว่า กระจายอำนาจ ไม่มีสักคำเดียว มีแต่การปกครองส่วนท้องถิ่น และเข้าใจว่าเป็นการกระจายอำนาจ ผมแย้งมาตลอดว่าการกระจายอำนาจมันเป็นอำนาจ ของประชาชน แต่การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการที่เรามีอำนาจและเราเอาให้ประชาชน อำนาจเป็นของเรา เป็นของกระทรวงเอาไปให้ประชาชน แต่ถ้าการกระจายอำนาจเป็นของ ประชาชนโดยตรง ไม่มีคำว่ากระจายอำนาจในรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการชุดนี้ ผมก็ไปเสนอไว้ แล้วก็มีการกำหนดไว้ในเรื่องการกระจายอำนาจ มีอยู่ในแผนปฏิรูป การเมืองนี้ แต่ว่าถ้าไปเรื่อย ๆ ถ้ามีใครไปทัก ใครไปดูแล้วว่าไปขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะมีปัญหาได้ แต่ว่ามีการกระจายอำนาจ การเขียนแผนก็มีครบถ้วนตามหมวดปฏิรูป การเมือง แล้วก็บวกการกระจายอำนาจเข้าไปเรื่องหนึ่งนะครับ

ข้อต่อมาปัญหาด้านกรรมการ ผมเรียนตรง ๆ เลยว่ากรรมการชุดนี้ขณะนี้ เดิมตั้ง ๑๒ คน ตอนนี้มี ๒ คน ท่านเลขาธิการก็ทราบว่ามี ๒ คน และท่านก็ไปถามไว้ ในรายงานนี้จะไปถามว่าเป็นแบบนี้แผนท่านจะว่าอย่างไร มี ๒ คน จะทำอะไรได้ จาก ๑๒ คน เหลือ ๒ คนแล้ว มีปัญหาไม่ใช่เฉพาะกรรมการปฏิรูปการเมือง กรรมการชุดอื่น ก็หายไปจนกระทั่งทำงานไม่ได้ก็มี ไปตรวจสอบดูนะครับ นี่คือปัญหาของกรรมการ

ปัญหาข้อต่อมา แผนมีการจัดทำไว้อย่างกว้างขวาง แต่การรับฟังความเห็น ประชาชนก็เป็นไป คณะกรรมการชุดนี้ถามคนโน้น คนนี้ เชิญคนโน้น คนนี้มา เชิญ กกต. มา ก็มีการทำอยู่ แต่ว่าก็ยังไม่ครอบคลุม ปัญหาเรื่องงบประมาณกรรมการชุดนี้มีการนำเสนอ ผมติงเรื่องงบประมาณมากตั้งแต่วันแรก แผนของคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองผมจะอ่าน ให้ฟังนะครับ

แผนที่ ๑ วัฒนธรรมการเมืองและการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการปฏิรูปการเมือง ในรัฐธรรมนูญ มีงบประมาณ ๕ ปี ๔๔.๓๗ ล้านบาท ๕ ปี แผนงานต่อมาคือการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ในประเทศ งบประมาณ ๔๔.๓๗ ล้านบาท แผนต่อมา เป็นแผนที่เราพูดถึงเมื่อสักครู่ว่าการกระจายอำนาจ มีการกระจายอำนาจให้เป็นไป อย่างทั่วไป ๕ ปี งบประมาณที่กำหนดไว้ ๔๔.๓๗ ล้านบาท งบประมาณต่อมาก็คือว่า การทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมตามที่ท่านสมาชิกท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ได้เอ่ยไป ที่ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ก็ ๔๔.๓๗ ล้านบาท ในระยะเวลา ๔ ปี จะทำได้อย่างไร และสุดท้าย ปัญหาของประเทศซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ความขัดแย้ง การสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งเป็นปัญหาหนักของประเทศ งบประมาณก็ ๔๔.๓๗ ล้านบาท งบประมาณทั้งหมด ๒๐๐ กว่าล้านบาท ในการปฏิรูป ๖ ปี เป็นไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น งบประมาณจะสังเกตว่าในการปฏิรูปมีปัญหาเกือบทุกคณะ มากเกินไป น้อยเกินไป ชุดการเมืองน้อยเกินไป ๔๔ ล้านบาท ต่อ ๔ ปี มันทำอะไรไม่ได้

ผมจะมีข้อเสนอแนะนะครับ เพราะว่าก็ได้พูดถึงปัญหาแล้วก็ยกตัวอย่าง กรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่างแล้วนะครับ ผมขอเสนอแนะต่อสภาแห่งนี้ และต่อท่านเลขานุการคณะด้วยว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้คืออยากให้สภาแห่งนี้รับการปฏิรูป ประเทศนี้ไว้เป็นของสภา เพราะมันเป็นรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของรัฐบาลไหน ถ้ารัฐธรรมนูญ ยังไม่เปลี่ยนแปลงหมวดนี้จะอยู่ต่อเนื่องไปเป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องดี และมีส่วนที่ว่า อาจจะต้องมีการเพิ่มเติมได้เสียด้วยซ้ำ อยากจะให้สภาแห่งนี้รับเอาไว้ในหมวด ๑๖ แล้วก็เอาไว้เป็นเครื่องมือในการปฏิรูป เพราะเราไม่มีโอกาสจะมีเครื่องมือลักษณะแบบนี้ ที่มีกรรมการชัด มีเป้าหมายชัด มีกฎหมายกำหนดไว้ชัด มีบทลงโทษเสียด้วยซ้ำ และมีการ มารายงานต่อสภาเป็นระยะ ๆ เหมือนกับเรื่องนี้เลย ไม่มี นี่เป็นโอกาสแล้วอยากจะเอา เรื่องนี้ให้เป็นเครื่องมือ เราอย่าไปรังเกียจรังงอนกับเรื่องนี้เลย นี่เป็นของสภาไม่ใช่เป็นของ รัฐบาล คสช. ที่ผ่านมา แต่เป็นของทุกคนต่อไป

ประเด็นที่ ๒ อยากจะให้มีการแก้ไขซึ่งเรื่องนี้ก็อยากจะฝากกับ ท่านเลขาธิการไปว่าท่านเลขาธิการคงจะต้องเอาบันทึกจากการมาแถลงครั้งนี้กลับไป ที่รัฐบาล ครม. ที่จะตั้งขึ้นมาจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติม เพราะกรรมการหายไป อย่างปฏิรูปการเมืองเหลือ ๒ คน ต้องไปตั้งใหม่ขึ้นมาอีกประมาณ ๑๐ กว่าคน ทีนี้ในการไปตั้งตรงนี้จะต้องตั้งไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็คือว่าตั้งให้มีความหลากหลาย ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เข้ามาเป็นชุดใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงโดยคณะรัฐมนตรี คณะใหม่นี่ละเรามาตั้งลำกันใหม่ คือของมีแล้วแต่ว่าอาจจะมีปัญหาผิดสำแดงบ้าง ก็มาเปลี่ยนแปลง

ประเด็นต่อมาก็คือการทำแผน ผมอยากให้มีการรื้อแผน เพราะแผนเดิม อาจจะใช้ได้ไม่ดี อาจจะมีข้อจำกัดโน่นข้อจำกัดนี่ วิธีทำแผนให้ดีก็คือว่าให้ประชาชนมีโอกาส เข้ามามีส่วนร่วมในการทำแผน จะได้เป็นอย่างนี้ว่าเป้าหมายจะได้ชัดว่านี่คือความต้องการ ประชาชน นี่คือการปฏิรูปที่แท้จริง

อันที่ ๒ ก็คือว่าการยอมรับจากประชาชน ถ้าเราทำของเราเอง แม้ว่าจะดี อย่างไร ประชาชนไม่ยอมรับก็ไม่มีความหมาย การตอบสนองจะไม่ดี ดังนั้นผมก็เลยเสนอว่า ให้มีการรื้อแผนปฏิรูป ตั้งกรรมการใหม่ แล้วก็ปรับปรุงใหม่ ซึ่งมันทำได้ระหว่างทาง ไม่มีปัญหา ปฏิรูปไม่เหมือนกับยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติเปลี่ยนได้ทุก ๕ ปี ไม่ใช่ ๒๐ ปี แต่ปฏิรูปเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ เปลี่ยนกรรมการก็เปลี่ยนใหม่ได้ แล้วสุดท้าย ซึ่งเห็นว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของท่านเลขาธิการเองก็คือว่าทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเป็นคนกำหนดงบประมาณ เป็นคนอินิเชียล (Initial) งบประมาณ ก็คือเป็นคนชี้นำงบประมาณอยู่แล้ว ต้องให้งบประมาณ อย่าเป็นงบประมาณหน่วย อย่างเรื่องการเมืองนี่ ของการเมืองไม่เหมือนเศรษฐกิจ ยังมีกระทรวงเกษตร ยังมีกระทรวง พาณิชย์ มีกระทรวงอุตสาหกรรม แต่เรื่องการเมือง ปฏิรูปการเมืองไม่มีหน่วยงานไหนเลยที่ ตรง ๆ จะเป็น กกต. ก็เป็นทางกรรมการของสภาอยู่บ้าง ดังนั้นก็อยากจะให้กำหนด เป็นงบประมาณคือ อย่าไปให้เขาใช้เจียดจ่ายงบประมาณของเขา มันไปไม่ได้ คือทางสภา พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอให้ใช้งบประมาณได้ในการปฏิรูป ผมคิดว่า ข้อเสนอที่จะเสนอตรงนี้ก็คือว่า อยากจะให้สภาแห่งนี้รับหมวดปฏิรูปเป็นของสภา แล้วผมได้เสนอไปบ้างแล้วว่าเราควรจะเสนอกรรมาธิการสามัญของสภาผมเป็นกรรมการ ยกร่างด้วย เรื่องยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ ใจผมอยากเอาเป็นปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติเสียด้วยซ้ำ ผมถือว่าปฏิรูปใหญ่กว่ายุทธศาสตร์ชาติ แล้วเราก็จะได้มี คณะกรรมาธิการของเราติดตามไปตลอด แล้วก็พอท่านมาแต่ละครั้งก็จะได้ติดตาม เพราะมีงานเยอะมากนะครับ ก็อยากจะนำเรียนสภาแห่งนี้ได้ช่วยพิจารณา แล้วฝาก ท่านเลขาธิการไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด กราบขอบพระคุณครับ