ศิริกัญญา ชี้แผนปฏิรูปประเทศล้มเหลว ขาดความโปร่งใสและทิศทางชัดเจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวและความไม่ชัดเจนในแผนปฏิรูปประเทศที่ขาดตัวชี้วัด ทั้งในด้านการติดตามผล ความโปร่งใส และการใช้งบประมาณจำนวนมากโดยไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง โดยเฉพาะในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการกระจายอำนาจ ซึ่งยังคงคืบหน้าช้าและขัดกับความคาดหวังของประชาชน ขณะเดียวกันยังวิพากษ์แนวทางการผลักดันกฎหมายจำนวนมากที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์การลดภาระกฎระเบียบ และการเน้นโครงการย่อยที่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และพลังงาน

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ดิฉันได้มาอภิปรายในเรื่องของความคืบหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ ในรอบ ๓ เดือน เดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ นี้ แผนการปฏิรูปประเทศ เป็นแผนระยะ ๕ ปี เป็นแผนที่มีความสำคัญ แล้วก็มีการใช้งบประมาณไม่น้อยทีเดียว ในระยะ ๕ ปีนี้มีการวางแผนไว้ว่าจะใช้งบประมาณรวมกันเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จนถึงวันนี้ ก็ครบรอบ ๑ ปีไปได้สักประมาณ ๒ เดือน หลังจากที่มีการประกาศแผนนี้ลงใน ราชกิจจานุเบกษา น่าเสียดายที่ว่ารายงานความคืบหน้าในครั้งนี้ที่เราได้รับจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเพียงแค่ความคืบหน้าในรอบ ๓ เดือน ทำให้เราไม่ทราบว่า ๑ ปีที่ผ่านมาความคืบหน้าของแผนการปฏิรูปประเทศไปถึงไหนแล้ว แต่ ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันก็ได้ไปค้นเอกสารที่พอจะเข้าถึงได้ในทางอินเทอร์เน็ตก็พบว่ามันเป็นไป อย่างที่ท่านชลน่านขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไว้จริง ๆ ด้วยว่าเราจะสามารถติดตาม ความคืบหน้าได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ดิฉันได้เข้าไปค้นจนถึงแผนปฏิรูป ทั้ง ๑๑ เล่มแล้วก็พบว่าไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่เป็นตัวเลข มีแต่ตัวชี้วัดลอย ๆ อย่างเช่น รายได้เพิ่มขึ้นแต่ไม่ทราบว่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร หรือว่าประชากรมีความสุขเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ได้ บอกว่าความสุขเพิ่มขึ้นนั้นหมายความว่าอย่างไร ท่านประธานที่เคารพคะ เอาละค่ะ ดิฉันขอกลับมาโฟกัส (Focus) ในเรื่องของรายงานความคืบหน้าในรอบ ๓ เดือนที่ผ่านมา ขอสรุปสั้น ๆ เป็น ๓ เรื่องดังนี้ว่า

แผนการปฏิรูปประเทศนั้นมีทั้งที่ล้มเหลว มีแผนที่ยิบย่อยและมีความซ้ำซ้อน ที่ล้มเหลวคืออะไร ดิฉันขอยกตัวอย่างโครงการในด้านการเมือง มีการตั้งโครงการที่เรียกว่า เป็นไปเพื่อการจัดตั้ง จัดการเลือกตั้งอย่างซื่อสัตย์และเป็นธรรม ได้รับงบประมาณ ๑๘ ล้านบาท จริงอยู่ว่านี่อาจจะเข้าข่ายซ้ำซ้อน เพราะหน้าที่ของ กกต. ก็คงเป็นการจัดการ เลือกตั้งเพื่อความซื่อสัตย์และเป็นธรรมอยู่แล้ว แต่มันก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่านอกจาก ๕,๘๐๐ ล้านบาท ที่ท่านใช้ท่านก็ยังไม่สามารถที่จะจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์และเป็นธรรมได้ ถึงจะได้ งบประมาณเพิ่มจากแผนการปฏิรูปอีก ๑๘ ล้านบาท ท่านก็ยังไม่สามารถที่จะจัดการเลือกตั้ง อย่างซื่อสัตย์และเป็นธรรมได้ ท่านประธานคะ นอกจากโครงการนี้แล้ว ในเรื่องของ การกระจายอำนาจ ซึ่งพี่น้องประชาชนมีความคาดหวังมากว่าจะต้องเกิดความก้าวหน้า เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นของพวกท่าน ผลก็ปรากฏว่าการกระจายอำนาจนั้นไม่มีความคืบหน้า ความคืบหน้าเป็นศูนย์ค่ะ โดยท่านให้เหตุผลว่าประธานคณะกรรมการปฏิรูปในด้านกระจาย อำนาจท่านลาออก ท่านก็คงจะลาออกมาลงรับสมัครเลือกตั้งนะคะ เมื่อท่านไม่ได้เป็น ส.ส. แล้วก็ขอรบกวนท่านกลับไปเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้วย

ในเรื่องของความยิบย่อยนะคะ เวลาเราพูดถึงการปฏิรูปนี่เราจะจินตนาการ ถึงโครงการที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่นโครงการด้านสาธารณสุข ถ้าเราพูดถึงแผนการปฏิรูปด้านสาธารณสุข เราก็คงจะจินตนาการว่าจะมีโครงการที่จะช่วย ลดคอขวดของการบริการด้านสาธารณสุข ลดการขาดแคลนแพทย์และพยาบาล แต่ในแผนนี้ เรากลับพบว่ามีโครงการชื่อว่า โรงพยาบาลผักปลอดสารพิษ ใช้งบประมาณ ๖๐ ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรือว่าตอบโจทย์ใด ๆ ของพี่น้องประชาชนและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างใด ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีการปรับปรุงในด้านของการลงทะเบียนโดยใช้ งบประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นด้านสาธารณสุขเช่นกัน ซึ่ง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็คงใช้ไปเพียงแค่การปรับปรุงหน้าเว็บ (Web) เพื่อให้ลงทะเบียนได้ง่ายขึ้น ยังมีโครงการ ที่ยิบย่อยลงไปอีก โครงการโซลาร์รูฟทอป (Solar roof top) เสรี เป็นโครงการที่เป็น ความหวังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไม่ว่าจะไปที่ไหนทุกคนก็จะถามถึงโครงการนี้ และดิฉันก็มีความยินดีที่โครงการนี้ถูกบรรจุเข้าไปในแผนการปฏิรูป แต่ก็กลับพบว่าในแผนนี้ เขียนไว้อย่างสวยหรู แต่ในความเป็นจริงท่านอนุมัติเพียงแค่ ๑๐๐ เมกะวัตต์เท่านั้นสำหรับปีนี้ ซึ่งคิดเป็นเพียง ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตของทั้งประเทศ และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ราคาที่รับซื้อ ท่านเคยประกาศไว้ว่าจะรับซื้อที่ ๑.๘ บาทต่อหน่วย แต่ในความเป็นจริง กลับรับซื้อเพียงแค่ ๑.๖๘ บาทต่อหน่วย ซึ่งทำให้โครงการโซลาร์รูฟทอป (Solar roof top) ไม่คุ้มค่าในการลงทุนอีกต่อไป และไม่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือก ถ้าจะให้ดิฉันไล่ให้หมดก็คงไม่หมดนะคะ ในเรื่องของโครงการยิบย่อย ดิฉันจะขอยก อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือในด้านของสิ่งแวดล้อมค่ะ เรารู้ดีว่าภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ ชายฝั่งทะเลมีปัญหาในเรื่องของการทรุดตัว แผนการปฏิรูปมีแผนว่าจะปักไม้ไผ่เพื่อลดแรงคลื่น ด้วยงบประมาณ ๒๘๖ ล้านบาทในระยะ ๖ ปี อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โครงการราชการปลอดขยะ วิธีการดำเนินงานก็คือมีโครงการรับบริจาคถุงผ้าเพื่อรับยา ท่านประธานที่เคารพคะ โครงการที่มันซ้ำซ้อนที่ไม่นับว่าเป็นโครงการปฏิรูปยังมีอีกเยอะมาก หลายเรื่องมันควรที่จะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการ เป็นภารกิจหลักของราชการนั้น อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นโรงเรียนประชาธิปไตยให้บรรจุไว้ในหลักสูตร ซึ่งจริง ๆ แล้วหลักสูตร แกนกลางก็มีการพูดถึงเรื่องของโรงเรียนประชาธิปไตยอยู่แล้ว ไม่ต้องมาอยู่ในแผนการปฏิรูปอีก ในเรื่องของการรอบรู้ด้านสุขภาพก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้วที่ควรจะต้อง ให้ความรู้ในด้านสุขภาพ ไม่นับว่าเป็นแผนการปฏิรูปนะคะ แต่จะบอกว่าแผนการปฏิรูป ทั้งหมดนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ดิฉันก็คงจะเป็นการติเรือทั้งโกลน เพราะว่านี่คือการรายงาน ความคืบหน้าเพียงแค่ ๓ เดือน จากที่ดิฉันไปค้นมา มีกิจกรรมที่ได้ทำเสร็จสิ้นแล้วประมาณ ๘๒ กิจกรรม ดิฉันค้นเพิ่มเติม ไม่ได้อยู่ในเอกสารที่ท่านให้มา โดยที่โครงการส่วนใหญ่ ที่ทำสำเร็จจะเป็นในเรื่องของการออกกฎหมาย และแน่นอนค่ะ ทางด้านการเมืองไม่มีภารกิจใด เสร็จสิ้น กิจกรรมที่เสร็จสิ้นแล้วเป็นศูนย์ ที่คืบหน้าจริง ๆ คือการออกกฎหมายค่ะ ออกไป เสร็จแล้ว ๒๒ ฉบับ ก็ไม่น่าแปลกใจที่ สนช. ใช้ช่วงเวลาเพียงแค่ ๑ เดือน ระหว่างวันที่ ๑๘ เดือนมกราคม จนถึงวันที่ ๑๘ เดือนกุมภาพันธ์ ออกกฎหมาย ผ่านร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งสิ้น ๖๖ ฉบับ เฉลี่ยท่านออกวันละ ๘ ฉบับ ไม่รู้ว่าท่านได้รับการบันทึกโดย กินเนส บุ๊กเวิลด์ ออฟ เรคอร์ด (Guinness Book World of Records) หรือเปล่า ว่าเป็นการออกกฎหมายเร็วที่สุดในโลกนะคะ ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายหนึ่ง ของการปฏิรูปที่พูดถึงเรื่องของการทำเรกูลาทอรี กิลโลทิน (Regulatory Guillotine) นั่นก็คือการทบทวนกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย และยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ท่านกลับออก กฎหมายรวมทั้งสิ้น ๔๕๖ ฉบับในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา กลับมาดูผลงานของ สนช. ที่ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปทั้ง ๒๒ ฉบับ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฉบับที่มีเสียงคัดค้าน จากภาคประชาชนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. โรงงาน ที่มีการต่ออายุของใบอนุญาตโรงงาน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พ.ร.บ. ป่าชุมชน ที่ลิดรอนสิทธิของชุมชนออกไปทั้งหมด มีหน้าที่ เพียงแค่ทำตามนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนแห่งชาติและนโยบายป่าชุมชน ระดับจังหวัดเป็นคนออก นอกจากนี้ยังมีร่างแปลงของ ม. ๔๔ อย่างเช่น พ.ร.บ. รักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่เป็นร่างแปลงของประกาศคำสั่ง คสช. ที่ ๙/๒๕๕๙ ที่ละเว้นในการทำ อีไอเอ (EIA) พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ซึ่งเป็นร่างแปลงของ มาตรา ๔๔ คำสั่ง คสช. ที่ ๒ ที่ ๒๘ ที่ ๔๗/๒๕๖๐ และ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ที่เป็นร่างแปลงของคำสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เรื่องของนโยบายทวงคืนผืนป่า เราก็จะเห็นว่าสิ่งที่ทำเร็วอาจจะไม่ใช่ เรื่องดีเสมอไป ท่านประธานที่เคารพคะ หลังจากที่ศึกษามาได้สักระยะหนึ่ง ดิฉันก็ได้ข้อสรุป อีก ๑ ข้อว่ายิ่งพวกท่านดำเนินแผนปฏิรูปเข้าไปเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้รัฐเทอะทะขึ้นเรื่อย ๆ ในแผน ๓ เดือน ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานรัฐเพิ่มขึ้นถึง ๓ หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงาน บูรณาการแก้ไขปัญหาความยากจน ศูนย์พลังงานประชาชน และสำนักงานคณะกรรมการ ความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ (Cyber) ๓ เดือนยังออกมาแล้ว ๓ หน่วยงาน เพราะว่า ๕ ปี ท่านมีแผนไว้ว่าจะตั้งทั้งสิ้น ๕๒ หน่วยงาน จน ก.พ.ร. ต้องออกมาเบรก (Brake) ว่า มันจะเยอะเกินไปหรือเปล่า ถึงแม้ว่าแผนนี้จะได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตาม มันทำให้เราเห็นวงจรบางอย่างของการปฏิรูป วิธีการก็คือ ๑. ตั้งคณะกรรมการ ๒. ออกกฎหมาย ๓. ตั้งหน่วยงานใหม่ ถ้าเราสามารถปฏิรูปประเทศด้วย ๓ อย่างนี้แล้วนั้น ป่านนี้ประเทศเราก็คงไม่ต้องปฏิรูปอีกต่อไปค่ะ ข้อสังเกตต่อมาก็คือว่ายิ่งปฏิรูปก็เหมือนกับ ประเทศนี้ยิ่งล้มลุกคลุกคลานนะคะ แผนรายงานความคืบหน้าครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้วนะคะ ก็ยังมีอุปสรรคในเรื่องที่หน่วยงานหลากหลายหน่วยงาน ๑๑ หน่วยงานด้วยกันขอทบทวน ในเรื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบในแผนการปฏิรูปนั้น ๆ หมายความว่าอะไร หมายความว่า ท่านคิดว่าท่านไม่ควรจะต้องรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย อีก ๖ หน่วยงานขอทบทวน เป้าหมายและระยะเวลาในการดำเนินงาน นี่ ๑ ปีแล้วนะคะ ยังทบทวนกันอยู่เลยว่า ตกลงใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ เป้าหมายยังตกลงกันไม่ได้ว่าเป้าหมายจะเป็นอย่างไร ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อรายงานความคืบหน้าครั้งที่แล้ว ครั้งที่ ๒ ก็มี ๙ หน่วยงานที่รายงาน อุปสรรคเช่นนี้เหมือนกัน และไม่ใช่หน่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ระดับกรม เป็นระดับกระทรวงด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันต้องขอพูดตรงนี้ว่าการปฏิรูปที่ผ่านมามักจะเป็นข้ออ้าง ที่มาพร้อมกับการทำรัฐประหารในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี ๒๕๔๙ เรามีการทำ รัฐประหาร การปฏิรูปก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน มีคณะกรรมการปฏิรูปทั้งสิ้น ๔ คณะ ใช้งบประมาณไปประมาณ ๑.๓ พันล้านบาท และพร้อมมีข้อเสนอมาเสนอ ๑,๐๐๐ ข้อเสนอ มาในครั้งนี้เมื่อเรามีรัฐประหารปี ๒๕๕๗ ด้วยข้ออ้างว่าเราต้องการที่จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เรามี ๒ สภาปฏิรูป ๑๑ คณะกรรมการปฏิรูป ใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท อย่างน้อยขั้นต่ำ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งเป็น ๑.๗ พันล้านบาท สำหรับสภาปฏิรูปประเทศและสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และอีก ๓๐๐ ล้านบาท สำหรับเบี้ยประชุมของคณะกรรมการปฏิรูป ประเทศทั้ง ๑๑ ด้าน ท่านมาพร้อมกับ ๑,๓๔๒ ข้อเสนอ ดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรจะต้อง เกิดขึ้น ดิฉันเสียดายแทนความพยายามอย่างยิ่งยวดที่ท่านพยายามที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศ ในด้านต่าง ๆ วางเงื่อนไขกลไกต่าง ๆ ไว้อย่างมากมายตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนแม่บทกระทรวงต่าง ๆ ๒๐ ปี ลงมาถึงแผนปฏิรูปประเทศในระยะ ๕ ปี แล้วท่านยังมี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ ๕ ปีดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการรายงาน ความคืบหน้าในครั้งต่อไปในอีก ๓ เดือนข้างหน้าเราจะได้พบกันใหม่ แล้วก็จะได้เห็น ถึงความก้าวหน้าที่มากกว่านี้ ให้คุ้มค่ากับทรัพยากรกับแรงงานที่เราได้ลงไป ดิฉันก็จะรอดู รอฟังนโยบายโครงการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โครงการควิกวิน (Quick Win) ที่พวกท่านเรียกกันว่า โครงการธงนำของที่ท่านอยู่ว่าสถานะความคืบหน้าเป็นไปถึงไหนแล้ว และจะรออภิปราย ในเรื่องของความคืบหน้าของแผนการปฏิรูปประเทศต่อไป ขอบคุณคะ