ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้แจงเหตุผลที่สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ และยืนยันความจำเป็นในการพิจารณาเงื่อนไขดังกล่าวก่อนการลงมติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ กำหนดไว้เคร่งครัดกว่าฉบับก่อน โดยมีกระบวนการตรวจสอบถึงสามขั้นตอน ตั้งแต่การสมัคร การลงมติเลือก และหลังได้รับตำแหน่ง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ครับ ขอบคุณท่านประธานสภาที่ให้โอกาสผมในการชี้แจง ผมเองในฐานะ เป็นผู้เสนอญัตติเข้าไปเมื่อวานนี้ แล้วท่านประธานวินิจฉัยว่าไม่ได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุมในครั้งนี้ ผมขออนุญาตชี้แจงโดยใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้เล็กน้อยเท่านั้นเอง เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าเหตุผลมันเป็นเช่นไรเราถึงคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จึงมีอำนาจ ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญของเราในมาตรา ๑๕๙ บัญญัติเอาไว้ว่า ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิก ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎร จากบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๙ วรรคแรกนี้เองแสดงให้เห็นว่า บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นจะต้องมีอยู่ ๓ เงื่อนไข ข้อ ๑ คือต้องมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ข้อ ๒ จะต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองที่ยื่นต่อ กกต. วันที่สมัครรับเลือกตั้ง และข้อ ๓ พรรคการเมืองนั้นจะต้องมี เสียงคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ คือต้องมี ส.ส. ๒๕ เสียงขึ้นไป ในส่วนเงื่อนไขข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ นั้น เพื่อนสมาชิกก็สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อยู่แล้วว่า รายชื่อบุคคลใดอยู่ในบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองนั้นมี ส.ส. เกิน ๒๕ คนหรือไม่ แต่ในส่วนเงื่อนไข ข้อ ๑ ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ นี่ละครับที่เป็นความ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิกในที่แห่งนี้มีประสบการณ์มา มากกว่าผม ท่านประธานมีประสบการณ์มามากกว่าผม ท่านผ่านการลงมติเลือก นายกรัฐมนตรีกันมาแล้วหลายครั้ง ทุกท่านคงทราบกันดีว่าในอดีตที่ผ่านมาการเลือก นายกรัฐมนตรีไม่มีการอภิปราย ไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ถูก เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเลย สาเหตุก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนแตกต่างจากมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนคล้ายกันก็คือว่าให้มีการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรให้สภา พิจารณาร่วมกันว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตชี้แจงชัดเจนนิดหนึ่งครับ เขาใช้คำว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี เขาใช้คำนี้ และบุคคลนั้นต้องเป็น ส.ส. ในขณะที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เขียนกว้างกว่านั้น เขียนเงื่อนไขเคร่งครัดกว่านั้นว่า บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อนั้นต้องมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ด้วย ดังนั้นกรณีที่เขียนรัฐธรรมนูญแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้แสดงว่าผลทางกฎหมาย ต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้เรียกร้องเราว่า ต้องตรวจสอบคุณสมบัติกันก่อน แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เรียกร้องสมาชิกในสภาแห่งนี้ว่า ต้องพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเสียก่อนครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะอะไรครับ นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีความเคร่งครัดมากกว่าอดีตที่ผ่านมา เรามีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ คือชั้นในการสมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ประสงค์จะเสนอชื่อบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีต้องใส่ชื่อเข้าไปในพรรคการเมืองตามมาตรา ๘๘ เสร็จแล้วระเบียบ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็บอกเอาไว้ว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจก่อน ๑ รอบ นี่คือผ่านขั้นที่ ๑ มาแล้ว หลังจากนั้นขั้นที่ ๒ คือวันนี้ละครับ คือวันที่เรากำลัง จะพิจารณาร่วมกันว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๕๙ บอกเอาไว้ว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ นี่คือขั้นที่ ๒ คือตรวจกันตอนเลือกนายกรัฐมนตรี และขั้นที่ ๓ เมื่อเป็น นายกรัฐมนตรีแล้วหากมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก็อาจจะถูก ส.ส. หรือถูก คณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าชื่อกันแล้วก็ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องสถานะของตัว นายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ออกแบบมาให้ตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของคนเป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๓ ขั้นตอน ขั้นสมัคร ขั้นลงมติเลือกกัน แล้วก็ขั้นตอนเมื่อคุณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้ อีกเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ เพื่อบันทึกเป็นหลักเป็นฐานกันไว้ในที่นี้ว่า หลักการใช้ และการตีความรัฐธรรมนูญ ทุก ๆ องค์กรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญมีโอกาสที่จะใช้และตีความ รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เมื่อไรก็ตามองค์กรไหนหยิบรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติในมาตราใดมาใช้ เขาย่อมมีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ ผมยกตัวอย่างสักกรณีเดียวเท่านั้นไม่รบกวนเวลา ที่ประชุมมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ มาตรา ๑๗๒ เรื่องการตราพระราชกำหนดครับ คณะรัฐมนตรีเป็นคนพิจารณาก่อนว่ากรณีไหนที่เข้าเหตุในการตราพระราชกำหนด แล้วก็ ตราออกมา เสร็จแล้วก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อจะอนุมัติ เพื่อให้มีสถานะเป็นพระราชบัญญัติต่อไป สภาผู้แทนราษฎรก็มีโอกาสดูอีกรอบว่าการตรา พระราชกำหนดนั้นมันเข้าเงื่อนไขการตราหรือไม่ เสร็จแล้วถ้าหากมีสมาชิกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า มันไม่เข้าก็อาจจะร้องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ว่า การตราพระราชกำหนด มันไม่มีเหตุตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีโอกาสดูอีกรอบหนึ่ง นี่บทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ มาตราเดียว มีองค์กรที่มีโอกาสมาตีความมาตรานี้ร่วมกัน ถึง ๓ องค์กร เช่นเดียวกันครับ กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของนายกรัฐมนตรีมีองค์กรที่มีโอกาสตรวจสอบพร้อม ๆ กันหมดเลย ต่างช่วงต่างเวลา เท่านั้นเอง ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมแห่งนี้ และไปจบกันที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการเลือก และสุดท้ายถ้าหากมีปัญหากันอีก วันหน้ามีใครร้องก็มีโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมาวินิจฉัยให้ด้วย นี่คือหลักการใช้ และการตีความรัฐธรรมนูญ ทีนี้ครับท่านประธาน เนื่องมาจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทเฉพาะกาลอยู่มาตราหนึ่งซึ่งมายกเว้นมาตรา ๑๕๙ เอาไว้ นั่นก็คือมาตรา ๒๗๒ มาตรา ๒๗๒ บอกเอาไว้ว่า ในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตาม มาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ของทั้ง ๒ สภา บทบัญญัติในมาตรา ๒๗๒ นี้อยู่ในบทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลหมายความ ว่าอย่างไร หมายความว่าเป็นบทบัญญัติที่ใช้ชั่วคราวในช่วงที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ใหม่ ๆ ซึ่งกรณีนี้บอกเอาไว้ว่าใช้ ๕ ปี และมันก็เป็นบทยกเว้นของบทหลัก เมื่อมันเป็นบทชั่วคราว และมันเป็นยกเว้นของบทหลัก หมายความว่าจำเป็นต้องตีความอย่างเคร่งครัด ตีความมัน ในฐานะข้อยกเว้น ดังนั้นถ้าเราอ่านมาตรา ๒๗๒ ประกอบกับมาตรา ๑๕๙ ซึ่งเป็นบทหลักแล้ว แล้วพิจารณาตีความอย่างเคร่งครัด ตีความอย่างแคบ ตีความให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ทั้งระบบ ผลออกมาจะเป็นอย่างนี้ครับ เราจำเป็นต้องอ่านมาตรา ๒๗๒ บวกมาตรา ๑๕๙ ว่าแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนที่ ๑