รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพุธที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
บัดนี้ได้เวลา ที่กำหนดนัดหมายการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กระผม นายสรศักดิ์ เพียรเวช ขออนุญาตให้รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปกราบเรียนเชิญท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ครับ
เชิญนั่งครับ ท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผมประธานสภาจะได้กล่าวขอบคุณท่านสมาชิก ก็ขออนุญาตว่าวันนี้ ในเมื่อสมาชิกมาครบองค์ประชุมแล้ว ขออนุญาตดำเนินการประชุมไปตามวาระที่สำคัญก่อน และหลังจากนั้นผมจะขออนุญาตได้กล่าวกับพวกเราเล็กน้อย ข้อสังเกตบางประการ ซึ่งเราได้ร่วมงานกัน บัดนี้มีสมาชิกประชุมครบองค์ประชุมแล้วนะครับ สมาชิกเราทั้งหมด มีอยู่ ๔๙๙ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๒๕๐ คน ในการจัดระเบียบวาระ ผมขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกว่าที่เราเห็นว่ามากเรื่องไม่มีเรื่องนะครับ ก็คือว่าฉะนั้นเป็นไป ตามข้อบังคับการประชุมนะครับ เพราะว่าในการจัดระเบียบก็ตามแต่ละครั้งจะต้อง ตามลำดับตั้งแต่ลำดับที่หนึ่งกระทู้ถามไปเรื่อยจนถึงระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ก็เป็น อย่างนี้นะครับ ทุกครั้งที่มีการประชุม เพราะฉะนั้นสมาชิกอาจจะแปลกใจว่าทำไมเรื่อง บางเรื่องไม่มีแล้วใส่เข้าไปทำไมนะครับ ต่อไปจะไปตามลำดับของระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒.๑ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งผู้รักษาการ ประธานองคมนตรี
๒.๒ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ
๒.๓ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธาน และรองประธานวุฒิสภา
ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งผู้รักษาการ ประธานองคมนตรี ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และประกาศ แต่งตั้งประธานและรองประธานวุฒิสภา จึงขอเชิญท่านสมาชิกโปรดยืนขึ้นรับฟัง พระบรมราชโองการครับ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศ
เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการประธานองคมนตรี
________________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ แล้วนั้น
บัดนี้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้รักษาการประธานองคมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน”
“พระบรมราชโองการ
ประกาศ
แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
_____________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นประธาน สภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้
๑. นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
๒. นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง
๓. นายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง
จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามความในมาตรา ๑๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”
“พระบรมราชโองการ
ประกาศ
แต่งตั้งประธานและรองประธานวุฒิสภา
_____________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่วุฒิสภาได้ลงมติเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เลือกสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา ดังนี้
๑. นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานวุฒิสภา
๒. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง
๓. นายศุภชัย สมเจริญ เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง
จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา ตามความ ในมาตรา ๑๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”
ขอบคุณมาก เชิญนั่งครับ
๒.๔ รับทราบประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน ๒ เรื่อง
๒.๔.๑ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ครั้งที่ ๒
๒.๔.๒ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ครั้งที่ ๒
ผมขอเรียนที่ประชุมว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๘ ใหม่ ในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๑ คน ผู้ได้รับเลือกตั้ง คือ นางสาวศรีนวล บุญลือ สังกัดพรรคอนาคตใหม่
๒.๔.๒ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ครั้งที่ ๒ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๘ ใหม่ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และได้ประกาศ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งดังกล่าวแล้วนั้น คณะกรรมการ การเลือกตั้งจึงประกาศรายชื่อพรรคการเมืองและผู้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และประกาศรายชื่อพรรคการเมืองและผู้รับได้การเลือกตั้งที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อดังนี้
๑. รายชื่อพรรคการเมืองและผู้พ้นจากตำแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม ได้แก่ นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค
๒. รายชื่อพรรคการเมืองและผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้แก่ นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ซึ่งรายละเอียดปรากฏในเอกสาร ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งให้ท่านสมาชิกแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
๒.๕ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ยังมีสมาชิกอีก ๔ ท่านที่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ท่านที่ ๑ คือ นางจุมพิตา จันทรขจร ท่านป่วยไม่สามารถมาร่วมประชุมในวันนี้ได้ ดังนั้น จึงมีสมาชิก ๓ ท่าน คือ นางสาวศรีนวล บุญลือ นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี และ นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ซึ่งอยู่ในห้องประชุมนี้แล้วนะครับ ขอเชิญทั้ง ๓ ท่านยืนขึ้น ไปที่ไมโครโฟนครับ ผมจะขออนุญาตกล่าวนำแล้วท่านก็เอ่ยชื่อของท่านเองนะครับ แล้วหลังจากนั้นผมก็จะกล่าวให้ท่านว่าตาม พร้อมนะครับ
(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ได้ยืนขึ้นและกล่าว คำปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ)
“ข้าพเจ้า (ผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ขอบคุณมากครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ผมขอเรียนว่า ไม่มีนะครับ แต่ว่าขออนุญาต ในวาระต่อไปคือวาระอื่น ๆ ขออนุญาตดังที่ได้เรียนไว้ตอนต้นว่า
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ
ในวาระนี้ผมขออนุญาตที่จะกล่าวอะไรกับพวกเราเล็กน้อยนะครับ
สิ่งแรกก็คือ ผมพร้อมด้วยท่านรองประธานทั้งสอง ขอขอบพระคุณท่านชัย ชิดชอบ ที่กรุณาเป็นประธานในการประชุม ๒ วันในการเลือกประธานและรองประธาน สภาผู้แทนราษฎร
ประการต่อไป ผมขออนุญาตกล่าวในนามของท่านรองประธานทั้งสองและตัวผมเองว่า ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้โอกาสพวกเราทั้ง ๓ คนได้ทำหน้าที่ ในฐานะประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมขอกราบเรียนเพื่อนสมาชิกทุกคนว่า สิ่งแรกคือขอแสดงความยินดีกับท่านด้วยความจริงใจ เพราะรู้ดีว่าการจะเป็นผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นยากเพียงไรครับ ตระหนักด้วยตัวเองดีตลอดมา ทุกท่านที่ได้รับ เลือกตั้งมาก็ควรจะภาคภูมิใจด้วยกันทุกคนนะครับ ในฐานะพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของฝ่าย นิติบัญญัติ ซึ่งเราจะเห็นว่าบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัตินั้นเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ผ่านทางรัฐสภา เราเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้ตระหนัก ถึงความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายนี้คือตัวแทนของประชาชนที่มีหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหารและสามารถมีเสียงข้างมากตั้งเป็นฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นบทบาทของ สภาผู้แทนราษฎรนั้นถือว่าสูงมาก ในฐานะเป็นผู้ออกกฎหมายผมคิดว่าเราต้องเป็นแบบอย่าง ของผู้เคารพกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะสะท้อนไปสู่ประชาชนให้เป็นที่ยอมรับสถาบัน ของเรา ลำพังตัวฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งที่จะออกมาจากฝ่ายนิติบัญญัติก็คือ ผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งประกอบขึ้นเป็นรัฐสภา เพราะฉะนั้นบทบาทใดก็ตามที่เป็น เรื่องบวกก็เป็นบวกกับฝ่ายนิติบัญญัติ บทบาทใดที่เป็นเรื่องลบก็เป็นลบของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมจึงเรียนเรื่องนี้ด้วยความเคารพว่าด้วยความรู้สึกส่วนตัวก็คืออยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นจากพวกเรานะครับ เราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการเมือง เรื่องอื่น ๆ มามาก แท้จริงแล้ว เรานี่แหละคือฝ่ายที่จะเป็นแบบอย่างของการปฏิรูป จึงขอร้องสมาชิกทุกคนว่าเราได้ช่วยกัน สร้างภาพที่ดีให้กับสภา นั่นก็คือการแสดงบทบาทที่ถูกต้องชอบธรรม ในฐานะประธาน และรองประธานนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับไว้เลยว่าต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นกลาง กฎหมายเขียนไว้เท่านั้น แต่ว่าขอยืนยันกับท่านทั้งหลายว่านอกจากเป็นกลางแล้ว โดยที่บทบาทของประธาน และรองประธานนั้น มีงานด้านอื่นอยู่ด้วยที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น ๆ ก็ขอยืนยันกับท่านว่าเราจะปฏิบัติหน้าที่ไม่เพียงความเป็นกลาง แต่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่ในทุกด้าน อันนี้คือสิ่งที่ขอ ประกาศให้เพื่อน ๆ สมาชิกทุกคนได้มีความมั่นใจ เช่นเดียวกันในฐานะของประธานสภานั้น รัฐธรรมนูญบังคับว่าต้องควบคุมการประชุมสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ อันนี้เป็นบทบัญญัติ ที่เขียนเอาไว้โดยชัดเจน เพราะฉะนั้นก็ต้องขอร้องว่าพวกเราขอให้ยึดข้อบังคับในการประชุม สภานี้เป็นสภาที่ไว้สำหรับการอภิปรายการพูด ผมตระหนักดีว่าสภาคือที่พูด ผมจะ เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสพูด เพื่อนำปัญหาประชาชน ปัญหาความทุกข์ยาก ความเดือดร้อน และอื่น ๆ ของพี่น้องประชาชนมาสู่สภา เพื่อส่งต่อไปยังผู้รับผิดชอบ ฝ่ายบริหาร และเป็นโอกาสเดียวที่ฝ่ายบริหารก็ใช้ธรรมเนียมนี้ส่งต่อผลงานและสิ่งที่ได้ปฏิบัติ ไปสู่สมาชิก เพื่อไปสู่ประชาชนต่อไป เราจึงเป็นเหมือนหนึ่งคนกลางที่รับทั้ง ๒ ด้าน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกคือการอภิปรายนั้น ผมจะให้โอกาสเต็มที่ ตามข้อบังคับ ขอเพียงให้เรายึดการอภิปรายนั้นตามข้อบังคับ คือท่านไปอ่านข้อบังคับ แล้วเราจะเห็นว่าการอภิปรายของสมาชิก ผมเข้าใจว่าข้อบังคับ ข้อ ๓๗ จะกำหนดไว้ชัดเจน และจะทำให้ประสิทธิภาพการประชุมนั้นเป็นไปโดยราบรื่น และสมาชิกได้แสดงความเห็น โดยทั่วถึง อันนี้คือสิ่งที่อยากจะขอเรียนพวกเราทุกคน ขอพวกเราได้มั่นใจว่าเราได้พูด เพราะฉะนั้นขออย่าแย่งกันพูด ถ้าประธานไม่ชี้อย่าเพิ่งพูดนะครับ แล้วเมื่อประธานอนุญาต ให้พูดแล้วค่อยพูด เพื่อว่าเราจะไม่ถูกตำหนิจากคนทั่วไปที่เห็นข่าวการถ่ายทอดการประชุม ว่าสภาแย่งกัน ชิงกัน หรือทะเลาะกัน อันเป็นภาพที่ไม่เป็นบวกกับฝ่ายนิติบัญญัติเลย อันนี้คือสิ่งที่อยากจะทำความเข้าใจกับเพื่อน ๆ ทุกคนในที่นี้ว่าเราคือตัวแทน ๕๐๐ คนของเรา ถ้าคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้ภาพเป็นลบ ก็ลบหมดทั้ง ๕๐๐ คนครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในช่วงสมัยที่เราทั้ง ๕๐๐ คน ได้มีโอกาสมาทำหน้าที่ แทนพี่น้องประชาชนของเรา อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากถือโอกาสเรียน แล้วผมขออนุญาตว่า พวกเราคงจำได้ว่าเมื่อวันที่ ๒๔ ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระบรมราโชวาทเปิดสภาในวันนั้น ผมขอให้พวกเราได้ไปอ่านพระบรมราโชวาทอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าจะเป็นแนวทางที่พวกเรายึดเป็นแนวปฏิบัติ ตอนหนึ่งที่ผมอยากให้พวกเราจำไว้ ก็คือขอให้สมาชิกแห่งสภาพึงนึกถึงความสำคัญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างจริงจัง เพราะการกระทำทุกอย่างของแต่ละท่านจะมีผลโดยตรงถึงความมั่นคง ของประเทศ และความสุขทุกข์ของประชาชน จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติ ภารกิจทั้งปวงโดยเต็มสติปัญญาความสามารถด้วยความสุจริตและด้วยความคิดพิจารณา อันสุขุมรอบคอบ หนักแน่น ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง เที่ยงตรงตามหลักนิติธรรมและคุณธรรม ให้งานของชาติดำเนินก้าวหน้าไปโดยไม่ติดขัด และบังเกิดประโยชน์อันพึงประสงค์ สมบูรณ์ บริบูรณ์ อันนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนอาจจะนำพระบรมราโชวาทนี้ติดไว้กับตัว เพื่อว่า จะเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะร่วมมือกันปฏิบัติให้เป็นไปตามพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน อันนี้ก็ถือโอกาสเรียนพวกเราทั้งหลายด้วยความเคารพ อันนี้คือสิ่งที่ผมขออนุญาตขอบคุณ และขอเรียนข้อสังเกตบางประการ
สำหรับเรื่องเสนอใหม่นอกจากที่เรียนแล้ว ขอเรียนเรื่องหนึ่งนะครับ คือเรื่อง สิทธิประโยชน์ของท่านสมาชิกซึ่งเริ่มมีสิทธิในการเดินทางและอื่น ๆ เนื่องจากเมื่อวานนี้ ผมได้รับเรื่องจากเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับผู้ที่เป็นหนี้ค่าโดยสารเครื่องบิน รถไฟ รถโดยสารประจำทางเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นจึงถือโอกาสนี้เรียนพวกเรา ไม่ใช่เป็นชุดนี้ เป็นชุดก่อน ๆ ก่อน ๆ ก็มีหลายชุด ซึ่งหลายท่านก็เข้ามาในชุดนี้ด้วย ก็เรียนพวกเราว่า เมื่อจะเดินทาง สภาให้ความสะดวกในการจัดที่จองการเดินทาง แต่ว่าถ้าท่านไม่เดินทาง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแจ้งยกเลิก เพื่อเขาสามารถนำที่นั่งที่เราจองนั้นไปขายต่อได้ หรือเราจะ ไม่ต้องถูกคิดค่าโดยสาร เพราะมิฉะนั้นสภาจะต้องจ่าย แล้วสภาไม่จ่ายเขาก็ตามทวงหนี้พวกเรา ก็เลยถือโอกาสเรียนว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงที่ผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็น บทเรียนที่เราจะต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการใช้สิทธิให้คนอื่นไปใช้ สิทธิในการโดยสารเครื่องบิน อาจจะยากหน่อยครับ แต่รถไฟและรถโดยสารประจำทางนั้นมีการให้คนอื่นไปใช้สิทธิ อันนี้เสียหายมาก แล้วก็ทำให้เกิดความเสียหาย แล้วก็เป็นการสมคบกันหลายฝ่าย ก็เสียชื่อเสียงมาถึงพวกเราทุกคน ถ้าสมมุติเกิดขึ้น อันนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ว่า นำประสบการณ์ที่ผ่านมาเล่าให้พวกเราฟัง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากเรียนพวกเรา
อีกเรื่องหนึ่งก็ถือโอกาสเรียนว่า เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้มีญัตติของพรรค อนาคตใหม่ เพื่อให้พวกเราและพรรคอนาคตใหม่ได้รับทราบว่าญัตติของท่านนั้นได้รับ เมื่อตอนสาย และเราทั้งสาม คือท่านประธานกับรองประธาน ก็ได้ร่วมกันหารือว่า จะพิจารณาญัตติ คือเป็นญัตติที่เสนอขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยญัตติดังกล่าว มีผู้รับรองถูกต้องตามข้อบังคับ แต่ว่าเมื่อตอนเย็นหลังจากเลิกงานแล้วแต่เราก็อยู่เพื่อหารือ เรื่องนี้ เราคิดว่าจะต้องวางมาตรฐานเพื่อเราปฏิบัติต่อไป เจ้าหน้าที่สภาก็ได้เสนอขึ้นมาว่า ญัตติดังกล่าวนี้ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราทั้ง ๓ คนก็ร่วมปรึกษา หารือกันนะครับ แล้วผมก็ให้ความเห็นไป เห็นชอบตามที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอมา ก็เรียนที่ประชุมได้รับทราบ เชิญท่านสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ผมขอหารือ ท่านประธานครับ เนื่องจากวันนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีวาระให้พิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อรับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ ซึ่งผมเกรงว่า อาจเป็นการข้ามขั้นตอน และไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะในมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลนั้น ได้บัญญัติเฉพาะให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีแทนมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง และด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาแทน มาตรา ๑๕๙ วรรคสาม เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วต้องดำเนินการตาม มาตรา ๑๕๙ ซึ่งก็คือขั้นตอนตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ต้องทำในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นตามมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง และมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ต้องมีการประชุมในสภาผู้แทนราษฎรก่อน เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาว่าบุคคลที่จะเป็น นายกรัฐมนตรี มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘๘ และมาตรา ๘๙ ประกอบมาตรา ๙๘ และมาตรา ๑๖๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงขอให้ท่านประธานได้โปรดดำเนินการ ให้ถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ด้วยการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามมาตรา ๑๕๙ ประกอบมาตรา ๑๕๘ ก่อน แล้วจึงเรียกประชุมรัฐสภา ตามมาตรา ๒๗๒ ต่อไป เพราะหากการกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญการกระทำนั้น ย่อมใช้บังคับไม่ได้ตามความในมาตรา ๕ และที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยกรณี การสรรหากรรมการ กกต. และกรณีการสรรหาผู้ว่า สตง. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า การข้ามขั้นตอนนั้นทำให้ผลการสรรหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ท่านประธานได้โปรด พิจารณาและวินิจฉัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
คุณปิยบุตรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ครับ ขอบคุณท่านประธานสภาที่ให้โอกาสผมในการชี้แจง ผมเองในฐานะ เป็นผู้เสนอญัตติเข้าไปเมื่อวานนี้ แล้วท่านประธานวินิจฉัยว่าไม่ได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุมในครั้งนี้ ผมขออนุญาตชี้แจงโดยใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้เล็กน้อยเท่านั้นเอง เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าเหตุผลมันเป็นเช่นไรเราถึงคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จึงมีอำนาจ ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญของเราในมาตรา ๑๕๙ บัญญัติเอาไว้ว่า ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิก ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎร จากบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๙ วรรคแรกนี้เองแสดงให้เห็นว่า บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นจะต้องมีอยู่ ๓ เงื่อนไข ข้อ ๑ คือต้องมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ข้อ ๒ จะต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองที่ยื่นต่อ กกต. วันที่สมัครรับเลือกตั้ง และข้อ ๓ พรรคการเมืองนั้นจะต้องมี เสียงคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ คือต้องมี ส.ส. ๒๕ เสียงขึ้นไป ในส่วนเงื่อนไขข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ นั้น เพื่อนสมาชิกก็สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อยู่แล้วว่า รายชื่อบุคคลใดอยู่ในบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองนั้นมี ส.ส. เกิน ๒๕ คนหรือไม่ แต่ในส่วนเงื่อนไข ข้อ ๑ ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ นี่ละครับที่เป็นความ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิกในที่แห่งนี้มีประสบการณ์มา มากกว่าผม ท่านประธานมีประสบการณ์มามากกว่าผม ท่านผ่านการลงมติเลือก นายกรัฐมนตรีกันมาแล้วหลายครั้ง ทุกท่านคงทราบกันดีว่าในอดีตที่ผ่านมาการเลือก นายกรัฐมนตรีไม่มีการอภิปราย ไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ถูก เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเลย สาเหตุก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนแตกต่างจากมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนคล้ายกันก็คือว่าให้มีการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรให้สภา พิจารณาร่วมกันว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตชี้แจงชัดเจนนิดหนึ่งครับ เขาใช้คำว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี เขาใช้คำนี้ และบุคคลนั้นต้องเป็น ส.ส. ในขณะที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เขียนกว้างกว่านั้น เขียนเงื่อนไขเคร่งครัดกว่านั้นว่า บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อนั้นต้องมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ ด้วย ดังนั้นกรณีที่เขียนรัฐธรรมนูญแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้แสดงว่าผลทางกฎหมาย ต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้เรียกร้องเราว่า ต้องตรวจสอบคุณสมบัติกันก่อน แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เรียกร้องสมาชิกในสภาแห่งนี้ว่า ต้องพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเสียก่อนครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะอะไรครับ นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีความเคร่งครัดมากกว่าอดีตที่ผ่านมา เรามีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ คือชั้นในการสมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ประสงค์จะเสนอชื่อบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีต้องใส่ชื่อเข้าไปในพรรคการเมืองตามมาตรา ๘๘ เสร็จแล้วระเบียบ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็บอกเอาไว้ว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจก่อน ๑ รอบ นี่คือผ่านขั้นที่ ๑ มาแล้ว หลังจากนั้นขั้นที่ ๒ คือวันนี้ละครับ คือวันที่เรากำลัง จะพิจารณาร่วมกันว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๕๙ บอกเอาไว้ว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ นี่คือขั้นที่ ๒ คือตรวจกันตอนเลือกนายกรัฐมนตรี และขั้นที่ ๓ เมื่อเป็น นายกรัฐมนตรีแล้วหากมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก็อาจจะถูก ส.ส. หรือถูก คณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าชื่อกันแล้วก็ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องสถานะของตัว นายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ออกแบบมาให้ตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของคนเป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๓ ขั้นตอน ขั้นสมัคร ขั้นลงมติเลือกกัน แล้วก็ขั้นตอนเมื่อคุณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้ อีกเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ เพื่อบันทึกเป็นหลักเป็นฐานกันไว้ในที่นี้ว่า หลักการใช้ และการตีความรัฐธรรมนูญ ทุก ๆ องค์กรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญมีโอกาสที่จะใช้และตีความ รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เมื่อไรก็ตามองค์กรไหนหยิบรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติในมาตราใดมาใช้ เขาย่อมมีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ ผมยกตัวอย่างสักกรณีเดียวเท่านั้นไม่รบกวนเวลา ที่ประชุมมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ มาตรา ๑๗๒ เรื่องการตราพระราชกำหนดครับ คณะรัฐมนตรีเป็นคนพิจารณาก่อนว่ากรณีไหนที่เข้าเหตุในการตราพระราชกำหนด แล้วก็ ตราออกมา เสร็จแล้วก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อจะอนุมัติ เพื่อให้มีสถานะเป็นพระราชบัญญัติต่อไป สภาผู้แทนราษฎรก็มีโอกาสดูอีกรอบว่าการตรา พระราชกำหนดนั้นมันเข้าเงื่อนไขการตราหรือไม่ เสร็จแล้วถ้าหากมีสมาชิกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า มันไม่เข้าก็อาจจะร้องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ว่า การตราพระราชกำหนด มันไม่มีเหตุตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีโอกาสดูอีกรอบหนึ่ง นี่บทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ มาตราเดียว มีองค์กรที่มีโอกาสมาตีความมาตรานี้ร่วมกัน ถึง ๓ องค์กร เช่นเดียวกันครับ กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของนายกรัฐมนตรีมีองค์กรที่มีโอกาสตรวจสอบพร้อม ๆ กันหมดเลย ต่างช่วงต่างเวลา เท่านั้นเอง ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมแห่งนี้ และไปจบกันที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการเลือก และสุดท้ายถ้าหากมีปัญหากันอีก วันหน้ามีใครร้องก็มีโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมาวินิจฉัยให้ด้วย นี่คือหลักการใช้ และการตีความรัฐธรรมนูญ ทีนี้ครับท่านประธาน เนื่องมาจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทเฉพาะกาลอยู่มาตราหนึ่งซึ่งมายกเว้นมาตรา ๑๕๙ เอาไว้ นั่นก็คือมาตรา ๒๗๒ มาตรา ๒๗๒ บอกเอาไว้ว่า ในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตาม มาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ของทั้ง ๒ สภา บทบัญญัติในมาตรา ๒๗๒ นี้อยู่ในบทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลหมายความ ว่าอย่างไร หมายความว่าเป็นบทบัญญัติที่ใช้ชั่วคราวในช่วงที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ใหม่ ๆ ซึ่งกรณีนี้บอกเอาไว้ว่าใช้ ๕ ปี และมันก็เป็นบทยกเว้นของบทหลัก เมื่อมันเป็นบทชั่วคราว และมันเป็นยกเว้นของบทหลัก หมายความว่าจำเป็นต้องตีความอย่างเคร่งครัด ตีความมัน ในฐานะข้อยกเว้น ดังนั้นถ้าเราอ่านมาตรา ๒๗๒ ประกอบกับมาตรา ๑๕๙ ซึ่งเป็นบทหลักแล้ว แล้วพิจารณาตีความอย่างเคร่งครัด ตีความอย่างแคบ ตีความให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ทั้งระบบ ผลออกมาจะเป็นอย่างนี้ครับ เราจำเป็นต้องอ่านมาตรา ๒๗๒ บวกมาตรา ๑๕๙ ว่าแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนที่ ๑
สรุปได้นะครับ
ครับท่านประธานครับ ขออีก ๑ นาทีครับ สรุปเลยครับ เราต้องแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน
ขั้นตอนแรกคือการพิจาณาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน ซึ่งทำโดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และ
ขั้นตอนที่ ๒ จึงให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามาให้ความเห็นชอบลงมติว่า จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะประชุมกันตอน ๑๑ โมง ต้องแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน ผมเรียนว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ลดทอนอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎรไปค่อนข้างมาก เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานสภาก็ให้โอวาทเราก่อนเริ่มต้นแล้วว่า สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ แล้วก็เป็นผู้แทนของประชาชน กล่าวกันได้ว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรของรัฐ องค์กร ผู้ใช้อำนาจรัฐที่มีจุดยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงที่สุด เพราะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญแห่งนี้กลับลดทอนอำนาจลง ผมคิดว่าอยากจะให้ที่ประชุมแห่งนี้ช่วยกันตีความ อ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ บวกมาตรา ๑๕๙ แล้วตีความไปในทิศทางที่สนับสนุนให้พวกเรามีอำนาจในการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียก่อน อย่างน้อยที่สุดเราตรวจกันก่อน ในขั้นตอนนี้แล้วเหลือใครบ้างไปพิจารณากันในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ขออนุญาต ท่านประธานชี้แจงเพียงเท่านี้และให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณา ขอบคุณท่านประธานครับ
มีผู้ขอพูดอีกหนึ่งท่านนะครับ คุณจิรายุ แล้วก็คุณวิรัช อันนี้เป็นเรื่องแจ้งเพื่อทราบ แต่ให้โอกาสได้แสดงความเห็น เพื่อประกอบความเห็น อนุญาต คุณจิรายุเชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องของการที่ท่านปิยบุตร ได้อภิปราย เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านฝากมาจากประสบการณ์ในการประชุมคราวที่แล้ว คือผมไม่แน่ใจว่าห้องประชุมแห่งนี้ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องสาระที่เป็นทางการท่านประธานครับ ระบบไมโครโฟนท่านประธานสามารถเป็นคนตัดเสียงเองได้หรือไม่ อันนี้อาจจะเป็นเรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าอยากจะให้การประชุมนั้นราบรื่น ท่านประธานสามารถควบคุมได้เอง หรือไม่ เพราะว่าที่ผ่านมาใครมายืนที่ไมโครโฟนก่อน ก็สามารถพูดได้ก่อน แล้วก็กด ไมโครโฟนได้ก่อน
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการเรียกชื่อ ผมไม่ติดใจนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะว่าสมาชิกเข้ามาหลายท่านอาจจะไม่คุ้นหน้า ท่านประธานคราวที่แล้ว ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้ชี้ว่าเชิญท่าน คำว่า เชิญท่าน เลยไม่รู้ว่าเชิญท่านไหน จะขออนุญาตท่านประธาน ได้ช่วยกรุณา จริง ๆ เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
เรื่องอื่น ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของสิ่งที่ท่านประธานได้ให้โอวาทไว้เมื่อช่วง เปิดประชุม หลายท่านก็บอกว่าน้อมรับว่าท่านจะวางตัวเป็นกลาง เพราะว่าที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยไม่ค่อยมีพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยได้ไปนั่งเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นพวกเราก็คาดหวังครับท่านประธานว่า ที่ท่านได้ให้โอวาทไว้เมื่อ ๒๐ นาทีที่แล้วนี้ พวกเราก็จะติดตามตรวจสอบประธานและรองประธานทั้ง ๒ ท่านเช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ท่านประธานได้ว่าไว้นี้ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัวเป็นกลางหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านก็คาดหวัง ก็อย่างที่บอกครับว่า ไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าประธานสภามาจากพรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่พรรคการเมือง ที่มีเสียงมากที่สุด เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ก็อยากจะฝากท่านประธานครับว่า การทำหน้าที่ของท่านประธานนั้นอยู่ในกระบวนการที่เป็นกลางอย่างยิ่ง แล้วก็ยึดหลักการ ตามที่ท่านประธานได้เคยใช้ชีวิตของการเมืองมาตลอดที่ผมได้ติดตามผลงานของท่าน พวกเราก็จะติดตามตรวจสอบต่อไป เพราะฉะนั้นขอหารือเล็ก ๆ จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะ ลุกขึ้นมาแล้ว เผอิญท่านประธานได้เรียกชื่อแล้ว จริง ๆ อยากจะบอกตั้งแต่ต้น เรื่องของ การควบคุม เรื่องของไมโครโฟน เรื่องของระบบต่าง ๆ ก็ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านวิรัช เป็นท่านสุดท้าย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นครราชสีมา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานเกี่ยวกับในด้านเรื่องวาระในการประชุมรอบบ่าย รวมทั้งในรอบเช้า ซึ่งในรอบตอนช่วงห้าโมงเช้าจะเป็นการประชุมร่วมกันตามที่ท่านได้ออกวาระ เมื่อสักครู่ ผมได้มีโอกาสได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกในด้านเกี่ยวกับจะต้องให้มีการพิจารณา ในส่วนของบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเกี่ยวกับ กฎหมายของทางรัฐสภาของเราก็ประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในส่วน ต่อมาก็จะเป็นเกี่ยวกับในด้านของการเลือกตั้งในการส่งพรรคการเมืองที่ผู้สมัคร รับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองมีมติจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี บุคคลที่ถูกเสนอให้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากคณะกรรมการ การเลือกตั้ง แต่บุคคลซึ่งพรรคพลังประชารัฐที่จะเสนอ ได้ถูกตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นในส่วน ของผู้ตรวจการแผ่นดินได้ผ่านพ้นมาแล้วทุกส่วน และอีกส่วนหนึ่งที่ท่านได้อภิปรายเกี่ยวกับ บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ ในส่วนตรงนี้ก็ชัดเจนนะครับว่า ในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่วันที่ มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมว่าท่านประธาน ได้วินิจฉัยได้เดินมาถูกทางแล้วครับ ผมเองก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ขอยืนยันว่า ท่านประธานได้ดำเนินการถูกต้องตามข้อบังคับของกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ ขอบคุณครับ
ผมขออนุญาตนะครับว่า ขอจบเพียงเท่านี้สำหรับเรื่องที่แจ้งให้ทราบ แล้วก็ขอเรียนว่าเดี๋ยวเราต้องเตรียมตัว เพื่อประชุมรัฐสภาต่อไป เพราะฉะนั้นขออนุญาตเพียงเท่านี้ หมดระเบียบวาระครับ ผมขอปิดประชุม ขอบพระคุณทุกท่านครับ