นิกร ชี้ปัญหาสารพิษเกษตรรากลึก หลังเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอุตสาหกรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒

นิกร จำนง หารือปัญหาการเกษตรที่ใช้สารเคมีโดยอ้างถึงรากเหง้าปัญหามาจากการปฏิวัติเขียว พร้อมเสนอให้ฟื้นยุทธศาสตร์อาหารศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคและเกษตรกร ควบคู่กับการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อาหาร

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมเกรงใจเวลาของสภามาก แต่ว่าได้ยื่นที่จะพูดเรื่องนี้ไว้ตั้งนานแล้ว เนื่องจากว่า มีประสบการณ์อยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการซึ่งผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งที่จะตั้ง ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นปัญหายาวนานมากสำหรับ ประเทศไทย และผมเชื่อว่าแม้ว่าเราจะตั้งคณะกรรมาธิการปัญหาไม่หยุดหรอก มันต้องมี ต่อไป เพราะฉะนั้นเรามาดูสภาพปัญหากันสักนิดหนึ่งว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่ ผมจะ ไม่กล่าวถึง ๓-๔ ชนิด เพราะเดี๋ยวชนิดนี้ไปชนิดใหม่ก็มาอยู่ดี คือรากฐานของคนไทยเอง เราใช้ชีวิตของเราส่วนใหญ่กับการกสิกรรม นี่เป็นอาชีพหลักของเรา ประเด็นปัญหาก็คือว่า มันเริ่มหนักขึ้นตอนที่เราปฏิวัติเขียว เมื่อปี ๒๕๐๓ เรามีการเปลี่ยนแปลงการผลิตด้านเกษตร เป็นเกษตรอุตสาหกรรม เรานำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก เรานำเข้ายาสารเคมีจำนวนมาก มันเกิดผลกระทบขึ้นมาท่านประธาน ปัญหาก็คือว่ามันเกิดผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ทางบวกก็คือทำให้ผลผลิตมากขึ้น เป็นการทำการเกษตรได้มากขึ้น มีการส่งออกซึ่งเรายิ่งใหญ่มากตรงนี้ ผลกระทบทางลบก็คือ เกี่ยวกับสุขภาพที่ว่านะครับ เกิดเป็นพิษขึ้น ทีนี้การขยายผลตรงนี้ตอนหลังมันเข้าสู่ระบบ การตลาด เรามามองปัญหาตรงนี้ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ต้นน้ำก็คือประชาชนผู้ผลิต ซึ่งขณะนี้เขาก็อยู่กับสารพิษนั่นละ กลางน้ำก็คือพ่อค้าคนกลาง พอได้ผลผลิตการเกษตรแล้ว เอาไปขยาย เอาไปขายที่โน่นที่นี่ทั่วประเทศ มีการขนส่งที่รวดเร็ว มันก็กระจายตัวไปเต็มที่ แล้วพ่อค้าคนกลางตรงนี้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เสียด้วยก็เลยขยายต่อเนื่องไป ส่วนปลายน้ำก็คือประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภค ประชาชนทั่วไปตรงนี้เป็นผู้รับผลจากสิ่งนี้ โดยแท้ แล้วก็อย่างที่เรียนแล้วไม่ทราบว่าปัญหาอยู่ที่ไหน เห็นแต่ว่าผักเขียว ๆ แล้วก็บางที ก็ไม่เห็นสีก็ซื้อไปรับประทาน มันก็สะสม มันเป็นการตายผ่อนส่ง ทีนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผม ขออนุญาตมาอภิปราย เพราะว่าผมเคยมีประสบการณ์ว่า เราเคยแก้ปัญหาเรื่องนี้กันนะครับ ผมเคยเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาจัดทำยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร และอาหาร ใช้ในปี ๒๕๕๓-๒๕๕๖ เพื่อสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยสินค้าเกษตร และอาหารเพื่อคนไทยและตลาดโลก ในนั้นมียุทธศาสตร์อยู่ ๓-๔ อย่าง แต่มียุทธศาสตร์ อย่างหนึ่งที่ผมเสนอขึ้นไปและได้รับการตอบรับและมีการบรรจุไว้ ซึ่งได้ผลมากคือ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ คือเรามีเรื่องให้ความรู้กับเกษตรกรและจัดการเรื่องการตลาด มีการ ตรวจสอบ มีการใช้อำนาจบังคับ แต่มียุทธศาสตร์ที่ ๔ ที่มองว่าน่าจะเป็นการแก้ปัญหา ที่ยั่งยืน นั่นคือสร้างระบบอาหารศึกษา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ด้านมาตรฐาน ตรงนี้เองท่านประธานครับ มีหลักการที่ว่ากรอบยุทธศาสตร์ที่ว่าก็คือว่าให้มีรายละเอียดอยู่ เล็กน้อยก็คือว่า เป้าหมายคือการให้ความสำคัญกับผู้ซื้อ หมายความว่าเรากำลังจะใช้ตัว ซัปพลาย (Supply) ไปกำกับดีมานด์ (Demand) เราเรียกในยุทธศาสตร์นั้นว่าเป็นเกี่ยวกับ ดีมานด์ ไดรเวน (Demand Driven) คือให้ความรู้กับผู้ซื้อเพราะขณะนี้เราผลิตสินค้าเกษตร ส่งออกนอก ถ้าส่งไปยุโรปเขาไม่ซื้อ เราก็ผลิตได้ให้มันปลอดภัยนะครับ ตรงนี้ก็คือว่าให้ผู้ซื้อ รับรู้และมีสิทธิเลือก และกำหนดผู้ผลิตไม่ให้ผลิตใส่สารพิษนั้นลงไป หรือว่าไม่ใช้สารพิษ เป็นการให้ความรู้ซึ่งตรงนี้จะได้ผลมาก การให้ความรู้โดยการประชาสัมพันธ์ก็ดี อะไรก็ดีว่า ผักชนิดนี้มันไม่ปลอดภัย ที่มีรูมีแมลงมันจะปลอดภัยกว่า สิ่งเหล่านี้ต้องมีการขยายผล ขยายไปยังเด็ก ขยายไปยังโรงเรียน ขยายไปยังสังคมทั่วไป ตรงนี้คือสกัดตรงปลายน้ำ ไม่ให้รับ ไม่ให้ซื้อ มันก็จะส่งผลไปยังต้นน้ำอยู่ดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นหลักการที่สำคัญ และยุทธศาสตร์ตรงนี้ถูกเอาไปบรรจุในคณะกรรมการจัดการด้านอาหารของประเทศ ปี ๒๕๕๕ โดยคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ด้านอาหารศึกษา ซึ่งมีการบรรจุไว้เรียบร้อยและมีการไปนำเสนอ ประเด็นปัญหาก็คือว่า ที่เป็นอยู่ขณะนี้ ก็คือว่ายุทธศาสตร์ทั้ง ๒ อย่างที่ว่านี้ อันแรกไปจบลงแล้ว คือได้ผล พอได้ผลแล้วไม่ทำต่อ อันที่ ๒ อาหารศึกษาก็หมดสิ้นไปแล้ว ตรงนี้ไปจบเมื่อ ๒ ปีที่แล้วนี่เอง ความเห็นผมก็คือ อยากจะฝากคณะกรรมาธิการไปศึกษาไปดูเรื่องนี้มา สิ่งเหล่านี้อย่างที่บอกแล้วมันจะยัง ดำรงอยู่ มันก็เหมือนผม เราตัดหญ้านะครับ หญ้าไม่หมดเราใช้สารไปฆ่าหญ้า นี่ก็เหมือนกัน ปัญหามันไม่จบ เราก็ต้องมีมันไปเรื่อย ๆ หญ้ามันขึ้นมากอยู่แล้วเราก็ดำเนินการต่อไป ผมกำลังจะสรุปว่าเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเรื่องนี้ครับ สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาคือ ๑. ต้องรู้อย่างจริงถ่องแท้ต่อปัญหาว่าที่มันยากต่อการแก้ไข เพราะว่ามันเป็นดาบสองคมนั่นเอง ถ้าเราถอดมันออกไปจะมีอะไรมาแทนให้เกษตรกรที่ไม่อันตราย เราต้องคิดเรื่องนี้ด้วย อันที่ ๒ ต้องใช้ยุทธศาสตร์กลับด้าน ก็คือว่าจากต้นน้ำที่ผมเรียนแล้วเมื่อสักครู่นี้มาสู่กลางน้ำ และปลายน้ำ วิธีแก้ตอนนี้เราแก้ต้นน้ำแก้ลำบากอยู่ เกษตรกรเขาใช้กันจนเคยชิน เราอาจจะ ต้องกลับด้านโดยการแก้จากปลายน้ำ วิธีแก้จากปลายน้ำก็คือยกปลายน้ำให้สูงขึ้น หมายความว่าทำให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจถึงอันตรายตรงนี้นะครับ แล้วกระแสในการ แก้ไขมันจะย้อนกลับไปหาต้นน้ำเอง ตรงกลับด้านตรงนี้ก็จะช่วยได้มาก แล้วสุดท้าย อยากจะฝากว่าปัญหาบางอย่างมีความต่อเนื่องยาวนาน เหมือนกับเป็นเส้นผมครับ ผมอยากจะให้ยุทธศาสตร์ที่เคยทำได้ผลแล้วได้มีการดำเนินการต่อไป อย่าไปจบลงตรงนั้น นี่มันจบไปแล้วนะครับ เหมือนเส้นผมเรานี่ต้องตัดผมอยู่ตลอด เราอย่าหวังว่าผมจะหยุดงอก หรือหญ้ามันจะหยุดงอก เราก็ต้องตัดต่อไป ยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่ได้ผลก็ให้ดำเนินการต่อไป ก็จะช่วยได้มาก ปัญหาก็จะได้ยุติสะดุดหยุดลงได้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ