สฤษดิ์ บุตรเนียร ชื่นชมโครงการอีอีซีในฐานะเมกะโปรเจกต์ที่ต่อยอดจากความพร้อมของอีสเทิร์นซีบอร์ด พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่เวทีโลก
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ ก็ต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านอย่างสูงที่ให้กระผมได้อภิปรายในนามของพรรคภูมิใจไทย แต่ก่อนที่จะลงมติไม่ว่าจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการของเรื่อง อีอีซี (EEC) นี้ โครงการของ อีอีซี (EEC) เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่มี การลงทุนถึง ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนคือ พีพีพี (PPP) ๑.๗ ล้านล้านบาท ในระยะเวลาการลงทุนถึง ๕ ปี โครงการขนาดนี้เป็นขนาดใหญ่ ก็ต้องขอชื่นชมที่ผู้นำกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจที่จะนำโครงการซึ่งเป็นโครงการทั้งใหม่ ทั้งใหญ่ แล้วต้องมีการร่วมมือกันกับภาคเอกชน ก็ต้องขอชื่นชมที่ทุกคนมีความห่วงใย ต่อประเทศชาติ เป็นความห่วงใยของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหาย หรือกระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานในภาพรวม ๆ ของประเทศ หลายคนอาจจะมองว่า อาจจะมองเฉพาะจุดดำบนผ้าขาว แต่ส่วนผมจะมองว่าผ้าขาวซึ่งอาจจะมีจุดดำบ้างเล็ก ๆ ซึ่งก็เป็นอุปสรรคในการที่เราต้องแก้ไขและเป็นโอกาสของประเทศอย่างแท้จริง ทำไมครับ เราต้องมี อีอีซี (EEC) กว่าจะมาถึง อีอีซี (EEC) นี้เราต้องย้อนไปเมื่อ ๓๗ ปีที่แล้ว ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๕ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็ได้ไปดำริโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ขึ้น กว่าจะมาถึง ๓๗-๓๘ ปีนี้ก็เหมือนกับคนละครับ กว่าจะผ่าน วัยเด็ก วัยรุ่น จนศึกษาจบมหาวิทยาลัย มีการทำงานล้มลุกคลุกคลานมา ผ่านประสบการณ์ ต่าง ๆ แล้วจนเป็นอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) มานี่นะครับ แล้วท่านจะเอา ประสบการณ์นี้ไปเริ่มต้นที่ตรงไหนอีกหรือครับ มันเป็นความก้าวหน้าของประเทศ มันเริ่ม จากความเป็นจริงบนรากฐานของความรู้ การลงทุน เทคโนโลยี มันไม่ใช่เพียงแต่เป็น วาทกรรมหรือการเล่ากันมาอย่างเพ้อเจ้อ แต่ทุกอย่างมันเป็นงานที่เราได้มีตัวชี้วัดกันแล้ว ผมว่าที่ตรง อีอีซี (EEC) ในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้า เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง มันเป็นโลก ของดิสรัปทีฟ เทคโนโลยี (Disruptive technology) มีความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจของ เศรษฐกิจโลก มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีต่าง ๆ โลกสู่การเปลี่ยนแปลงครับ แล้วถ้าประเทศไทยเราไม่ปรับละครับ เราจะไม่ตกเวทีโลกหรือ ต้องขอกล่าวอีกครั้งหนึ่ง บางอย่างผมก็ไม่ได้เห็นด้วย แต่บางอย่างครั้งนี้ผมเชื่อวิชัน (Vision) ของผู้นำต้องกล้าตัดสินใจครับ จะทำโครงการ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ซึ่งเป็นโครงการใหญ่และโครงการแรก กล้าคิด กฎหมาย ก็ใหม่ โครงการก็ใหญ่ ถ้าไม่กล้าคิดกล้าทำละครับ รัฐบาลเองที่คิดโครงการนี้ก็คงจะเอา ประสบการณ์ในการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนของเรื่องโฮปเวลล์ (Hopewell) ที่มีปัญหา มาแล้วมาสร้างโครงการต่าง ๆ ทำไมต้องมี อีอีซี (EEC) แต่ผมมองในเรื่องจุดเด่นว่าอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) มันอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ที่เดิมอยู่แล้วก็เป็นชายฝั่ง ที่เรา ก่อร่างสร้างตัวกันมาถึง ๓๗ ปี มีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถนน สนามบิน ท่าเรือ หรือแหล่งท่องเที่ยว ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างก็ถูก การที่ตั้งอยู่ตรงนั้นแล้วมันเจริญ อยู่แล้วก็จริง แต่ถ้าเราไปรวมจัดโซน (Zone) ในอุตสาหกรรม ก็เหมือนร้านทองละครับ มันอยู่รวมกันเยอะ ๆ คนก็จะได้ไปเยอะ ๆ ดีครับ แต่บางทีกระจายมันก็ทำให้เกิด การควบคุมยากอยู่เหมือนกัน จากอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ซึ่งเราเหมือนกับ เป็นโลคอล (Local) ของอาเซียน (ASEAN) แต่ปัจจุบันนี้เรากำลังปรับตกแต่งให้ อีอีซี (EEC) เป็นโกลบอล (Global) เป็นอินเตอร์เนชันนัล (International) เชื่อมโลกจากประเทศอินเดีย ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ถึง ๓,๕๐๐ ล้านคน ครึ่งโลกเชียวนะครับ แต่ขณะนี้ก็ต้องถือว่าเรามีความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ อีอีซี (EEC) จุดแรก คือสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม รัฐยังมีโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ซึ่งมี วิทยาศาสตร์ที่นำประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) รัฐจำเป็นต้องมีโครงสร้าง พื้นฐานที่มีความจำเป็นสำหรับประเทศชาติอย่างมาก โดยการร่วมทุนกับภาคเอกชน ๑. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน ๒. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นศูนย์การบินนานาชาติ ซึ่งมีความสำคัญเราจะเป็นฮับ (Hub) ของการบิน เราจะเป็น ศูนย์กลางซ่อมบำรุงพัฒนาท่าอากาศยาน ซึ่งตรงนี้ครับในอนาคตเชื่อว่าจะเป็นฮับ (Hub) ของการอากาศยานและซ่อมบำรุงที่จะสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล เรามี การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด การที่บอกว่าทำไมครับ ผมเชื่อมั่นว่า ทางผู้บริหารหรือผู้ควบคุมนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้คงจะคิดกันถูกแล้วว่าจากประสบการณ์ ของแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport Link) เอง การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ต้องขาดทุนในการ ดำเนินการเองถึง ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท และขาดทุนสะสมทุก ๆ ปี ปีละ ๓๐๐ ล้านบาท จึงทำให้รัฐพยายามที่จะแก้ไขปัญหาด้วยการให้เอกชนมามีส่วนร่วมในการร่วมลงทุน เพื่อการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน ในวันนี้ผมเชื่ออาจจะไม่จำเป็นสำหรับวันนี้ แต่วิชัน (Vision) ของผู้นำบางทีต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่มองแค่วันนี้ พรุ่งนี้แล้วใครล่ะครับ จะมองเห็นในความเป็นวิสัยทัศน์อันนั้น เพราะวันนี้สนามบินทั้ง ๒ สนามบิน ไม่ว่าจะเป็น สนามบินดอนเมืองซึ่งต้องรับผู้โดยสารถึง ๔๐ ล้านคน ขณะที่มีความจุเพียง ๓๐ ล้านคน สนามบินสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารถึง ๖๒ ล้านคน ขณะที่ความจุเพียง ๔๕ ล้านคน วันนี้เป็น โอกาสของ