พิสิฐ ชี้ปัญหาบัญชีรัฐ หนี้พุ่ง-เงินสดล้น ต้องปฏิรูปการคลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือประเด็นการตรวจสอบรายงานการคลังจากกรมบัญชีกลางและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภายใต้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการบิดเบือนข้อมูลจากการบวกซ้ำ โดยเฉพาะในส่วนของเงินนอกงบประมาณ และเรียกร้องให้ปรับปรุงรูปแบบรายงานให้สะท้อนสถานะการคลังอย่างถูกต้อง ทั้งยังท้วงติงการบริหารหนี้และเงินคงคลังที่ขาดความบูรณาการ พร้อมเสนอให้ใช้เงินสำรองต่างประเทศไถ่ถอนหนี้ต่างประเทศเพื่อลดภาระดอกเบี้ย และผลักดันการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลงทุนผ่านพันธบัตรมากขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้มีการจัดทำงบประมาณแบบรวมรัฐเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามกฎหมาย

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้เวลาท่านสมาชิกเพื่อพูดคุยถึงเรื่องรายงานของกรมบัญชีกลางฉบับนี้ ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณทางกรมบัญชีกลางและทาง สตง. ที่ได้ดำเนินการในการนำเสนอรายงานฉบับนี้ ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรา ๗๕ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ซึ่งถ้าเทียบฉบับนี้กับฉบับก่อน ๆ ก็จะเห็นได้ว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของเงื่อนเวลา เพราะว่าการตรวจบัญชีของ สตง. ในอดีตนี้ มักจะส่งมายังสภาล่าช้า ใช้เวลา ๒ ปีเป็นอย่างน้อยโดยเฉลี่ย แต่ฉบับนี้ท่านสามารถทำได้ภายในเวลาที่กำหนด ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๕ ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ. ใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีการตั้งหมวดหนึ่งขึ้นมาว่าด้วย หมวดวินัยการเงินการคลัง แล้วก็มีการเสนอให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังขึ้นมา เพราะเล็งเห็นว่ารัฐบาลของเราทุกวันนี้ในรอบ ๒๐ ปี มักจะมีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่ค่อย คำนึงถึงภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงได้มีการตราไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ว่าจะต้อง มีการออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งก็ใช้เวลา ๑๐ ปีด้วยกันในการตรากฎหมายนี้ แล้วก็เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อต้นปีที่แล้วนี้เอง เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้มีสิ่งที่ควร แก่การที่จะต้องดูแลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สตง. เมื่อมีการตรวจบัญชีของกรมบัญชีกลาง หรือกระทรวงการคลังก็พึงที่จะต้องเปิดดูกฎหมายฉบับนี้ว่ามีข้อบัญญัติประการใดบ้าง แล้วก็ตรวจว่ารัฐบาลหรือกระทรวงการคลังได้ดำเนินการตามที่บัญญัติหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการกำหนดสัดส่วนต่าง ๆ ของการใช้จ่าย เช่น ในมาตรา ๑๑ มีการระบุถึง สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายต่าง ๆ ว่างบกลางก็ดี หรืองบชำระหนี้ หรือผูกพันก็ดี มีการกำหนดอย่างไร หรือว่าในเรื่องของสัดส่วนเกี่ยวกับหนี้สินและเรื่องของรายจ่าย การชำระหนี้ก็มีการระบุไว้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เช่นกันว่าให้กระทรวงการคลังได้มีการประกาศ ออกมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเห็น สตง. ได้ดำเนินการต่อไปในการตรวจสอบ ปีต่อ ๆ ไปก็คือเอากฎหมายวินัยการคลังฉบับนี้เป็นหลัก แล้วก็ไล่ทีละมาตราว่า กระทรวงการคลังท่านได้ดำเนินการสอดคล้องหรือไม่ แล้วก็มาเขียนในรายงานฉบับนี้ เพื่อที่เพื่อนสมาชิกและประชาชนจะได้รับทราบว่าในเรื่องของวินัยการคลังเราได้มีการปฏิบัติ อย่างเคร่งครัดมากน้อยเพียงใด สำหรับเรื่องของเนื้อหาที่ท่านนำเสนอก็อยากจะขอเรียน ข้อคิดเห็นว่า ผมยังมีความคิดว่าท่านยังยึดติดอยู่กับความเป็นนักบัญชีมากเกินไป ทำให้ การอ่านหรือการดูข้อมูลในนี้จะเข้าใจยาก แล้วก็รายการต่าง ๆ เหล่านี้มักจะมีสิ่งที่ขัดแย้งกัน ตัวอย่างเช่น ท่านดูในหน้าที่ ๑ ของหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง งบแสดงผล การดำเนินงานทางการเงิน ซึ่งแสดงว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ มีการขาดดุล คือรายได้ สูงกว่ารายจ่าย ๓๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ท่านดูในท้ายของจดหมายฉบับเดียวกัน คือในหน้า ๖ ที่ท่านรองปลัดลงนามมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในตารางสุดท้าย ที่ว่านี้ท่านจะโชว์ว่ามีรายรับสูงกว่ารายจ่าย ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นคน ที่ไม่มีความรู้ทางด้านการเงินการคลังมาเปิดดูในหนังสือฉบับนี้ก็จะเกิดความสับสนว่า มันเป็นอย่างไรกันแน่ รัฐบาลมีการขาดดุลหรือมีการเกินดุลกันแน่ เพราะว่าในเอกสาร เดียวกันท่านโชว์ทั้ง ๒ ด้าน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องทางเทคนิค ผมก็ไม่อยากที่จะลงรายละเอียด มากไป แต่เป็นสิ่งที่อยากจะให้ท่านได้พยายามที่จะให้เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารที่สามารถ เป็นที่เข้าใจได้ว่า ตกลงแล้วรัฐบาลได้มีการดำเนินฐานะการคลังอย่างไร เพราะว่าฐานะ การคลังเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญมาก สำคัญไม่เฉพาะแต่ภายในกระทรวงการคลัง ที่จะใช้ในการบริหารงบประมาณเท่านั้น หรือบริหารการใช้จ่ายและรายได้เท่านั้น แต่มีความหมายไปถึงเรื่องของระบบตลาดเงิน ตลาดทุน เขาก็จะดูว่ารัฐบาลได้ทำงาน ทางด้านการเงินการคลังอย่างมีความรับผิดชอบแค่ไหน ขณะเดียวกันนักลงทุนต่าง ๆ ก็จะดู ตรงนี้ด้วย เพราะว่าถ้าเกิดประเทศไหนรัฐบาลขาดความมีวินัย อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับ หลาย ๆ ประเทศ แน่นอนอนาคตก็จะเกิดการล่มสลายของระบบ แล้วก็ทำให้เกิด การไหลออกของเงินทุน อันนี้คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านทำ จึงไม่ควรคำนึงแต่เฉพาะงานดำเนินการของท่านเท่านั้น แต่ควรจะให้เป็นข้อมูลที่นำไปสู่ การวิเคราะห์การทำงานของรัฐบาล แล้วก็นำไปสู่การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจด้วย เพราะว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไปมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลมีสัดส่วนถึง ๑ ใน ๕ ของเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยหรือร้อนแรงเกินไป ตัวหลักเลยก็คือ รัฐบาล เพราะฉะนั้นถ้าเกิดท่านมีข้อมูลที่ดี ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนก็จะเป็นประโยชน์ต่อการ บริหารเศรษฐกิจได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะว่าถ้าเกิดรัฐบาลไม่มีวินัย แล้วก็มีการก่อหนี้มากจนทำให้อนาคตมีปัญหาได้ก็จะเป็นอีก ตัวเลขหนึ่งที่นักลงทุนก็ดี หรือนักวิเคราะห์เศรษฐกิจก็ดีจะพยายามติดตามดู น่าเสียดาย ที่ท่านไม่ได้ทำรายงานนี้ในเอกสารหลัก เพราะเอกสารหลักท่านปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ที่ว่าจะต้องมีการแสดงงบการเงิน แสดงงบเงินสด งบดำเนินการเท่านั้น แต่เรื่องของตัวเลข หนี้ท่านไปซ่อนอยู่ในหมายเหตุ พอไปซ่อนในหมายเหตุก็จะไม่มีรายละเอียดให้เห็นให้ชัดเจน จริง ๆ แล้วเรื่องของหนี้ท่านเขียนไว้เยอะในหมายเหตุเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอ ให้ท่านได้เพิ่มตารางเกี่ยวกับเรื่องของหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ในประเทศซึ่งเดี๋ยวผมจะมี ข้อคิดเห็นอีกหลายประการที่จะขออนุญาตนำเรียนเสนอ

ในรายงานของท่านผมก็อยากจะตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขที่ปรากฏมันเอาไปใช้ วิเคราะห์ไม่ได้เลย เหตุที่เอาไปใช้วิเคราะห์ไม่ได้เลยเพราะมันมีการบวกตัวเลขแบบที่ภาษา บัญชีเขาเรียกว่า ดับเบิลเคานต์ (Double Count) เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลข เงินนอกงบประมาณ ตัวเลขที่มันเป็นเพียงทางผ่านของเงินรายได้แผ่นดินหรือเงินรายจ่าย แผ่นดิน แล้วถ้าเกิดไปบวกอยู่ในรายรับ อยู่ในรายจ่ายรวม ซึ่งอันนี้ในทางการวิเคราะห์ ก็จะทำให้เราไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นฝากท่านไปดูว่า มีวิธีการไหนที่จะลบการมีดับเบิลเคานต์ (Double Count) หรือมีการบวกตัวเลขซ้ำซ้อน อย่างที่มีปรากฏนะครับ

อีกประการหนึ่ง ที่อยากจะขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกต แล้วเมื่อสักครู่ก็ได้คุย กับเจ้าหน้าที่หลายประการด้วยกัน เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าเป็นเรื่องนโยบาย ถ้านโยบายสั่งมา เขาก็จะดำเนินการ แต่ทีนี้เมื่อนโยบายไม่มีเขาก็ได้แค่นี้ ตัวอย่างเช่น ในหน้าเกี่ยวกับ เรื่องของแสดงฐานะการเงินที่ สตง. ได้ตรวจแล้ว ในหน้า ๔ ท่านแสดงเงินสด และรายการ เทียบเท่าเงินสดว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณปี ๒๕๖๑ มีเงินสดถึง ๖๔๔,๐๐๐ ล้านบาท คำถามคือ ทำไมต้องมีเงินสดมากขนาดนี้ จริงอยู่ในอดีตท่านจะต้องมีการกู้เงินระยะสั้นเพื่อที่จะรักษา วงเงินคงคลัง แต่เวลานี้กฎหมายเปลี่ยนแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินในลักษณะนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นคำถามคือทำไมท่านต้องสะสมเงินสดไว้มากขนาดนี้ ขณะที่เรามีหนี้สินอยู่ถึง จำนวน ๔-๕ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามอย่างไรที่จะลดภาระ หนี้ลงไป เพราะว่าในปี ๒๕๖๑ นี้เอง ตัวเลขในรายงานนี้ท่านก็เขียนว่าเรามีภาระในการ ชำระหนี้ถึง ๑๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็ขออนุญาตฝากไปยังกรมบัญชีกลางว่ามีวิธีการไหน หรือไม่ที่ท่านจะทำงานในเชิงบูรณาการร่วมกันระหว่างคนที่บริหารหนี้กับคนที่บริหาร เงินคงคลังให้อยู่ด้วยกัน แล้วก็ใช้หลักของธุรกิจ ก็คือทำอย่างไรถึงจะให้หนี้มันไม่เป็นภาระ ก็คือลดหนี้ให้เหลือเท่าที่จำเป็น เพราะว่าจริง ๆ แล้วใน พ.ร.บ. วินัยการคลังก็มีเขียนเอาไว้ ในมาตราหนึ่งว่าท่านพึงที่จะใช้คำว่า ต้อง ต้องรักษาเงินคงคลังให้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่มีมาก อย่างที่มีปรากฏอย่างนี้ อันนั้นก็ประการหนึ่งที่จะขออนุญาตเรียนเสนอ

อีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของการก่อหนี้ อย่างปี ๒๕๖๑ ท่านมีการก่อหนี้ ถึง ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อชดเชยการขาดดุล ในการก่อนหนี้นี้วิธีการก็คือ ท่านออกพันธบัตรเป็นหลัก แต่ปรากฏว่าประชาชนที่อยากจะซื้อพันธบัตรโดยเฉพาะ พันธบัตรออมทรัพย์ท่านออกน้อยมาก ในจำนวนเงิน ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ออกไป มีพันธบัตรที่ให้ประชาชนซื้อเพียงแค่ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แทบจะบอกว่า แย่งกันซื้อ เพราะว่าประชาชนเอาไปฝากแบงก์ แบงก์ก็กดดอกเบี้ยไว้ต่ำ เพราะฉะนั้น ก็อยากจะขอฝากไปยังกระทรวงการคลังว่าในการออกพันธบัตรต่อ ๆ ไป ขอได้โปรด ออกให้กับประชาชนให้มาก แล้วเหลือเท่าไรจึงจะให้กับแบงก์ เพราะการที่ออกให้แบงก์ เท่ากับถือเป็นการเปิดทางให้แบงก์ไม่ต้องปล่อยกู้กับประชาชน แบงก์ทำตัวเป็นเสือนอนกิน รับเงินฝากจากจากประชาชนดอกเบี้ยต่ำ ๆ แล้วก็มาซื้อพันธบัตรจากท่าน สิ่งที่เราอยากเห็นคืออยากจะให้แบงก์ปล่อยเงินกู้กับเอกชน วิธีการก็คืออย่าให้เขามาซื้อ พันธบัตรมากเกินไป แต่ทุกวันนี้ท่านเปิดทางให้เขาซื้อพันธบัตรเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ส่วนน้อย ก็มาให้กับประชาชน อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะเรียนฝากไว้ให้ท่านได้ช่วยปรับปรุงนโยบายนะครับ

อีกประการหนึ่งที่อยากจะขอเรียนในเรื่องของหนี้ ทุกวันนี้เราก็มีหนี้ ต่างประเทศอยู่อาจจะไม่มากนักก็ตาม แต่ก็เป็นหนี้ต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่มีกับ เอดีบี (ADB) หรือเวิลด์แบงก์ (World Bank) หรือ ไจก้า (JICA) ก็ตาม หนี้เหล่านี้ก็มีดอกเบี้ย ปรากฏว่าดอกเบี้ยทุกวันนี้มันสูงกว่าดอกเบี้ยที่เรากู้จากภายในประเทศ อย่างเช่นพันธบัตร ที่เมื่อสักครู่ผมกล่าวถึงนะครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านกู้เงินโดยการออกพันธบัตร ดอกเบี้ย แค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ท่านไปกู้เงิน เอดีบี (ADB) เมื่อปี ๒๕๖๑ ดอกเบี้ยถึง ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ และผมก็เชื่อว่าหนี้ต่างประเทศที่เราถืออยู่ดอกเบี้ยต้องสูงกว่านี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอยากจะขอเรียนนำเสนอว่าท่านน่าจะต้องไปเสนอนโยบายในการปรับโครงสร้าง หนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยภาวะการเงินปัจจุบันที่ประเทศไทยมีเงินตราต่างประเทศ ไหลเข้ามามาก แบงก์ชาติขณะนี้มีปัญหาเรื่องของการต้องดูดซับสภาพคล่องโดยการออก พันธบัตร แล้วก็เอาเงินไปลงทุนต่างประเทศซึ่งก็ได้ดอกเบี้ยต่ำอีก มิฉะนั้นแล้วเงินบาทก็จะมี การแข็งค่าขึ้นมากกว่านี้อีก แล้วก็เดือดร้อนกับผู้ส่งออก เพราะฉะนั้นทางออกทางหนึ่ง ก็อยากจะเรียนเสนอว่ากระทรวงการคลังน่าจะได้ประสานงานกับแบงก์ชาติ ก็เป็นประโยชน์ กับแบงก์ชาติเองว่าไม่ต้องไปออกพันธบัตรเพื่อดูดซับ แต่เอาเงินส่วนที่ท่านไปเป็นหนี้อยู่ ไปคืนเขาเสีย คืนหนี้ต่างประเทศเหล่านี้ ๑. เป็นการลดแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน ๒. ก็คือเป็นการลดหนี้ของประเทศ ท่านประกาศได้เลยครับว่าประเทศไทยจะไม่มีหนี้ ต่างประเทศ อันนี้จะเป็นเรื่องที่ประเทศไทยจะมีความภาคภูมิใจครับว่าเราไม่มี หนี้ต่างประเทศอีกต่อไปนะครับ ถ้าท่านสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้

ขณะเดียวกันสิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตเรียนเสนอต่อไป ก็คือเรื่องของ การใช้เงินคงคลัง ผมอยากจะให้ สตง. ได้ช่วยดูแลเรื่องนี้ เพราะว่าในรายงานของท่าน ท่านรับรองงบโดยไม่ได้ให้ข้อท้วงติงหรือให้เงื่อนไขแต่ประการใด ทั้งที่ในอดีต สตง. เคยท้วงติงในเรื่องของการดูแลเกี่ยวกับเรื่องของที่ราชพัสดุว่าได้มีการตราราคาที่อาจจะ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนี่คืออดีต แต่งบฉบับนี้ปรากฏว่า สตง. ท่านไม่ทำหน้าที่นี้เลยครับ เวลาที่เราไปดูผู้สอบบัญชีภาคเอกชนเขาจะมีการตั้งข้อสังเกตหรือมีการรับรองอย่างมีเงื่อนไข ถ้าเกิดเขาเห็นว่าอะไรที่มันไม่ถูกไม่ต้องนะครับ ในกรณีนี้ก็เช่นกันครับผมอยากจะเห็น สตง. ได้ทำหน้าที่นี้ในการไปตรวจสอบและท้วงติงรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของวินัยการคลัง อย่างเช่น เมื่อสักครู่ผมกล่าวถึงเรื่องของการใช้เงินคงคลัง อันนี้เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังเอง ก็เดือดร้อนมาตลอด เพราะว่าสำนักงบประมาณท่านไม่ตั้งงบให้เลยต้องไปเดือดร้อนไปใช้เงิน คงคลัง ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญที่จ่ายให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุก็ตาม หรือค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ปรากฏว่า กระทรวงการคลังไม่ได้รับงบประมาณที่เพียงพอ เพราะสำนักงบประมาณไม่ได้ตั้งให้ก็เลยต้อง ไปใช้เงินคงคลัง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สามารถประเมินได้นะครับ ผมอยากจะเห็น สตง. ในฐานะ ที่เป็นองค์กรอิสระได้ท้วงติงรัฐบาลว่าจะต้องมีการตั้งงบนี้ให้เพียงพอ มิฉะนั้นแล้วก็ต้องมา เบียดบังเอางบในปีต่อ ๆ ไปโดยการมาตั้งงบชดใช้เงินคงคลัง แล้วก็ปรากฏว่าในงบปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา งบที่จ่ายในปี ๒๕๖๒ ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นการใช้เงินอย่างที่ว่านี้ ก็ไม่ได้มีการตั้งใช้ให้เพิ่งจะมาตั้งใช้ในปี ๒๕๖๓ ที่จะเข้าในเดือนหน้า อันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของภารกิจที่ผมอยากเห็นทางกระทรวงการคลังร่วมมือกับ สตง. ได้โปรดช่วยกันพิจารณา ที่จะให้งบอันนี้ของท่านเป็นงบที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงนะครับ จริง ๆ แล้วยังมีรายละเอียดอีกหลาย ๆ ประการในงบนี้ แต่เพื่อที่จะไม่ให้เสียเวลา ท่านสมาชิกผมก็ขออนุญาตที่จะนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ แต่ว่าอยากจะขอฝากท่านเป็น ประการสุดท้ายว่า ตาม พ.ร.บ. วินัยการคลัง มาตรา ๘๕ ท่านจะต้องทำงบ คอนโซลิเดต (Consolidate) คอนโซลิเดต (Consolidate) ก็หมายถึงว่าเป็นงบที่ไม่ได้คำนึง หรือรวมทำ เฉพาะแต่รายได้รายจ่ายที่กระทรวงการคลังดูแลในบัญชีเงินคงคลังเท่านั้น แต่จะต้อง หมายรวมถึงการใช้จ่ายต่าง ๆ ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐที่ต้องครอบคลุมที่เรียกว่า พับลิก เซกเตอร์ (Public sector) เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเห็นท่านได้เตรียมการในเรื่องนี้ เพราะว่าในกฎหมายเขียนไว้ว่าภายในเวลา ๓ ปี นี่ก็ผ่านไปปีครึ่งแล้วผมไม่แน่ใจว่าท่านทำไป ถึงไหน แต่ว่ามันเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวงมาก ผมไม่อยากเห็นท่านทำผิดกฎหมายข้อนี้ เพราะผมจะคอยมาติดตามดูแลว่าเรื่องของ คอนโซลิเดเต็ด พับลิก แอคเคานต์ (Consolidated public account) ท่านได้มีการเตรียมการไว้แค่ไหน เพราะอันนี้จะเป็น เครื่องมือสำคัญที่เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลไทยได้มีข้อมูลทางการคลังที่โปร่งใส แล้วก็ตรวจสอบได้อย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณมากครับ