กฤช เอื้อวงศ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมเกี่ยวกับปัญหางบประมาณของ กกต. ที่เกินรายรับในปี 2559 และ 2560 โดยอธิบายว่าเกิดจากการนำเงินสะสมมาใช้จ่ายแทนการจัดสรรที่ไม่ครบถ้วนในส่วนค่าตอบแทนบุคลากร พร้อมชี้แจงถึงความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัย รวมถึงการเลื่อนกิจกรรม การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และการปรับโครงสร้างบุคลากร ขณะเดียวกันได้นำเสนอผลการประเมินปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมาจากการรวบรวมข้อขัดข้อง 23 ด้านจากทั่วประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงการปฏิบัติงานและเสนอแนวทางแก้ไขทั้งในด้านกฎหมาย ระเบียบ และการบริหารงาน รวมถึงการปรับแผนยุทธศาสตร์ของ กกต. ให้สอดคล้องกับแผนชาติ พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการหมู่บ้านไม่ขายเสียงที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2559 และแผนการขยายผลเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกต่อต้านการซื้อเสียงในสังคมต่อไป
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม กฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้งขออนุญาตรบกวนเวลาทางสภาแห่งนี้ในการตอบข้อชี้แจง บางประเด็นกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านจริง ๆ อยากจะตอบหลาย ๆ ท่านให้ ครบถ้วน แต่เนื่องจากเวลาอาจจะไม่อำนวย ท่านแรกขออนุญาตชี้แจงตอบท่านพิจารณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้ถามไว้หลายประเด็น ซึ่งท่านได้เริ่มต้นคำถามที่มีประเด็น ที่ต้องชี้แจงหลาย ๆ เรื่อง เรื่องแรกที่ท่านได้ถามว่างบประมาณรายจ่ายสำหรับตัวรายงาน ประจำปี ๒๕๖๐ ที่ว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยเฉพาะในส่วนของงบบุคลากร ขออนุญาตเรียนเป็นข้อเท็จจริงให้ทราบ ในปี ๒๕๕๙ ทางสำนักงาน กกต. ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น ๑,๖๒๐ ล้านบาท เราใช้ ๑,๘๑๖ ล้านบาท เกินกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรร ๑๙๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๐ ได้รับจัดสรร ๑,๕๗๑ ล้านบาท ใช้งบประมาณจริง ๑,๗๔๔ ล้านบาท เกินงบประมาณไป ๑๗๓ ล้านบาท ถามว่าส่วนเกินนี้สำนักงานได้มาจากไหน เรามาจากเงินสะสมซึ่งเรามีอยู่ใน สำนักงาน กกต. นะครับ ที่จำเป็นต้องนำเงินสะสมมาใช้ เพราะว่างบประมาณหลายรายการ โดยเฉพาะงบค่าตอบแทนบุคลากรเราไม่ได้รับจากสำนักงบประมาณ ผมยกตัวอย่าง เช่นในส่วนของหมวดค่าตอบแทนบุคลากร เช่น เงินบำเหน็จให้กับพนักงานที่เกษียณอายุ เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วก็เงินส่งเสริมประสิทธิภาพ ซึ่งเงินเหล่านี้ในแต่ละปี สำนักงบประมาณไม่ได้จัดสรรให้เรา จึงจำเป็นที่จะต้องมีการนำเงินสะสมมาใช้ทำให้รายจ่าย สูงกว่ารายรับที่เราได้มา อันนี้เป็นประเด็นแรกขออนุญาตตอบท่านสุรทิน พิจารณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม
ประเด็นที่ ๒ เรื่อง การเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนที่ตามรายงานประจำปี บอกว่า ใช้จ่ายไปประมาณ ๕๐.๑๓ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณที่ตั้งไว้นะครับ ซึ่งสะท้อนถึง ความไม่มีประสิทธิภาพของการดำเนินการ ขออนุญาตเรียนว่า ในปี ๒๕๖๐ สำนักงาน มีโครงการมีกิจรรมตามแผน ๒๐ โครงการ ๔๗ กิจกรรม งบประมาณคือ ๒๒๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งทุกโครงการท่านเลขาธิการได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการทั้งสิ้น แต่มีบางกิจกรรม ที่ไม่สามารถดำเนินการได้เลยต้องเลื่อนการดำเนินการไปในปี ๒๕๖๑ ซึ่งมีจากหลายสาเหตุ ด้วยกันนะครับ ผมขออนุญาตเรียนว่าที่เห็นงบประมาณว่าใช้ไป ๕๐.๑๓ เปอร์เซ็นต์นั้น มีสาเหตุมาจากประการสำคัญหลัก ๆ อยู่ ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก อย่างที่ผมเรียนบางกิจกรรมไม่สามารถทำได้ทัน ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ จึงเลื่อนไปดำเนินการในปี ๒๕๖๑ เงินในส่วนนี้จึงไม่ปรากฏว่ามีการ ใช้จ่ายในปี ๒๕๖๐ หรือบางกิจกรรทำทันในปลายปี ๒๕๖๐ แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทัน ก็ต้องไปตั้งเบิกจ่ายไว้ในปี ๒๕๖๑ ทำให้ยอดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ปรากฏอยู่ในแผน การใช้จ่ายในปี ๒๕๖๐
ประการที่ ๒ ในช่วงปี ๒๕๖๐ ขออนุญาตเรียนว่าในช่วงนั้นเป็นช่วง รอยต่อของกฎหมายใหม่ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๐ กิจกรรมบางกิจกรรมต้องมีการปรับเปลี่ยนไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้บริบทของ กฎหมายเดิม จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมจึงไม่สามารถจะดำเนินการได้ในบาง กิจกรรมอย่างที่ผมได้กราบเรียนที่ประชุมไปแล้ว
ประการที่ ๓ งบประมาณบางรายการไม่สามารถดำเนินการเบิกจ่ายได้ เช่น งบบุคลากร เนื่องจากในปี ๒๕๖๐ สำนักงาน กกต. มีการปรับโครงสร้างบุคลากรภายในใหม่ มีการทำมาตรฐานตำแหน่งใหม่ การดำเนินการต่าง ๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจึงไม่สามารถ ใช้จ่ายงบประมาณในส่วนของบุคลากรในบางกิจกรรมได้ อันนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ยอด ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เท่านั้นนะครับ
ประเด็นต่อมาที่จะขออนุญาตชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือมีหลาย ๆ ท่าน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้สอบถามเกี่ยวกับปัญหา และข้ออุปสรรค ข้อขัดข้อง ในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา ก็ขออนุญาตเรียนว่าสำนักงาน กกต. เล็งเห็นถึงปัญหา แล้วก็อุปสรรคข้อขัดข้องในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา เรามีการ ประเมินผลในการจัดการเลือกตั้ง ประเมินผลเราทำหลายมิติ ในส่วนของสถาบันการศึกษา เรามีการมอบหมายให้ทางสถาบันการศึกษาได้เข้ามาทำการวิจัยประเมินผลทั้งในส่วนของ การบริหารจัดการเลือกตั้ง แล้วก็ปัญหาจากข้อจำกัดของกฎหมาย มีการจ้างมหาวิทยาลัย เข้ามาดำเนินการในส่วนนั้น แต่ในส่วนสำนักงาน กกต. เองเราก็มีการถอดบทเรียนปัญหา ในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา เราให้ทุกจังหวัดทั้ง ๗๗ จังหวัดไปประชุมกับ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับตั้งแต่ระดับหน่วย ระดับเขตจนถึงระดับจังหวัด เพื่อถอดบทเรียนว่า เรามีปัญหาและข้อจำกัดในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเรารวบรวม ไว้ได้เป็น ๒๓ ประเด็นใหญ่ ๆ เราทำเป็นมายด์แม็ป (Mind map) ไว้เรียบร้อย ตั้งแต่ เรื่องอะไรบ้าง ตั้งแต่เรื่องของปัญหา เรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้ง ปัญหาเรื่องการจัดการ เลือกตั้งล่วงหน้า ปัญหาเรื่องบุคลากร รวมถึงประเด็นที่มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้ พูดถึงว่ามีปัญหาเรื่องกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมีน้อยมีเพียง ๕ คนต้องมาดำเนินการ จัดการเลือกตั้งในเวลาที่ขยายเพิ่มขึ้นถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา อันนี้ก็เป็นประเด็นอยู่ในปัญหาเรื่องการถอดบทเรียนด้วย ปัญหาเรื่องงบประมาณและการ เบิกจ่าย ปัญหาเรื่องการสนับสนุนผู้สมัครกับพรรคการเมือง ปัญหาเรื่องการสืบสวนหาข่าว แม้กระทั่งปัญหาเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งเราก็มีเป็นประเด็นที่ ๑ ใน ๒๓ ประเด็นที่จะมีการ ถอดบทเรียน รวมทั้งปัญหาเรื่องการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ หรือที่เรียกว่า แรปพิด รีพอร์ต (Rapid Report) ซึ่งทั้งหมดเรามีการทำสรุปประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ แล้วก็ ในวันพรุ่งนี้กับวันมะรืน คือวันที่ ๕ กับวันที่ ๖ กันยายน เราจะมีการประชุม ทั้งในส่วนกลาง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด สำนักงานการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ ทั้ง ๗๗ จังหวัด เพื่อจะเอาปัญหาทั้งหมดนี้มาถอดบทเรียน เพื่ออะไรครับ
ประการแรก ถอดบทเรียนให้เห็นว่าข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการจัดการ เลือกตั้งมันมาจากสาเหตุอะไรบ้าง เรามีแนวทางในการแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งเสนอเป็น ๓ แนวทาง แนวทางแรก ถ้าเห็นว่าปัญหาข้อจำกัดนั้นมาจากปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้ ของกฎหมาย ทางสำนักงาน กกต. ก็อาจจะมีการเสนอไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาว่าท่านเห็นสมควรหรือไม่อย่างไร ในการที่จะปรับแก้ไขกฎหมายในส่วนที่ เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นปัญหาที่มาจากข้อจำกัดของกฎหมาย
ประการที่ ๒ ถ้าเกิดว่าปัญหานั้น มาจากระเบียบหรือประกาศของสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งเองนี่เราก็จะมีการแก้ไขประกาศ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
แนวทางที่ ๓ ถ้าปัญหานั้นมาจากการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติในพื้นที่ เราก็จะ มีการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ตัวอย่างเช่นการปฏิบัติงานของ กรรมการประจำหน่วย เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีการถอดบทเรียนแล้วก็จะมีการ เผยแพร่ให้ทราบว่าสรุปแล้วนี่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติ หรือจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ตาม กกต. จะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การ เลือกตั้งมีประสิทธิภาพเป็นไปอย่างที่สังคมเขาคาดหวังอย่างไร ก็ขออนุญาตนำเรียน ในประเด็นนี้
อีกเรื่องหนึ่ง ที่มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามถึงแนวทางในการตั้งคำขอ งบประมาณในปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๓ ว่า กกต. มีการปรับแนวทางหรือไม่อย่างไร ขออนุญาตเรียนว่าในปี ๒๕๖๑ กับปี ๒๕๖๒ ก็คงจะเป็นการดำเนินการตามแผน ซึ่งเรามี แผนยุทธศาสตร์เดิมที่เราเคยตั้งไว้นะครับ ในปี ๒๕๖๐-๒๕๗๙ นะครับ แต่ในปี ๒๕๖๓ เราจะมีการปรับแผน ๒๐ ปี มีการทบทวนยุทธศาสตร์ของสำนักงาน กกต. ใหม่ เพื่อให้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีการปรับแนวทาง ปรับโครงการปรับกิจกรรมใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแผนชาติด้วย
แล้วก็ในส่วนสุดท้ายครับ เป็นข้อมูลเล็ก ๆ ที่ขออนุญาตนำเรียนท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ขออนุญาตเอ่ยนามที่ท่านได้กรุณาพูดถึงหมู่บ้านไม่ขายเสียง ขออนุญาตเรียน เป็นข้อมูลว่าโครงการนี้เราเริ่มต้นในปี ๒๕๕๙ ในปี ๒๕๖๐ เรามีการตั้งหมู่บ้านไม่ขายเสียง ทั้งหมด ๙๒๘ หมู่บ้าน อำเภอละ ๑ หมู่บ้าน แล้วปี ๒๕๖๑ มีการขยายผลเพิ่มขึ้นอีก เป็น ๑,๙๘๖ หมู่บ้าน แล้วก็ในปี ๒๕๖๒ เรามีเป้าหมายจะตั้งหมู่บ้านไม่ขายเสียงอีก ๗,๔๒๔ หมู่บ้านซึ่งขณะนี้เราก็ได้อีกจำนวนหนึ่ง คือได้ประมาณ ๑,๕๕๙ หมู่บ้าน แล้วก็ ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่ง กกต. มีเป้าหมาอยากจะให้ทุกหมู่บ้านได้ประกาศตัวเอง เป็นหมู่บ้านไม่ขายเสียง แล้วก็ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง แล้วก็ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี่ปัญหานี้จะเป็นปัญหาที่ทุกคนตระหนัก และก็จะช่วยกันรณรงค์แก้ไขปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ก็ขออนุญาตนำเรียนชี้แจง ที่ประชุมเท่านี้ ขอบคุณครับ