รังสิมา รอดรัศมี หารือปัญหาการซื้อเสียงที่ทวีความรุนแรง โดยตั้งข้อสังเกตถึงข้อบกพร่องของ กกต. ที่ขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากร ทำให้การตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ไร้ประสิทธิผล เสนอให้ทบทวนหรือยกเลิกตำแหน่งดังกล่าว และเรียกร้องให้ปรับปรุงการทำงานของ กกต. ให้เน้นการสืบสวนมากกว่าการประชาสัมพันธ์ รวมถึงเสนอให้มีการศึกษาประชาชนตั้งแต่เด็กเพื่อป้องกันพฤติกรรมการขายเสียง และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้มหาดไทยเข้ามารับผิดชอบการเลือกตั้งแทน
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม วันนี้ดิฉันจะอภิปรายเกี่ยวกับรายงานผลการปฏิบัติงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ ดิฉันเคยอภิปรายในการ ประชุมที่ผ่านมาเกี่ยวกับแผนปฏิรูป ๒๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ฟัง ดิฉันแล้วนี่ท่านก็จะเข้าใจว่าดิฉันอภิปรายไปในแนวทางไหนนะคะ วันนี้ก็จะมีแนวทางเดิม เผื่อบางท่านไม่ได้ฟัง แต่ก็จะมีเพิ่มในบางประเด็น คือจากการเลือกตั้ง ดิฉันก็ลงสมัครมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ แล้วก็ได้เป็น ส.ส. มา ๕ สมัยติดต่อกันก็ไม่เคยเห็นว่า มีการเลือกตั้งเจอผู้สมัครเฉพาะวันสมัคร แต่หลังจากสมัครแล้วดิฉันไม่เห็นผู้สมัคร หาเสียงเลยนะคะ ก็แจกสตางค์อยู่บ้านโดยที่ไม่ต้องออก ดิฉันเดินแทบตายเลย แต่ดิฉันก็เป็น คนที่โชคดีที่เกิดในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ถ้าดิฉันไม่เกิดจังหวัดสมุทรสงครามป่านนี้ แพ้ไปตั้งแต่สมัยที่ ๒ แล้ว เพราะว่าสมัยแรกดิฉันก็แพ้จากการซื้อเสียง ดิฉันไม่ได้ซื้อเสียง แต่ดิฉันก็ได้ปฏิญาณตนไว้ว่าถ้าดิฉันจะเป็นนักการเมืองให้ดิฉันไปซื้อเสียงแล้วมาโกงแผ่นดิน ดิฉันไม่เป็นดิฉันไปทำอาชีพอื่น ดิฉันไปเป็นพยาบาลก็ได้ ไปเป็นอาชีพที่ดิฉันชอบทำ ร้านอาหารก็ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนทาง กกต. ว่าจาก ๖ สมัยที่ดิฉันลงสมัครมา เพิ่งเจอครั้งนี้ว่ามันมีความผิดปกติหลายอย่าง การซื้อเสียงท่านรู้อยู่แก่ใจเลยว่ามันซื้อกัน จนแบบทั้งวันทั้งคืน ดิฉันเคยอภิปรายเมื่อคราวที่แล้วว่าคนรับหลายเบอร์ ๔ เบอร์ ๕ เบอร์ เหมือนการประมูลกันเลย พรรคนี้ซื้อ ๓๐๐ บาท พรรคนี้ซื้อ ๕๐๐ บาท พรรคนี้ซื้อ ๑,๐๐๐ บาท พรรคนี้ซื้อ ๑,๕๐๐ บาท แต่อย่างจังหวัดดิฉันสูงสุดแค่ ๑,๕๐๐ บาท แต่จังหวัดอื่นดิฉันทราบว่า ๓,๐๐๐ บาทต่อคน บางคนได้ตั้ง ๔,๐๐๐ กว่าบาท แล้วไม่รู้จะ เลือกใคร ก็มหาดิฉันว่าคุณหมอจะเลือกใครดี ดิฉันบอกเลือกรังสิมา รอดสิมา สิคะ เบอร์ ๑๒ ดิฉันได้เข้ามา ก็คือจากเขาไม่สามารถที่จะตัดสินเลือกใครได้ เพราะมันซื้อหลายเบอร์ เพราะฉะนั้นการซื้อเสียงทั้งประเทศมีความรุนแรงมากขึ้น ดิฉันลงมา ๖ ครั้ง ครั้งนี้ เป็นครั้งที่รุนแรงมากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถที่จะจับได้เลยแม้แต่คนเดียวท่าน กกต. ก็ทราบดี แต่ว่าการทำงานของท่านดิฉันก็ขอติงว่า อย่างเช่น ดิฉันเห็นว่ามีการซื้อเสียงกันดิฉันวิ่งไปดู ดิฉันก็เห็นว่ามันมีการซื้อเสียงแล้วก็ร้องไปที่ กกต. กกต. จังหวัดก็บอกว่ามีพนักงาน แค่ ๒ คน เพราะว่ามันซื้อกันหลายจุดมากเลย เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอไม่รู้จะไปจับตรงไหน ก่อนได้พอจะไปจับตรงนี้ ตรงนี้ซื้อเสร็จแล้ว พอไปตรงนั้นตรงนั้นก็ซื้อเสร็จแล้ว แล้วมี แค่ ๒ คน เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอคือเขาก็ให้ทำงานทั้งสำนักงานด้วย แล้วก็เป็นคนที่หาข่าว ด้วยออกไปจับการซื้อเสียงด้วยมันไม่สามารถทำได้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า การทำงานของท่านมันไม่ได้ประสิทธิภาพไม่ได้ประสิทธิผล เพราะว่าคนทำงานท่าน ไม่เพียงพอ ท่านต้องแยกระหว่างเจ้าหน้าที่ที่อยู่สำนักงานออฟฟิศกับคนที่หาข่าวลงพื้นที่ ต้องแยกกัน แต่ถ้าท่านให้ทั้ง ๒ คนมาทำหน้าที่พร้อมกัน พออกไปหาข่าวข้างนอก ที่สำนักงานมีคนมาร้องเรียนต้องมาทำเรื่องเอกสารอย่างนี้มันก็ไม่ได้งานเท่าที่ควร แล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพ
อีกประการหนึ่ง คือผู้ตรวจการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการเลือกตั้งดิฉันก็ถามเขาว่า เขาไปทำอะไร คือดิฉันมีเพื่อนอยู่ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เขาก็บอกว่าครั้งแรกเขาได้จับสลาก ไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วจังหวัดที่เขาได้ไปเขาก็ไม่รู้พื้นที่เลย พอเขาไปแล้วเขาก็ไม่รู้จัก ประชาชนอีก เพราะว่าเขาไม่ใช่คนในพื้นที่นั้น แล้วก็ไม่มีอำนาจอะไร เพราะฉะนั้นเวลาไป แล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เขาได้เงินค่าตอบแทนเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วยังได้ค่ารถ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พักอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นบางจังหวัดมี ๕ คน มี ๘ คน แล้วแต่จังหวัดเล็ก จังหวัดใหญ่ ค่าใช้จ่ายอันนี้ดิฉันคิดว่ามันสูญเสียเปล่าประโยชน์ เมื่อมีผู้ตรวจการการเลือกตั้ง แล้วไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่ไปจับผิด กกต. อย่างนี้ดิฉันก็คิดว่าเจ้าหน้าที่ กกต. ที่อยู่ประจำเขาก็หมดขวัญกำลังใจ แทนที่ว่าจ้างเขาตั้ง ๕๐,๐๐๐ บาท ให้เขาไปทำงาน อย่างอื่นจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะฉะนั้นอันนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะไปปรับปรุง แล้วก็แก้ไขหน้าที่อำนาจต่าง ๆ ที่จะให้เขา แต่ว่าเพื่อนดิฉันเขาบอกว่าควรจะยกเลิกไปเลยไม่ควรมีอันนี้นะคะ ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และ
อีกประการหนึ่ง คือทาง กกต. ทางผู้หลักผู้ใหญ่ใน กกต. ดิฉันมองว่าไม่ได้ให้ ความสำคัญกับพนักงานสอบสวนเลย ดิฉันคิดว่าพนักงานสอบสวนก็มีความสำคัญ ที่จะต้องทำงานทางด้านการสืบสวนสอบสวน แต่ดิฉันเห็นว่าท่านไปเน้นเรื่องการ ประชาสัมพันธ์มากกว่า ประชาสัมพันธ์อะไรลงเฟซบุ๊ก ลงไลน์ เปิดป้ายถ่ายรูปอะไรอย่างนี้ ถ่ายรูปเพื่อไปลงไลน์ ไปลงเฟซบุ๊ก อันนี้ไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าที่ควร คือได้แต่ไม่ได้คุ้มค่า ดิฉันก็มองว่าท่านต้องปรับการทำงานของ กกต.
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องยุทธศาสตร์ที่ ๒ หน้า ๓๘ ดิฉันอ่านแล้ว เรื่องการ เสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน กิจกรรมคือรณรงค์ หมู่บ้านไม่ให้มีการขายเสียง และมีการมอบโล่ว่าไม่มีการขายเสียง แต่ดิฉันเห็นไม่มีหมู่บ้าน ไหนไม่ซื้อเสียงเลย ซื้อทุกหมู่เลยนะคะ แล้วก็ไม่มีการมอบโล่ว่าไม่ซื้อเสียง คนที่รับโล่ เป็นหัวคะแนนในการซื้อเสียง
อีกประการหนึ่ง อีกนิดนะคะ คือการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยิ่งมีความรุนแรง มากขึ้น ท่านลองคิดดู เลือกผู้ใหญ่บ้านจังหวัดสมุทรสงครามซื้อหัวละ ๕,๐๐๐ บาท เพราะมันมีแค่ ๑๐๐ คน ซื้อหมู่หนึ่งก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เล่นการพนันได้เป็น ล้านบาท เพราะฉะนั้นการพนันทำให้การเลือกตั้งเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเลือก ส.ส. ส.ว. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะมี อบต. นายก อบจ. อีก การเลือกตั้งถ้าการพนันเข้ามาก็จะทำให้การเมือง เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าเกิดท่านแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ ถ้าจะยุบ กกต. ไปรวม ให้มหาดไทยทำจะดีไหม คือถ้ามันทำแล้วมันไม่ได้ผล ดิฉันเคยเห็นการเลือกตั้งที่ผ่านมา บอกว่าการซื้อเสียงซื้อไปเลย กกต. เคลียร์ได้ ถ้ามันจับไม่ได้ก็สบายไป แต่ถ้ามันจับได้ เคลียร์ได้ อันนี้ความศรัทธาของพี่น้องประชาชนมันก็จะหมดไป เพราะฉะนั้นคนมีเงินมันก็ซื้อ ดิฉันอยากให้ท่านแก้ลำ คือไม่อยากให้ไปรณรงค์ว่าอย่าไปเลือกคนซื้อเสียง อยากให้ท่านพูด ไปเลยใครซื้อเอาให้หมด แล้วให้มันหมดหมดไปเลยล่มจมไปเลยหมด ทรัพย์สินหมดไป แต่ท่านต้องไปให้ความรู้ประชาชนให้ความรู้ ให้การศึกษาตั้งแต่เด็ก ครู ว่าอย่าเลือก คนซื้อเสียง แต่เวลาใครเอาเงินมาให้ให้รับไว้ เงินไม่ใช่งูไม่กัด แต่ถ้าเลือกคนซื้อเสียงประเทศ จะล่มจมฉิบหาย ขอบคุณค่ะ