เทพไท เสนพงศ์ วิพากษ์วิจารณ์ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปรียบเทียบกับยุคที่กระทรวงมหาดไทยดูแลการเลือกตั้ง ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และผลสัมฤทธิ์ของการรณรงค์ป้องกันการซื้อเสียง พร้อมแสดงความกังวลต่อการจัดหลักสูตรอบรมให้กับองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. ที่อาจกระทบต่อความเป็นกลาง และเรียกร้องให้ทบทวนมติดังกล่าวส่งถึงประธาน กกต.
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้อภิปรายแสดงความเห็นเรื่องรายงานการประชุม การรายงานการทำงาน ของ กกต. ซึ่งทุกปีผมก็มีโอกาสที่ได้อภิปรายแสดงความเห็น แต่ว่าได้ว่างเว้นไปเป็นเวลา ๕ ปี อันนี้ก็กลับมาอีกครั้งหนึ่งก็ถือโอกาสนี้อภิปรายแสดงความเห็นเรื่องรายงานผล การปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งได้เกิดขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์ของคนทั้งประเทศที่ผ่านการเลือกตั้ง การจัดการ เลือกตั้งจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตอนนั้นก็เห็นอยู่ว่ากระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง แล้วเกิดข้อร้องเรียนเกิดข้อครหามากมาย คนที่เป็นรัฐบาลที่รักษาการในช่วงการเลือกตั้ง ควบคุมกระทรวงมหาดไทยให้กระทรวงมหาดไทยไปจัดการเลือกตั้ง มีการทุจริต มีการใช้ อำนาจรัฐมากมาย ทุกคนก็เรียกหาองค์กรกลางขึ้นมาองค์กรหนึ่งเป็นองค์กรอิสระ นั่นคือที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้งจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จนถึงวันนี้ ๒๕๖๒ ๒๔ ปีแล้วครับท่านประธาน ถ้าเป็นคนก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะ ถ้าหากจะบอกว่าจะเข้าสู่ วัยเบญจเพสก็ว่าครับท่านประธาน แต่ถ้าหากว่าท่านประธานเปรียบเทียบดู ผมเชื่อว่า ท่านประธานก็คงผ่านประสบการณ์การจัดการเลือกตั้ง โดยกระทรวงมหาดไทยมาแล้ว ตอนที่ท่านประธานเป็น ส.ส. ครั้งแรก ท่านประธานก็ลองหลับตาดู แล้วก็คิดดูว่าระหว่าง การจัดการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทยใน ๒๔ ปีที่ผ่านมากับการจัดการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการเลือกตั้งในปีนี้หรือในปีที่ผ่านมาที่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งต่างกัน อย่างไร หลายคนก็บอกกับผมว่าไม่ค่อยต่างกันนะครับ เรากำลังหนีเสือปะจระเข้ เพียงแต่ว่า รูปแบบมันแตกต่างกัน ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่อารมณ์ความรู้สึกของแต่ละท่าน ซึ่งผมก็ไม่สามารถ ที่จะไปตัดสินได้นะครับ แต่ว่าถ้าดูจากรายงานของการทำงานของ กกต. ชุดนี้ ซึ่งเป็นปี ๒๕๖๐ ผมก็คงจะไม่ลงรายละเอียดอะไรมากหรอกครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องเก่า แต่ว่า เอาที่มันเกี่ยวเนื่องกับชุดปัจจุบัน และก็ที่จะทำในอนาคต ถ้าดูอย่างผิวเผินพูดถึงโครงการ ต่าง ๆ ในการพัฒนาตามยุทธศาสตร์กลยุทธ์ เรื่อง เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าดูกิจกรรมตั้งแต่การรณรงค์หมู่บ้านไม่ขายเสียง การรณรงค์สร้างจิตสำนึกวิถีทาง หลายโครงการท่านประธาน ถ้าเราเอาผลจากการเลือกตั้งที่ ท่านศุภชัย ใจสมุทร ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้บริสุทธิ์ยุติธรรม ใสสะอาด นั่นก็แสดงว่าการไปจัดกิจกรรมรณรงค์ไม่ขายเสียง และกิจกรรมที่ผ่านมาของ กกต. ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาท่านประธานก็เห็นว่า กกต. ไม่สามารถให้ใบแดงในการทุจริตซื้อเสียงได้แม้แต่คนเดียว นั่นก็หมายความว่าประสบ ผลสำเร็จในการรณรงค์ไม่ให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะพูดแต่เวลาค่อนข้างจำกัดมาก ซึ่งผมก็พูด ทุกองค์กรละครับ ก็คือการจัดการศึกษา หลักสูตร พตส. ก็เรียนกับท่านประธานเลยว่า ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เรียนหลักสูตรอยู่ในหลายหลักสูตร แต่ว่าหลักสูตรที่ผมเรียน เป็นหลักสูตรขององค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร อิสระ ซึ่งที่ผมต่อต้านในเรื่องนี้ก็คือว่า ผมเห็นปรากฏการณ์จากกลุ่มคนเพื่อนฝูงของผม กลุ่มในที่เรียนในหลักสูตรเหล่านี้มีไม่เกิน ๓,๐๐๐ คนหรอกครับท่านประธาน แห่กันไป ชวนกันไปเรียนกันไปเรียนกันมา สุดท้ายก็มาเรียนที่หลักสูตรขององค์กรอิสระ และองค์กรที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ไปสร้างคอนเนกชัน (Connection) กันท่านประธาน ไปสร้างความเป็นพรรคพวกกัน คือท่านอาจจะปฏิเสธว่าไม่จริงหรอก ไม่สามารถที่จะทำได้ หรอกทุกอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ท่านประธานเชื่อไหมว่าในสังคมไทย ในสังคมที่มีระบบ อุปถัมภ์นี่เราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ความเป็นเพื่อนฝูงบางทีเราเพิกเฉยไปก็จะทำให้ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นได้ครับ ผมเองต่อต้านเรื่องนี้แล้วก็พูดเรื่องนี้ในองค์กรที่มารายงาน ต่อสภาแห่งนี้ทุกองค์กรที่เป็นองค์กรเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ซึ่งผม ต้องเรียนว่าถ้าดูรายละเอียดของหลักสูตรนี้แล้ว ตั้งแต่รุ่นที่ ๘ จนถึงรุ่นปัจจุบันใช้งบไป ประมาณเกือบ ๒๐ ล้านบาทนี่นะครับท่านประธาน ซึ่งวัตถุประสงค์ก็ไม่ต่างกันมาก แต่ว่า สิ่งที่ผมไม่สบายใจก็คือคนที่ไปเรียนเป็นคนของพรรคการเมือง เป็นนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ไปเรียนร่วมกับเจ้าหน้าที่ กกต. ระดับ ผอ. ระดับกลาง แล้วก็รู้จักกัน
- ๘ ๙ / ๑ ไปรู้ไปเรียนกับคนนั้นคนนี้ในเครือข่ายที่ต้องให้ความยุติธรรมกัน ไปรู้จักกัน ไปสร้าง คอนเนกชัน (Connection) กันบางกลุ่มบางคนที่เป็นพ่อค้า ที่เป็นนักธุรกิจที่เป็น นักการเมืองใหญ่ ให้เงินไปบริจาคเงินจำนวนมากหลักล้าน ท่านประธานว่าเขาไม่เกรงใจ หรือท่านประธาน มีความเกรงใจเกิดขึ้นแน่นอนเลยเพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่า ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยกับการจัดหลักสูตรอบรมในส่วนขององค์กรอิสระและองค์กรที่เป็น กระบวนการยุติธรรมผมไม่ต่อต้านละครับ วปอ. วตท. ปปร. อันนี้เราถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการยุติธรรม ผมให้โอกาสและผมสนับสนุน แต่ว่าสำหรับองค์กรที่ให้ความยุติธรรม กับทุก ๆ ฝ่ายชี้เป็นชี้ตายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผมก็อยากจะวิงวอนละครับว่า ถ้าทบทวนได้ ก็อยากจะให้ทบทวน เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านประธานยังไปถึง กกต. ละครับ แล้วก็ให้กำลังใจ และหวังว่าปีหน้าก็คงจะได้พบกันอีกครับ ขอบพระคุณครับ