สาทิตย์ ตั้งคำถามบทบาท กกต. ชี้ปัญหาภายใน-ไร้ประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กันยายน ๒๕๖๒

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทและประสิทธิภาพของคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถูกออกแบบเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาล แต่กลับเผชิญกับปัญหาการเมืองร่วมสมัยอย่างการซื้อเสียง ความอ่อนแอของพรรคการเมือง และวัฒนธรรมการเมืองที่ยังไม่เข้มแข็ง พร้อมตั้งคำถามถึงความล่าช้าในการดำเนินคดีทุจริต การขาดความร่วมมือภายในองค์กร และความไม่เป็นอิสระที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ โดยอ้างถึงรายงานผู้สอบบัญชีที่ชี้ถึงความไม่แน่นอนในการดำเนินงานต่อเนื่องของ กกต. โดยเฉพาะในเรื่องกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองและการตรวจสอบบัญชี จึงเรียกร้องให้มีการชี้แจงความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาภายในเพื่อรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมต่อประชาชน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่า การอภิปรายในรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งวันนี้เท่าที่ฟังเพื่อนสมาชิกได้ อภิปรายมาก็ครอบคลุมในหลายประเด็น แต่ว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้มันจะครอบคลุม เรื่องอยู่ ๒-๓ เรื่อง ซึ่งผมคิดว่าสำคัญ

ประการแรก ก็คือผมอยากให้ กกต. ได้ทบทวนถึงเรื่องที่มาของ กกต. ซึ่งท่านเองก็เขียนเอาไว้ในส่วนที่ ๑ ซึ่งเสมือนเป็นบทนำของท่านว่าการมี กกต. ขึ้นมา โดยรัฐธรรมนูญเมื่อฉบับปี ๒๕๔๐ นั้นมีความมุ่งหมายอย่างไร สิ่งที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะถามท่านทั้งหลายในตอนจบว่า ณ วันนี้เราได้เดินไปถึงจุดเหล่านั้นหรือไม่ วันนี้ กกต. ฟังสภาอาจจะไม่ค่อยมีดอกไม้มากนัก แต่สิ่งที่เราจะส่งให้ท่านมันเป็นข้อเท็จจริงที่อยาก ให้ท่านไปทบทวน ในรายงานของ กกต. เองเขียนไว้ชัดว่าสมัยเมื่อรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ นั้น มันมีประเด็นเรื่องของการปฏิรูปการเมือง มีแนวคิดเรื่องธรรมาภิบาลและมีการพูดถึง เรื่องการแก้ปัญหาระบบการเมืองไทย คือทำให้ระบบการเมืองและระบบราชการ มีความสุจริตและมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจโดยต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกตั้ง เพราะซึ่ง เป็นกระบวนการคัดคนเข้าสู่ระบบการเมือง ผมคิดว่าตอนนั้นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ตั้งเป้าหมายไว้สวยหรูมาก แต่คำถามที่มาจนกระทั่งถึงตอนนี้อำนาจของ กกต. ตาม รัฐธรรมนูญ และโดยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ท่านต้องถือว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจ ครบถ้วน ยิ่งกว่ากระทรวงมหาดไทยในอดีต ซึ่งเคยควบคุมกำกับดูแลการเลือกตั้งอีก เพราะ กกต. มีอำนาจตั้งแต่ ๑. ออกกฎระเบียบทั้งหลายในการจัดการเลือกตั้ง ๒. เป็นคน ดำเนินการจัดการเลือกตั้งเอง และ ๓. มีอำนาจกึ่งตุลาการ ในการชี้การเลือกตั้งวินิจฉัยถูกผิด สั่งให้ยุติกระบวนการเลือกตั้งในเขตต่าง ๆ พูดง่าย ๆ คือให้ใบเหลือง ให้ใบแดง ให้ใบนั้นใบนี้ ได้เป็นอำนาจกึ่งตุลาการ เพราะฉะนั้นอำนาจของ กกต. ที่ครอบคลุมกว้างขวางเช่นนี้จึงต้อง เป็นอำนาจที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กกต. ก็คือการสร้าง กระบวนการทางการเมืองให้เกิดความสุจริต ความเที่ยงธรรม ตรงกันเลยกับที่ท่านเขียน เอาไว้ตั้งแต่ต้น แต่ว่าสิ่งที่ กกต. อธิบายในรายงานปี ๒๕๖๐ ๒๐ ปี หลังจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้บัญญัติเรื่องขององค์กรอิสระที่ชื่อว่า กกต. เอาไว้ก็คือว่า กกต. เขียนเอาไว้ ในรายงานตัวเองหน้า ๕๕ บอกว่าภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งของ กกต. ก็คือพัฒนาและ ส่งเสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมือง แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ ยังขาดจิตสำนึกในวัฒนธรรมการเมืองที่สอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตย โดยเฉพาะวัฒนธรรม การเมืองในระบบอุปถัมภ์และระบบเครือญาติในสังคมไทย มีการซื้อสิทธิขายเสียงกัน เป็นจำนวนมากโดยนักการเมืองและพรรคการเมืองบางส่วนที่ยังขาดคุณธรรมและจริยธรรม มุ่งหวังชัยชนะและผลประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่เคารพกฎหมายเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม แล้วมีเรื่องประเด็นของผู้สมัครรับเลือกตั้งใหม่

ประเด็นที่ผมกำลังจะพูด ก็คือว่าสมมติฐานของ กกต. ในประเด็นนี้ โยนทุกอย่างให้กับประชาชนว่ายังขาดจิตสำนึกประชาธิปไตย และโยนให้กับพรรคการเมือง หรือนักการเมืองที่ขาดจริยธรรมซึ่งผมยอมรับว่ามีอยู่จริง คำถามมีว่า ๒๐ ปีให้หลังประเด็น ที่ท่านเขียนเหมือนกันเลยกับ ๒๐ ปีแรกที่เราคิดให้มี กกต. ขึ้นมาในประเทศนี้จัดการ เลือกตั้งแทนกระทรวงมหาดไทย เกิดอะไรขึ้นครับ ความจริง กกต. ควรจะประเมิน แล้วก็ ตั้งคำถามถามตัวเองมากกว่า ๒๐ ปีผ่านมาให้หลังทำไมเราจึงยังมีประเด็นปัญหาเหล่านี้ ให้ กกต. เขียนเสมือนเป็นสมมติฐานให้กับยุทธศาสตร์และการทำงานของท่าน มันจึงเป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงนั้นเพื่อนสมาชิก ก็พูดว่าการดำเนินการของ กกต. ดูเหมือนว่าในประเด็นนี้ถ้าจะให้คะแนนผมคิดว่าสอบตก เอาง่ายที่สุด การเลือกตั้งครั้งหลังสุดซึ่งหลายฝ่ายเคยคิดว่าถ้าจะปฏิรูปการเมืองอำนาจ กกต. บางเรื่อง อย่างอำนาจกึ่งตุลาการถอดออกได้ไหม ให้องค์กรด้านศาลหรืออื่น ๆ ไปดำเนินการ ให้ กกต. เฉพาะออกระเบียบและกำกับดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน แต่ปรากฏว่าในการออกแบบ กกต. โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นกลับให้อำนาจของ กกต. เพิ่มมากขึ้นอีกมีกลไกที่เรียกว่าผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีการรับสมัคร มีกระบวนการ ลงไปทำงานแล้วพยายามที่จะส่งไปจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จังหวัดของตนเอง คำถามผมมีว่า เราจับคดีทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงได้กี่คดี ฟ้องร้องดำเนินคดีแล้วทำให้ผลการเลือกตั้ง เปลี่ยนแปลงไปในทางสุจริตเพิ่มขึ้นกี่คดี ถ้ามีท่านตอบผมหน่อย ที่น่าเศร้าใจคือว่า บางเขตเลือกตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งโทรไปบอกผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคนที่สนิทกันบอกว่า เขตคุณเขาจัดปราศรัยแจกสตางค์กัน คนนี้ก็ถามว่าแล้วทำไมคุณไม่ดำเนินการ คนนี้ก็บอกว่า ผมไม่กล้าเข้าไปทำถ้าคุณมีหลักฐานคุณก็ไปฟ้องร้องดำเนินคดี สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอะไร อันนี้เป็นประสิทธิภาพความมุ่งหวังโดยตรงของ กกต. มาถึงปี ๒๕๖๐ ๒๐ ปีครับที่มีการตั้ง เรื่องนี้ขึ้น แต่ที่ผมประหลาดใจมากและกังวลใจมาก ๆ ในรายงาน กกต. เองนะครับ ท่านเขียนเองซึ่งผมก็ชื่นชมว่าท่านเขียนตรงไปตรงมาดี หัวใจของ กกต. คือการรวบรวม ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการดำเนินคดีและแก้ต่างคดี หน้า ๗๗ ท่านเขียนข้อเท็จจริงว่า กกต. มีสภาพปัญหาจากส่วนงานต่าง ๆ ใน กกต. บางส่วนขาดความเข้าใจและไม่ให้ ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยจัดส่งข้อเท็จจริงและพยานเอกสารหลักฐาน ไม่ครบถ้วน และไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เห็นว่าการดำเนินการทางคดี เป็นงานของสำนักกฎหมายและคดีในอันที่จะต้องดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว ประเด็นคือมันมี ปัญหาภายใน แล้วท่านสรุปในรายงานของท่านว่า สภาพปัญหาดังกล่าวย่อมส่งผลให้เกิด ปัญหาต่อการประสานงานกับพนักงานอัยการและเกิดความล่าช้าในการดำเนินการฟ้องคดี หรือแก้ต่างคดีและอาจส่งผลให้รูปคดีเสียหาย ผมไม่ทราบเรื่องอะไรนะครับ แต่ถ้าเป็น ประเด็นของการทำงานภายใน กกต. เองเป็นแบบนี้เราจะคาดหวังอะไรได้จากการทำงาน ขององค์กรอิสระที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเราคาดหวังกันอย่างมากมาย ในหน้าที่ ๑๑๒ ท่านเขียนอีกครั้งหนึ่งครับในประเด็นดังกล่าว ก็คือการรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานในการดำเนินคดีและแก้ต่างคดีอาจจะเป็นประเด็นที่ กกต. ถูกฟ้องไหม ผมไม่ทราบ แต่ทำให้เข้าใจว่าในการดำเนินคดีต่าง ๆ มีเรื่องนี้เกิดขึ้น เรื่องนี้หรือไม่ที่ทำให้ เกิดข่าวลือต่าง ๆ นานาว่าคุณสู้เท่าไรเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการต่อรองกันหรือไม่ครับ นี่เป็นปัญหาหนึ่งขององค์กรอิสระที่มีอำนาจมาก มีประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้น ป.ป.ช. เพิ่งชี้มูลความผิดรองเลขาธิการคนหนึ่งซึ่งมีประเด็นเรื่องทุจริตเงินมหาศาลมาก ทำให้ ชวนคิดหรือไม่ครับว่าประเด็นเหล่านี้เกิดจากปัญหาอะไร ท่านจะมีคำตอบและให้คำตอบ บางอย่างกับสภาหรือไม่

สุดท้ายนะครับ เป็นเรื่องของงบการเงิน รายงานผู้สอบบัญชี ประทานโทษ ผมไม่ใช่นักบัญชี อ่านแล้วงงมากเลย แต่มันมีประเด็นหนึ่งครับที่ผมสงสัยและอยากให้ ท่านตอบนะครับ ในรายงานผู้สอบบัญชี หน้า ๑๔๖ ซึ่งนักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ ได้ทำรายงานของผู้สอบบัญชีเสนอประธานกรรมการการเลือกตั้ง ภาษาอ่านยาก แต่ในตอนจบเขาเขียนไว้อย่างนี้ว่า ในเรื่องของกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่เขามี การตรวจสอบบัญชี เขามีการพูดถึงเรื่องความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญของเรื่องที่อาจจะเกิด เรื่องทุจริตหรือความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เขาเขียนอย่างหนึ่งว่า สรุปเกี่ยวกับความเหมาะสมของเกณฑ์การใช้บัญชีสำหรับดำเนินงาน ต่อเนื่องของผู้บริหาร และจากหลักฐานการสอบบัญชีที่ได้รับ สรุปว่ามีความไม่แน่นอน ที่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่อาจเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัย อย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถของหน่วยงานในการดำเนินงานต่อเนื่องหรือไม่ สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินได้ข้อสรุปว่า มีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกิดอะไรขึ้นครับ ผมขอความกรุณาให้ท่านช่วยอธิบายเรื่องนี้ เพราะถ้า ๒ ประเด็นนี้ ๑. เรื่องของประเด็น การทำงานภายในของ กกต. เอง กับเรื่องผลการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชี กกต. สะท้อน ปัญหาภายใน กกต. คำถามมีอยู่ว่า ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ เฉพาะปีที่มีการเลือกตั้งปีนี้ จะมีนัยสำคัญหรือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาภายในเกิดขึ้นหรือไม่ แล้วถ้ามีจริง ท่านช่วยตอบสภาหน่อย และเรื่องนี้ถ้ายังเป็นประเด็นปัญหาต่อไปยากท่านครับ ที่เราจะ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ประชาชนตั้งความหวังไว้ตั้งแต่เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วว่า กกต. มาจากการ เลือกตั้งแล้วต้องสุจริต ต้องเที่ยงธรรมกว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่ผ่านมา ให้กำลังใจ แต่ท่านต้อง ให้ความโปร่งใสชัดเจนกับสภาและกับพี่น้องประชาชนด้วย ขอบพระคุณครับ