สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กันยายน ๒๕๖๒

กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือเรื่องกองทุนสงเคราะห์ครู โดยอธิบายหลักการและเงื่อนไขในการใช้เงินในกองทุนนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสนับสนุนครูเอกชน โดยเน้นย้ำถึงสิทธิประโยชน์ของครูเอกชนและขวัญกำลังใจ โดยการจัดสรรเงินเพื่อให้ครูเอกชนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ดิฉันได้รับมอบอำนาจจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นผู้ปฏิบัติ ราชการและบริหารราชการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนหรือ สช. ซึ่งถ้านับกันคร่าว ๆ ก็เป็นระยะเวลาไม่ถึง ๒ เดือนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่นี้ แล้วก็ขออนุญาต ที่จะกราบเรียนว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นให้ความสำคัญกับทุก ๆ ปัญหาไม่ว่าจะเป็นคุณครู เอกชน ไม่ว่าจะเป็นคุณครูของรัฐบาล เราคิดเสมอว่าคุณครูนั้นคือบุคคลที่สำคัญของ ประเทศชาติ เป็นผู้ที่จะสร้าง เป็นผู้ที่จะเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง แล้วก็สร้าง ความสำคัญที่จะวางรากฐานในด้านการศึกษาให้กับสังคมให้กับประเทศของเรา ดังนั้นอย่างที่ กราบเรียนวันนี้ดิฉันจึงรับหน้าที่มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถาม ในโอกาสนี้ก็ต้องขอแสดงความยินดี กับพี่น้องครูเอกชนทั้งประเทศไทยที่มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาต ที่จะเอ่ยนามนะคะ ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้มีความห่วงใย ซึ่งกราบเรียนต่อไปเพิ่มเติม มากกว่านั้นในการที่ลงพื้นที่ของดิฉันตั้งแต่วันรับตำแหน่งไปในหลาย ๆ จังหวัดในพื้นที่ กทม. อย่างเขตบางนาที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติได้กรุณากล่าวถึง ดิฉันได้ไปใน หลาย ๆ จังหวัดหลาย ๆ ภาคของประเทศไทยได้ไปพบปะหลาย ๆ สมาคมไม่ว่าจะเป็นของ สมาคมคาทอลิกก็ดีที่มีการประชุมครูเอกชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องมาถึง ๔๙ ปี มาประชุม กัน ๔๐๐ กว่าโรงเรียน แล้วก็หลาย ๆ ภาคของประเทศไทย มากไปกว่านั้นก็ยังได้รับเกียรติ ได้รับความกรุณาจากสมาชิกวุฒิสภาหลาย ๆ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากทุก ๆ พรรคการเมืองได้ไปให้ข้อแนะนำ ซึ่งดิฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นที่ กระทรวงศึกษาธิการก็ดี พบปะกันที่ไหนก็ดี ก็มีความห่วงใยในคุณครูเอกชนก็ต้อง ถือว่าคุณครูเอกชนนั้นมีความสำคัญกับสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านในประเด็นคำถาม ที่ท่านได้ถามดิฉันก็จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาอย่างนี้นะคะเพื่อที่จะให้ทราบ โดยทั่วกัน กองทุนสงเคราะห์นี้เป็นกองทุนที่ตามพระราชบัญญัติของโรงเรียนเอกชน ที่กำหนดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ต่อไปดิฉันจะใช้คำพูดว่าครูเท่านั้นเพื่อที่จะเป็น การสั้น ๆ แต่เราเข้าใจในความหมายเดียวกันว่าเรารักครูเหมือนกันนะคะ ต้องใช้สิทธิ ค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนสงเคราะห์ โดยจ่ายเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ ซึ่งจะประกอบ ไปด้วย ๑. คุณครูจะเป็นผู้จ่ายเงิน ๓ เปอร์เซ็นต์ โรงเรียนจะสมทบให้ ๓ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะ สมทบให้ ๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในช่วงเวลานี้มีคุณครูที่เป็นสมาชิกและมีสิทธิ และนำส่งเงินสมทบ อยู่ที่ประมาณ ๑๑๔,๐๐๐ คน และมีโรงเรียนที่มีสิทธิและนำส่งเงินสมทบอยู่ที่จำนวน ๔,๔๑๔ โรงเรียน รายรับของกองทุนสงเคราะห์ก็คืออย่างที่ดิฉันได้กราบเรียนก็คือจะเป็น ส่วนเงินสะสมของคุณครู ส่วนเงินสะสมของโรงเรียนเอกชนนำสมทบ และส่วนเงินสะสมที่ เป็นส่วนของรัฐบาล ๖ เปอร์เซ็นต์ ทุกท่านคะ เงินตรงนี้กองทุนนี้มีข้อระบุชัดเจนตาม กฎหมายสามารถที่จะใช้ได้เพียงดอกผลเท่านั้น ไม่สามารถที่จะนำเงินต้นมาใช้ได้ ถ้าเรามองเราได้เห็นอะไรเมื่อมันเป็นดอกผล แล้วหลายปีที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วรับรู้ได้ว่า สภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร การที่กองทุนจะต้องนำเงินไปลงทุน ไปฝาก

ในส่วนของประเด็นต่อไปที่ท่านได้ถามนั้น ต้องเรียนว่าเราก็ให้ความสำคัญ แล้วก็นำเรียนว่าดิฉันเองเมื่อได้รับฟังปัญหาก็ได้มีการประชุมหารือและหาวิธีการทุกอย่างที่ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับครูเอกชนโดยร่วมกันกับ สช. คณะกรรมการกองทุน ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลหลายฝ่ายนะคะ ในข่ายนี้ต้องเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ด้วย พวกเราทุกคนมีความห่วงใยและต้องคำนึงถึงความยั่งยืน ของการบริหารกองทุน และความยั่งยืนของกองทุนที่จะดูแลครูเอกชนต่อไปในอนาคต จึงเป็นข้อที่จะต้องสังเกตถึงในเรื่องของงบประมาณแผ่นดินด้วยเพื่อที่จะให้สอดคล้อง และเกิดประโยชน์สูงสุดกับครูเอกชนนะคะ จึงได้มานำสิ่งเหล่านี้มานำเสนอแล้วดิฉันก็ให้นโยบายไปกับ สช. คณะกรรมการกองทุน โดยเน้นย้ำว่าจะต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของครูเอกชนที่จะได้รับและขวัญกำลังใจและต้อง เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง แล้วให้คำนึงถึงการจัดมา การหามา ซึ่งรายได้จะมาในทางใด แล้วข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องและก็ตามข่าวที่ท่านได้ยินนะคะ ก็คือว่าจาก ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อคน ต่อปี เป็น ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อคน ต่อปี และจะเริ่ม บังคับใช้วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ ขอกราบเรียนต่อในกระทู้ถามหนึ่งตามนี้ด้วยความเคารพ ขอบคุณค่ะ