วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งกระทู้ปัญหาสวัสดิการรักษาพยาบาลของครูเอกชนที่มีเพดานจำกัดเพียง 100,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรักษาโรคร้ายแรง ทำให้ครูต้องขายทรัพย์สินหรือลาออกเพื่อใช้สิทธิบัตรทอง โดยเรียกร้องให้ปรับปรุงสิทธิให้เทียบเท่าผู้มีบัตรทองและผู้ประกันตน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและฟื้นศักดิ์ศรีของระบบสวัสดิการครูเอกชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ปัญหาที่ผมนำมาตั้งเป็นกระทู้ในวันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับครูในโรงเรียนเอกชนซึ่งมีอยู่ จำนวนไม่น้อย มีอยู่ประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคน ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคนนี่นะครับ ดูแลเด็กอยู่ ถึง ๒ ล้านเศษ โดยหลักการก่อนครับ ถ้าพูดถึงเรื่องสวัสดิการการรักษาพยาบาล ไม่ควรจะมีวิชาชีพใดที่มีสิทธิแล้วก็สวัสดิการในการรักษาพยาบาลต่ำกว่าสิทธิของ ประกันสังคม ซึ่งคุ้มครองลูกจ้างทุกสาขาวิชาชีพ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องไม่ด้อยกว่าสิทธิตาม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือที่เราเรียกว่า บัตรทองนี่นะครับ ที่ประชาชนคนไทยทุกคนมี สิทธิ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับครูโรงเรียนเอกชนครับ ปัญหามีอยู่ว่า สวัสดิการการรักษาพยาบาล ของครูเอกชนในทุกวันนี้ถูกกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนกำหนดเพดานในการเบิก ค่ารักษาพยาบาลไว้อยู่ที่ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ฟังดูผิวเผินนะครับว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปี ดูแล้วเหมือนไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าเกิดชีวิตครูคนนั้นประสบกับอุบัติเหตุฉกรรจ์ หรือต้องป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรัง ๑๐๐,๐๐๐ บาท เอาไม่อยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไม่พอ นะครับ ถ้าท่านตามข่าวดูจะพบว่า ครูหลายท่านเป็นหนี้เป็นสิน ขายบ้าน ขายรถ ขายทรัพย์สิน เพื่อเอามารักษาชีวิตรอด และนี่ก็คือปัญหาของเขาครับ
ต่อมาภายหลังมีการอนุมัติให้เบิกวงเงินเพิ่มได้ ดูเหมือนจะดีใช่ไหมครับ แต่วงเงินที่ให้จุ๋มจิ๋มมาก ๑๒,๕๐๐ บาท ๑๒,๕๐๐ บาทนี่อย่าเรียกว่า รักษาชีวิตรอดเลย ผมเรียกว่า เอาไว้ต่อลมหายใจยื้อชีวิตรอญาติดีกว่า และหนำซ้ำไม่ใช่ว่า ๑๒,๕๐๐ บาท แล้วได้เลยนะครับต้องจำกัดโรคที่เขาจะเบิกได้อีก ๓ โรคเท่านั้น คือโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต ถ้าเกิดครูคนนั้นป่วยด้วยโรคหลอดเลือดทางสมอง หรือโรคทางพันธุกรรมใด ๆ หรือโรคอื่นใดที่ไม่ใช่ ๓ โรคนี้เขาเบิกไม่ได้เลย นอกจากนี้เรื่องวงเงินนี่คือปัญหาแรก เรื่องระเบียบปฏิบัติก็เป็นปัญหาอีก ครูเอกชนถ้าจะไปรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยนอก คือไม่นอนโรงพยาบาล ผมคิดว่าทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ทราบดี ว่าต้องรักษาในโรงพยาบาลของรัฐหรือสถานบริการของทางราชการเท่านั้น นี่ก็เป็นข้อจำกัด อีกนะครับ จะไปเอกชนก็ไม่ได้ ครั้นเป็นผู้ป่วยในต้องนอนโรงพยาบาล สิทธิในการเบิก ก็ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจเลยครับ ค่าห้อง ๖๐๐ บาทต่อวัน เบิกได้ ๑๓ วัน อยากจะนอนห้องพิเศษไม่ใช่ว่านอนได้เลยนะครับ ต้องมีคณะกรรมการการแพทย์รับรอง ถึงจะนอนได้อีก ห้องพิเศษท่านคิดว่าเท่าไรครับ ๑,๐๐๐ บาท ผมไม่อยากจะคำนวณว่าเงิน ๖๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาท ซื้อข้าวเหนียวได้กี่ห่อ เพราะวันนี้ข้าวเหนียวก็แพงเต็มทนแล้ว คือมันไม่พอจริง ๆ ครับ หนำซ้ำนะครับ สมมุติว่าผมตัดปัญหาเลย ผมเป็นครู ผมบอกว่า ผมอยู่โรงพยาบาลรัฐบาลนี่ละ ปรากฏว่าผมจะเข้าโรงพยาบาลผมต้องไปขอหนังสือรับรอง สิทธิที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดก่อนนะครับ คือโดยธรรมชาติขอไม่ทันอยู่แล้ว ทำอย่างไรครับ ครูก็ต้องไปเข้ารักษาพยาบาลแล้วก็สำรองจ่ายไปก่อน เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ว่าครูโรงเรียนเอกชน สิทธิการรักษาพยาบาลนี้ต่ำกว่าบัตรทอง ไม่มีใครรู้นะ น้อยคนนักที่จะรู้ แล้วเข้า รักษาพยาบาลต้องออกเงินไปก่อน เงินเดือนก็น้อยไม่ใช่เงินเดือนมากนะครับ แล้วกว่าจะเบิก ได้ท่านถามดูว่ารอนานขนาดไหน และนี่คือปัญหา ถ้าเทียบสวัสดิการของครูโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับอยู่ในทุกวันนี้เทียบกับลูกจ้าง พนักงานอื่น ๆ ที่ประกอบอาชีพอื่นที่มีสิทธิประกันสังคม ด้อยกว่ามาก ไม่ต้องไปเทียบกับลูกจ้างครับ เทียบกับประชาชนคนไทยมนุษย์ที่เกิดมาได้รับ สัญชาติไทยที่มีบัตรทองมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็ยังด้อยกว่า เราไม่เชื่อครับ เราแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เราปล่อยให้ครูที่มีหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ต้องได้รับ สวัสดิการที่เหลื่อมล้ำอย่างนี้มาได้อย่างไร แล้วเป็นอย่างนี้มานานแล้วได้อย่างไร ทีนี้พอทุกคนรู้ครับ คนที่เคยทำงานเอกชนมาก่อน อยู่ในกองทุนประกันสังคมมาก่อน พอมา เป็นครูเอกชน บอกว่าโอเคผมไม่เชื่อมั่นแล้วกองทุนสงเคราะห์ครูจะดูแลชีวิตผมได้ อยากจะทำ ประกันตนเองต่อตามมาตรา ๓๙ ของกองทุนประกันสังคม ก็ทำไม่ได้อีก กีดกัน ทำไม่ได้อีก ต้องอยู่ในกองทุนสงเคราะห์ครูเท่านั้น ทีนี้ชีวิตไม่มีทางเลือกครับ เกิดเจ็บป่วย ชีวิตเกิดโชคร้าย เบิกค่ารักษาพยาบาลครบ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อไร ทำอย่างไรครับ ขายบ้าน ขายรถ เป็นหนี้ เป็นสิน ชีวิตนี้ไม่แตกต่างจากเพลงของพี่เบิร์ดนะครับ คือคนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง ไม่มี ทางรอดครับ สุดท้ายทางรอดเหลือทางเดียวครับท่านประธาน คือลาออกจากความเป็นครู ทิ้งอาชีพที่เขาศรัทธา เพื่ออะไรรู้ไหมครับ ลาออกจากความเป็นครูเสร็จ ถึงจะได้สิทธิของ ประชาชนคนที่ป่วยคนหนึ่งแล้วได้บัตรทองเพื่อไปรักษาชีวิตให้รอด นี่คือข้อเท็จจริงครับ จนครูจำนวนไม่น้อยคิดว่าเงื่อนไขแบบนี้จงใจบีบให้ครูเอกชนที่เจ็บป่วยกลายเป็นผู้ที่หมด ประโยชน์แล้วต้องรีบบีบให้ออก เพื่อไม่ให้เป็นภาระของกองทุนสงเคราะห์ครู เพราะเขาไม่มี ทางเลือก สุดท้ายเขาต้องใช้บัตรทอง หลายคนที่ต้องผ่าตัดหัวใจต้องลาออกจากความเป็นครู แล้วใช้สิทธิบัตรทองในการผ่าตัดหัวใจ นี่คือสภาวะที่เกิดขึ้นจริง ถ้าท่านตามดูในเว็บไซต์หลาย เคส (Case) หลายกรณี ค่ารักษาพยาบาล ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ต้องลาออกจาก ความเป็นครูสถานเดียว ปัญหาดังกล่าวนี้ที่ผมเล่ามานี่นะครับ ผมไล่เรียงมาก่อนจะเข้า คำถาม มันเรื้อรังมานานครับ จากเดิมที่เป็นปัญหามันเริ่มกลายเป็นความเดือดร้อน พอเดือดร้อนหนักเข้ามันเริ่มเป็นความคับแค้น แล้วพอความคับแค้นสะสมนาน ๆ เข้า วันนี้ มันเศร้ากว่านั้นครับ เพราะไม่รู้จะแค้นไปทำไม มันกลายเป็นความสิ้นหวังของครูไปแล้ว ครูเอกชนก็ต้องทำอย่างไรครับ ต้องหาทางดิ้นรนไปเปลี่ยนอาชีพให้ได้ เด็ก ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนนะครับ ที่ครูเอกชนเหล่านี้รับอยู่ ปัญหานี้มีความพยายามในการแก้ปัญหามาแล้วมา อย่างยาวนาน ผมขอเท้าความตั้งแต่สมัยอดีตรัฐมนตรีคุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็เคยมอบหมายให้กับ สช. หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนไปหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. อยู่ ๒ ครั้ง เป็นอย่างน้อย ครั้งแรกวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๒ และอีกครั้งหนึ่งคือวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๐ แล้วก็วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๒ แต่ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ รับปากไว้สุดท้ายก็เงียบนะครับ แต่เป็นเรื่องที่โชคดีครับที่เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม วันนี้ผมดีใจมากที่เจอท่านรัฐมนตรีช่วยตัวเป็น ๆ เลยนะครับ วันที่ ๑ สิงหาคม ผมตามท่านมาโดยตลอดเลยครับ ท่านลงพื้นที่ที่เขตบางนา ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง และท่านรับปากด้วยนะครับว่าจะดูแลสวัสดิการของครูเอกชน ให้ดีกว่านี้ ให้เขามีความมั่นคงในชีวิต วันนี้เลยเป็นโอกาสดีที่ผมจะตั้งกระทู้ถามท่านเป็นข้อที่ ๑ ครับ ท่านมีแนวทางอย่างไรครับที่เป็นรูปธรรมในการที่จะปรับปรุงสวัสดิการ การรักษาพยาบาลของครูเอกชนให้ดีกว่าที่เป็นอยู่และมีความเท่าเทียม และมีกำหนด เสร็จหรือไม่ มีกรอบเวลาที่ชัดเจนหรือไม่ ที่ทำให้ครูเอกชนทั่วประเทศที่กำลังรับฟังอยู่นี้ มีความมั่นใจว่าปัญหานี้จะยุติเสียทีในรัฐบาลชุดนี้ คำถามข้อที่ ๑ ครับ