พินิจ ชี้ควรศึกษาเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญก่อนร่างข้อบังคับ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒

พินิจ จันทรสุรินทร์ ชี้ประเด็นการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๐ เกี่ยวกับสิทธิในการตั้งกระทู้ถามโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมเพื่อคุ้มครองสิทธินั้น โดยคัดค้านการให้ประธานสภามีอำนาจตัดสินว่ากระทู้ใดเป็นคำถามด่วน

นายพินิจ จันทรสุรินทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายพินิจ จันทรสุรินทร์ กรรมาธิการ ท่านประธานครับ ที่กระผมขอสงวนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้อภิปรายไปหลายท่านแล้วว่ามีความสำคัญยิ่งของสภาแห่งนี้ ในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ถ้าหากเราไม่ศึกษา ไม่ติดตามก็คงจะลำบาก แต่ผมเข้าใจว่าท่านผู้มีเกียรติคงจะได้ติดตาม และรู้เรื่องรัฐธรรมนูญดีทุกท่าน แต่ที่กระผมอยากจะกราบเรียน เวลาผมจะร่วมพิจารณา กับคณะกรรมาธิการหรือกรรมการอื่นใดก็ตาม อย่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ เราจะต้องศึกษาด้วยว่าเจตนารมณ์หรือคำอธิบายของ มาตรา ๑๕๐ มีอย่างไรบ้าง เราถึงจะอนุวัตตาม หรือเราร่างข้อบังคับตาม เพราะฉะนั้น ที่ผมฟังอยู่ ท่านประธานของกระผมก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณนิกร จำนง ได้อภิปรายไป หลายเรื่อง ที่บอกไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ปรากฏ ท่านผู้มีเกียรติครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอโทษครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากขออนุญาตอ่านคำอธิบาย ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ ของปี ๒๕๖๐ ซึ่งได้คัดลอกมาจากเอกสาร ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๗ รัฐสภา ว่าอย่างนี้ครับ มาตรา ๑๕๐ บทบัญญัติลักษณะนี้ได้บัญญัติไว้เป็นครั้งแรก ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๔๐ และได้บัญญัติ ทำนองเดียวกันไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดิน โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี การตั้งกระทู้ถามจะถามเป็นหนังสือหรือวาจาก็ได้ตามข้อบังคับการประชุม และในข้อบังคับ การประชุมนั้นอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าด้วย ดังนั้นรัฐมนตรีทุกคนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอในการตอบกระทู้ถามอันเกี่ยวกับงาน ในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลให้การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของ สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภามีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทัน ต่อเหตุการณ์มากขึ้น ทั้งนี้ ได้กำหนดข้อยกเว้นกรณีที่เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่า ยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน รัฐมนตรี มีสิทธิไม่ตอบกระทู้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมอยากจะเรียนว่าในวรรคแรกและวรรคสุดท้าย มีข้อสำคัญ วรรคแรก รัฐธรรมนูญไม่จำกัด ข้อบังคับจะไปทำอย่างไรก็ได้ กระทู้ จะมีกระทู้สด กระทู้ถามหรือกระทู้อะไรก็ได้ แต่ว่าที่สำคัญที่สุดก็คือต้องหมายเหตุเอาไว้ว่า อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมต้องขอแปรญัตติก็เนื่องจากกรรมาธิการนี้ได้ร่างดังที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้อ่านแล้วว่า ได้กำหนดในมาตรา ๑๔๔ โดยเติมคำว่า ตราตามมาตรา ๑๕๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นี้ถูกต้อง แต่ที่สำคัญในการดำเนินกิจกรรม ตามมาตรา ๑๕๖ ก็หมายความว่าในมาตรา ๑๕๖ นั้นกระผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ โดยตัด แต่ต้องระบุชื่อเรื่องที่จะถามพร้อมระบุถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใด อันนี้ ผมก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาตัดออกไป ตัดออกไปแล้ว แต่ต้องมีลักษณะ อย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ก็คือได้กำหนดเอาไว้ว่า บุคคลใดหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะถามด้วยวาจานั้นจะต้องประกอบด้วย ๓ ประการ เรื่องสำคัญที่ ๑ คืออยู่ในความสนใจของประชาชน ๒. เป็นเรื่องที่กระทบถึงประโยชน์ของ ประเทศชาติ ๓. เป็นเรื่องด่วน สำหรับวรรคท้าย เมื่อเป็นด้วยวาจาแล้วก็บอกว่าให้อำนาจ ของประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะถามกระทู้ใดเป็นกระทู้ถามด้วยวาจาหรือไม่ อันนี้ เป็นปัญหาครับท่านประธาน ที่กำหนดเอาไว้ผมก็ขอตัดอันนี้ออกไป เพราะว่าในข้อบัญญัติ ข้อต่อไปจนกระทั่งสุดท้าย เมื่อเรากำหนดว่าในการที่จะถามกระทู้ถามด้วยวาจานั้น มี ๓ ประการ ประการต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าหากว่าผู้ถามในสภานี้นอกเหนือจาก ๓ ประการแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรสามารถบอกยกเลิกถามเรื่องอื่นไม่ให้ถามต่อไปก็ได้ ตามข้อ ๑๖๑ สุดท้าย และในขณะเดียวกันถ้าหากผู้ถามในสภาแห่งนี้พูดนอกเรื่องนอกราว ซึ่งไม่เป็นไปตาม ข้อกำหนดในข้อ ๑๕๖ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถประท้วงได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่เป็นอำนาจของประธานสภาวินิจฉัยกระทู้ถามใดเป็นกระทู้ถามด่วนหรือไม่ ผมคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องมี ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนว่าอยากจะถามอะไรก็แจ้งไป อยากจะถามอะไรก็บอกประธาน จะถามใครด้วย เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๕๐ ไม่ให้แจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ ในหลายฉบับที่กำหนดไว้แล้ว ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ระบุเลยว่ากระทู้ถามด้วยวาจา ไม่ต้องระบุคำถามด้วย ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีมาตลอด แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ท่านผู้มีเกียรติจากจังหวัดนครสวรรค์ได้พูดถึงกระทู้ถามสด แล้วก็กระทู้ถามแห้งก็มีถามกันมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ แห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านก็เคยยืนยันว่าได้เคยกระทู้ถามด้วยวาจาในสภามาแล้ว แล้วอีกหลายท่านนะครับ อย่างเรื่องกระทู้ถามสดหรือกระทู้ถามด้วยวาจา ซึ่งท่านหัวหน้า พรรคประชาชาติก็ได้เรียนชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบแล้วว่า กระทู้ถามต่าง ๆ เหล่านี้ ก่อนที่จะมาทำกระทู้ถามสดกันได้ต้องไปศึกษาในต่างประเทศ แล้วประเทศที่เขาเป็น ประชาธิปไตยแล้วอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องพูดมาก เพราะว่าการที่ไปศึกษา แล้วได้นำมาบรรจุนั้นก็เป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์แก่ชาติ แก่ประชาชน ทุกท่านก็เห็นด้วยว่า ในที่นี้ในที่ประชุมแห่งนี้คือราษฎรทั้งประเทศมานั่งแต่เขาไม่สามารถมานั่งกับท่านได้ ก็จึงเลือกท่านมาเป็นผู้แทนราษฎร ที่ท่านผมไม่ขอเอ่ยนามนะครับ ที่บอกว่าพิจารณา ข้อบังคับมาตั้ง ๒-๓ วันแล้ว กี่ชั่วโมงแล้วก็ไม่รู้ไม่จบสักที อย่างนี้เป็นต้น ท่านไม่เข้าใจครับ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ฉบับนี้ ผมอยากจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับพิสดาร ตัดสิทธิ ผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นคนของประชาชน ไม่ให้ยื่นเรื่องราว ไม่ให้ยื่นคำขอที่ประชาชน มีความทุกข์ ราษฎรไม่ได้รับความสุขอย่างนี้เป็นต้น ทำไม่ได้ จะขอถนนก็ไม่ได้ จะขออ่างเก็บน้ำก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมาขอหารือกัน ก็ขอขอบคุณท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้โอกาสผู้แทนราษฎรได้มีการหารือ นี่คือทางออก เพราะรัฐธรรมนูญบังคับ รอนสิทธิไม่ให้ผู้แทนราษฎรเขายื่น มิเช่นนั้นก็จะขาดสมาชิกภาพ ดังนี้เป็นต้น และมีหลายเรื่องครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ เมื่อเขากำหนดแล้วอยากจะเรียนถามว่าจะไปตัดสินได้ตรงไหน ใช่ ไม่ใช่ ก็บอกว่า กระทู้ถาม แต่เราจะกำหนดไว้ในข้อต่อไปคือ ข้อ ๑๕๗ ซึ่งกรรมาธิการได้แก้ไข เมื่อข้อ ๑๕๗ บอกว่า ในการประชุมครั้งใดกระทู้ถามด้วยวาจาที่ประธานสภาวินิจฉัย อันนี้ผมก็จะขอแก้เพิ่มเติม ตามที่แก้ไขว่า ในข้อ ๑๕๗ ในการประชุมครั้งใดมีกระทู้ถามด้วยวาจาที่ประธานสภาได้รับ ข้อเสนอแล้วเกินจำนวน ๓ กระทู้ ถ้าหากว่าได้รับคำร้องจากผู้แทนราษฎรแล้วเกินกว่า ก็สามารถที่จะจับสลากหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้แล้วแต่ประธานสภาจะเป็น ผู้ดำเนินวินิจฉัยและดำเนินการต่อไป เพราะฉะนั้นผมจึงขอตัดในข้อ ๑๕๖ ซึ่งไม่รู้จะไป วินิจฉัยอย่างไรนะครับ จะให้เป็นลายลักษณ์อักษรก็ไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญกำหนด ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า เมื่อไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า ในความหมายหรือที่เราเรียกว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนี้ ก็ท่านบอกชัดเจนว่า ดังนั้นรัฐมนตรีทุกคนจึงต้องเตรียมตัว ให้พร้อมในการตอบกระทู้ถาม อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างที่ท่านผู้มีเกียรติได้อภิปรายไปแล้ว ว่าคนเป็นรัฐมนตรีต้องมีความรู้ ความสามารถ ต้องคิดให้ลึก คิดให้กว้าง คิดให้ไกล แต่ถ้าหากว่าวันไหนสภาผู้แทนราษฎรประชุม ฉันไม่มา ไม่ได้ ซึ่งท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เขาเตรียมไว้ให้หมดแล้วห้องประชุมคณะรัฐมนตรี เขามีมา ถ้าหากว่า อยากจะประชุม อยากจะสั่งการก็สามารถมาทำที่สภาได้ ซึ่งเรื่องนี้ได้ปฏิบัติมาแล้ว เป็นสิบ ๆ ปีว่านายกรัฐมนตรีมาทำงานที่สภาในวันที่ประชุมสภาได้ แต่ถ้าหากว่าไม่มา เป็นเรื่องของสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องให้รองนายกรัฐมนตรีมาได้ รัฐมนตรีประจำกระทรวง ต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ ก็มีรัฐมนตรีช่วย ก็ผลัดเปลี่ยนกันมาได้ เพราะเหตุว่ารัฐมนตรีทุกคน มีความรู้ ความสามารถ มีความคิดก้าวไกลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจึงเลือกมาเป็นรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องห่วงหรอกครับ มีหลายคนห่วงบอกว่านี่รัฐมนตรี ต้องไปทำงานหรือ อันนี้ผมก็ได้เรียนชี้แจงว่าเราต้องดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และดูคำอธิบาย ไม่รู้จะพูดอย่างไรว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเหมือนกับ พระราชบัญญัติที่เขากำหนดต่อท้ายในเรื่องของรัฐธรรมนูญไว้ ว่าเจตนารมณ์เป็นอย่างนี้นะ อย่างนี้เป็นต้น กระผมจึงขอเรียนว่าที่กระผมขอตัดออกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับใน ข้อ ๑๕๖ ซึ่งกรรมาธิการได้แก้ไข ผมอยากจะขอต่อรองกับท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง ว่าให้เป็น อำนาจของประธานสภาที่จะวินิจฉัยกระทู้ถามใดเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจาหรือไม่ แต่ถ้าหากท่านประธานได้กรุณาชี้แจงชัดเจน ผมก็จะเห็นด้วย ขอขอบคุณในข้อนี้ก่อนครับ ขอขอบคุณครับ