ศุภชัย ชี้ไทยพีบีเอสต้องรักษาอิสระ ไม่เน้นเรตติ้ง-โปร่งใสใช้เงิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๒

ศุภชัย โพธิ์สุ วิเคราะห์รายงานประจำปีของสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะไทยพีบีเอส พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงทิศทางเนื้อหารายการที่เน้นข่าวสารและสารคดี พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงบทบาทและแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าในบริบทของสื่อสมัยใหม่ และย้ำถึงความสำคัญของความเปิสระของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะที่ควรยึดมั่นวิสัยทัศน์และพันธกิจ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองหรือผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และไม่ให้ความสำคัญกับเรตติ้งเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้เห็นความชัดเจนในจุดยืนนี้มากขึ้นในอนาคต

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่จริงผมก็ประกาศล่วงหน้าแล้ว เชิญครับ ผมอ่านดูทั้งหมดนะครับ รายงานประจำปีนี้มีอยู่ ๔ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ และส่วนที่ ๔ ส่วนที่ ๑ พูดถึงความแตกต่างบนความยั่งยืน ส่วนที่ ๒ พูดถึงผลงานเด่น ปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ คือปีที่รายงานฉบับนี้นำมารายงานเรา ส่วนที่ ๓ พูดถึงรายงานผล การดำเนินงานของสื่อสาธารณะ และส่วนที่ ๔ ก็เป็นภาคผนวก พูดถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปนะครับ มีเรื่องของการใช้จ่ายเงินทองอะไรต่าง ๆ เมื่อเราดูทั้งหมดแล้ว เราอยากจะให้สื่อสาธารณะ ไปทางไหนอย่างไร อยากจะใช้เงินให้คุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เราคงต้องมาดูกันนะครับ ไม่ใช่ เฉพาะสื่อสาธารณะหรอก ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทไหนก็ตาม สื่อหลักทั้งหลายถ้าเราดู พูดเฉพาะโทรทัศน์ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้แทบจะเห็นได้ชัดเจนว่าโทรทัศน์แต่ละช่องก็จะเน้น การนำเสนอไปในแทบจะเรียกว่า เจาะไปในแต่ละเรื่อง โทรทัศน์หลายช่องเน้นเรื่อง ความบันเทิง เรื่องของละคร เรื่องของความบันเทิง โทรทัศน์บางช่องขณะนี้โดยเฉพาะ ทีวี (TV) ดิจิทัล ซึ่งมีอยู่มากมายหลายช่อง บางช่องเน้นเฉพาะเรื่องของข่าวสาร บางช่องเน้น เฉพาะเรื่องของสารคดี บางช่องฉายหนังอย่างเดียวทั้งช่อง บางช่องเน้นเฉพาะเรื่องไป ซึ่งผม เชื่อว่าท่านประธานและพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงเห็นได้ชัดเจน อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีสื่อสาธารณะขึ้นมาอีกช่องหนึ่งจะใช้เงินคุ้มค่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท หรือไม่นั้นผมคิดว่าก็ต้องมาดูว่าสื่อสาธารณะคือไทยพีบีเอส กำหนดตัวเองว่าเราจะเน้น เรื่องอะไรก็คงไม่สามารถมีอะไรที่จะเห็นชัดเจนได้เท่ากับสัดส่วนของรายการ ที่ทำให้ผม มองว่าไทยพีบีเอสคงเน้นในเรื่องของข่าวสารเป็นด้านหลัก เพราะสัดส่วนรายการของ ไทยพีบีเอสนั้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของข่าวสาร เป็นเรื่องของข่าว รองลงมาเป็นเรื่อง ของสารคดี ๙.๕ เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นเรื่องของรายการเกี่ยวกับเด็ก เรื่องของครอบครัว ประมาณ ๗.๙ เปอร์เซ็นต์ และเป็นเรื่องอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ๓๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ผมก็เลยอนุมาน เอาว่าไทยพีบีเอสน่าจะเน้นตัวเองให้เป็นผู้นำในเรื่องของข่าว เพราะฉะนั้นเมื่อมาดู การปฏิบัติงานของปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสนอผ่านช่องทาง ที่เรียกว่า โทรทัศน์ ซึ่งผมจะไม่นับว่าขณะนี้ไทยพีบีเอสก็พยายามเพิ่มช่องทาง เพิ่มแพลตฟอร์ม (Platform) อื่น ๆ ขึ้นอีกจำนวนมาก แล้วเดี๋ยวผมจะค่อยพูดถึงในตอนนั้นว่า ความพยายามนั้นสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ก้าวหน้าหรือไม่ แค่ไหนเพียงใด กล่าวถึงเฉพาะ ของโทรทัศน์ซึ่งไทยพีบีเอสได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ผ่านรายการอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า สัดส่วนข่าวน่าจะมากที่สุด เมื่อเราดูเราก็จะเห็นค่อนข้างชัดเจนว่า ไทยพีบีเอสพยายามที่จะ ทำข่าวแตกต่างนอกเหนือจากช่องที่เน้นข่าวในช่องอื่น ๆ เราดูข่าวที่ไปปรากฏในแต่ละช่องนั้น ผมคิดว่าความแตกต่างกันจะมีค่อนข้างน้อยมาก ข่าวที่เกิดขึ้นแต่ละวันในบ้านเมืองของเรา ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมือง ข่าวสังคม ข่าวอาชญากรรม ข่าวเศรษฐกิจ การนำเสนอในทาง โทรทัศน์ซึ่งมีเวลาจำกัดนั้น ข่าวจะมีไม่ค่อยแตกต่างกัน แต่ต้องยอมรับว่าไทยพีบีเอสนั้น เสนอข่าวที่หลายข่าวหลายประเด็น แน่นอนที่สุดแตกต่างจากการนำเสนอของช่องอื่น ๆ แต่แน่นอนที่สุดก็คงไม่สามารถทิ้งข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ ก็ต้องนำเสนอด้วย แต่ไทยพีบีเอสพยายามที่จะเจาะลึกลงไปให้มากกว่านั้น พยายามจะเจาะลึกลงไปโดย การตั้งคำถามว่า ทำไมจึงเกิดข่าวอย่างนี้ขึ้นมา ไม่เพียงแต่รายงานข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหน อย่างไร โดยใคร เหมือนอย่างที่นักสื่อสารมวลชนโดยทั่วไปที่ศึกษาทางด้านนี้ก็จะต้องเรียนรู้ เป็นพื้นฐาน ผมคิดว่าไทยพีบีเอสพยายามทำตรงนี้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ถูกต้อง อยู่แล้ว และผมคิดว่าถ้าไทยพีบีเอสเน้นในแง่ข่าวซึ่งผมอนุมานเอาเองนะครับ ไม่รู้ว่า ใช่หรือไม่ เพราะดูจากสัดส่วนในรายการของไทยพีบีเอส ถ้าไม่ใช่ก็อยากให้คณะผู้มาชี้แจงได้เล่า ให้พวกเราฟังว่าไทยพีบีเอสตั้งใจเน้นการนำเสนอผ่านช่องทางทางโทรทัศน์เน้นอะไร อย่างไร นอกเหนือจากเรื่องของข่าวผมคิดว่าเรื่องของสารคดีถ้าเปรียบเทียบกับโทรทัศน์โดยทั่วไป สื่อกระแสหลักโดยทั่วไปของโทรทัศน์อาจจะกล่าวได้ว่ามีน้อยช่องมากที่นำเสนอรายการ สารคดี โดยเฉพาะสิ่งที่ผมอยากจะเน้นก็คือว่ารายการสารคดีที่ผลิตโดยคนไทย หลายช่อง ซื้อสารคดีมาจากต่างประเทศ ผมเคยไปที่เมืองคานส์ ทุก ๆ ปีเขามีการมานำเสนอเรื่องราว ในแวดวงของสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเอาหนังเอาอะไรต่าง ๆ สารคดีทางโทรทัศน์ การสื่อสาร ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสื่อสารผ่านโทรทัศน์ ทีวี (TV) อะไรต่าง ๆ มาซื้อมาขายอะไรกันที่นั่น หนังสารคดีมีขายมากมาย เลือกเอาได้สารพัดเรื่อง ทุกชนิด ทุกประเภท หนังอาชญากรรม หนังอะไรมีหมดที่นั่น เพราะฉะนั้นปรากฏว่าช่องอื่น ๆ ส่วนมากก็จะไปซื้อสารคดีในลักษณะนั้น แต่ไทยพีบีเอสนั้นผมคิดว่าพยายามสนับสนุนผู้ผลิตคนไทย ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ ควรจะให้การสนับสนุนต่อไป ถ้าเราไม่สนับสนุนผู้ผลิตไทยเราขึ้นมา แล้วก็เอาแต่เพียงว่า ซื้อสารคดีจากต่างประเทศ ซึ่งง่ายกว่าการผลิตเอง ง่ายกว่าที่จะต้องมาสร้างสรรค์รายการ ขึ้นมาเอง ผมคิดว่าเราก็จะมีรายการแบบสารคดีต่างประเทศเป็นหลัก มากกว่ารายการ สารคดีที่จะเน้นเรื่องราวอาจจะเกี่ยวข้องกับไทยบ้าง หรือเป็นเรื่องราวที่อาจจะเน้น ในลักษณะสากลที่ผลิตโดยคนไทยก็ได้ นอกเหนือจาก ๒ ส่วนนี้ที่ไทยพีบีเอสเน้นแล้ว ผมคิดว่าช่วงเวลาที่มีช่วงสำคัญ ๆ ในบ้านเมือง ที่ผ่านมาผมคิดว่าเราเห็นกันชัดเจน หลายท่านได้พูดไปแล้ว คณะผู้บริหารที่มาชี้แจงก็พูดกรณีเหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง อันนี้ผมคิดว่าหลายฝ่ายก็ยอมรับว่าถ้าเทียบกับทีวี (TV) ดิจิทัลหลายช่องที่พยายามนำเสนอ เรื่องเหล่านี้ ไทยพีบีเอสก็พยายามฉีกตัวเองออกมาให้มีการนำเสนอที่อาจจะมีความรู้สึกว่า มีความรอบด้าน มีความเป็นมืออาชีพมากกว่าในหลาย ๆ ช่อง ขณะที่บางช่องเน้นเรื่องของ ความเร็ว บางช่องเน้นเรื่องของอีโมชันนัล (Emotional) หรือเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ของเหตุการณ์ของคนดูอะไรต่าง ๆ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่แต่ละช่องจะดำเนินการ แต่ผมคิดว่าเฉพาะประเด็นนี้ในส่วนของไทยพีบีเอสก็สามารถทำได้ครบถ้วนรอบด้าน และที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือไทยพีบีเอสก็ได้ทำผลต่อเนื่องจากเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง มาเป็นสารคดีอีกหลายตอนที่ทำให้เราสามารถติดตาม แล้วก็รู้เบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องลึก รู้รายละเอียดต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ดี นอกเหนือจากนั้นผมคิดว่า รายการที่ทีวี (TV) ช่องอื่นมีน้อยก็คือรายการที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกี่ยวข้องกับประชาชน ไทยพีบีเอสมีรายการที่ชื่อว่า สถานีประชาชน ร้องทุกข์ลงป้ายนี้ ผมคิดว่าทีวี (TV) มีไม่กี่ช่อง ที่ทำในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นไทยพีบีเอสก็พยายามทำสิ่งเหล่านี้ และเรื่องที่น่าสนใจ ในรายงานชิ้นนี้ก็คือว่า ไทยพีบีเอสนำเสนอว่า สถานีประชาชนร้องทุกข์ลงป้ายนี้ มีเรื่องราว ที่เขานำเสนอทั้งหมด ๕๖๑ เรื่อง สูงที่สุดในจำนวนเรื่องต่าง ๆ คือเรื่องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำในสังคม คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า บังเอิญผมเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้ก็เลยเห็นว่าความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งไทยพีบีเอส นำเสนอถึง ๖๘ เปอร์เซ็นต์ ในรายการ ๒ รายการที่ผมพูดถึงนี่ ผมคิดว่าเป็นการนำเสนอ ที่เกิดประโยชน์ นอกเหนือจากนั้นรายการต่าง ๆ ที่นำเสนอในไทยพีบีเอส ผมไม่เห็นว่าทีวี (TV) ดิจิทัลช่องอื่น ๆ จะเปิดโอกาสให้ประชาชนร้องเรียนเข้าไปว่ารายการ ต่าง ๆ ที่นำเสนอในไทยพีบีเอสทำถูก ทำไม่ถูกอย่างไร ตามจรรยาบรรณวิชาชีพหรือตามสิ่งที่ มันควรจะเป็น หรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ร้องเรียนไปแล้วก็มีการตรวจสอบ และในรายงานฉบับนี้ก็มีการตรวจสอบหลายเรื่อง แล้วก็นำเสนอให้พวกเราได้รับทราบ ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญ เพราะเราได้ยินในห้องนี้พูดกันหลายคน หลายครั้งว่า ไทยพีบีเอสอยู่ได้ด้วยเงินของประชาชน อาจจะเป็นเงินทางอ้อมก็ตาม ประชาชนไม่ได้จ่าย โดยตรงเหมือนบีบีซีก็ตาม ตรงนี้ผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร้องเรียนเข้าไป เมื่อเขาเห็นความไม่ถูกต้องในสิ่งที่ไทยพีบีเอสทำ แม้แต่เรื่องการโฆษณาแฝง อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และไทยพีบีเอสก็ควรจะแอคชัน (Action) หรือว่าทำให้สังคมเห็น ชัดเจนว่าไทยพีบีเอสเอาจริงกับเรื่องเหล่านี้ ถ้าอะไรที่มันไปนอกเหนือจรรยาบรรณวิชาชีพ อะไรที่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ในเรื่องราวต่าง ๆ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นจุดที่ น่าสนใจของไทยพีบีเอส แต่แน่นอนที่สุดอย่างที่คณะผู้บริหารมาชี้แจง สังคมเปลี่ยนไป โลกเปลี่ยนไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การรับชมทีวี (TV) โทรทัศน์ก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน พวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขณะนี้ช่องทางที่จะเสพสื่อต่าง ๆ มีมากมายหลายช่องทาง มีแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ มากมาย หลายแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เกิดขึ้นในสังคม การเกิดขึ้นมากมายของช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าไทยพีบีเอสก็คงคิดอยู่แล้วเหมือน ทีวี (TV) ดิจิทัล หลาย ๆ ช่องก็คิดที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้ และผมเชื่อว่า การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่สายเกินไป แต่ผมมีความรู้สึกว่าไทยพีบีเอส อาจจะต้องปรับมากขึ้น ปรับอะไรครับ ปรับให้คนมีความรู้สึกว่าควรจะเข้ามาสนใจเรื่องราว ของไทยพีบีเอสที่นำเสนอดี ๆ หลายเรื่องอย่างที่ผมได้บอกไปแล้ว ให้มากยิ่งขึ้น ผมคิดว่า การใช้เทคนิคกลยุทธ์การตลาด ทำอย่างไรให้เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วมีเรื่องเด่น ๆ ของไทยพีบีเอสเด้งขึ้นมาบนโทรศัพท์เขา เหมือนที่หลายครั้งพวกเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จะมีเรื่องเด่น ๆ หลายเรื่องที่บางทีเราไม่ได้สนใจ แต่เขาสามารถทำให้เกิดความน่าสนใจได้ โผล่ขึ้นมาบนโทรศัพท์ของเรา และเขาสามารถที่จะลิงก์ (Link) เข้าไปดูรายการต่าง ๆ ของไทยพีบีเอสผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่ผมได้บอกไปแล้วที่ไทยพีบีเอสควรจะต้องปรับปรุง ในเวลาอันจำกัดนี้นะครับ ผมคิดว่าไทยพีบีเอสก็คงมีเรื่องที่จะต้องทำ จะต้องปรับปรุง มากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำรายการให้สอดคล้องกับเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ ส่วนหนึ่งผมได้บอกไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ และการใช้กลยุทธ์การตลาดในการกระตุ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงท้ายนี้ผมอยากจะเรียนกับคณะผู้บริหาร ไทยพีบีเอสว่า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาไทยพีบีเอสก็คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับที่หลาย ๆ คน รู้สึกว่า หลายครั้งผู้มีอำนาจไม่ว่าจะยุคไหนก็ตามก็จะมองไทยพีบีเอสว่าเป็นสื่อที่ไม่ได้ ตอบสนองผู้มีอำนาจ ผมคิดว่าไทยพีบีเอสจะต้องพยายามยึดวิสัยทัศน์เป้าหมายของท่านไว้ ให้มั่น ไม่คำนึงว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจในยุคใดสมัยใด และแน่นอนที่สุดผมคิดว่าเรื่องของ เรตติง (Rating) อาจจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าเรตติง (Rating) สำคัญที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าโทรทัศน์ที่นำเสนอละครคงได้เรตติง (Rating) สูงอยู่แล้วละครับ เพราะสอดคล้อง กับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากที่สนใจดูเรื่องความบันเทิง แต่ผมคิดว่า ไทยพีบีเอสคงจะต้องคำนึงถึงวิสัยทัศน์ เป้าหมาย พันธกิจ ที่ท่านระบุไว้ในนี้ การก่อกำเนิด ของท่าน ในสังคมประชาธิปไตยที่มีความหลากหลาย สื่อสาธารณะจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อทำหน้าที่อย่างมีอิสระ ทำหน้าที่โดยปราศจากอิทธิพลและอคติทางการเมือง และผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ผมหวังว่าการนำเสนอรายงานในปีหน้าเราจะเห็น ไทยพีบีเอสมีความชัดเจนในเป้าหมายอย่างที่ผมบอกนี้เพิ่มมากขึ้น ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

ขอบคุณครับ ขออนุญาตแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอภิปรายนะครับ ต่อไปก็จะเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายจักรพันธ์ พรนิมิตร นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายเรวัต วิศรุตเวช และศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญนางสาวศิริกัญญาครับ เชิญครับ