พรรณิการ์ วานิช หารือถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ชื่นชมคุณภาพการผลิตเนื้อหาที่เป็นกลางและส่งเสริมการเรียนรู้ แต่ตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณที่มีสัดส่วนต่ำสำหรับการผลิตเนื้อหาเพียงร้อยละ 30 กว่าๆ ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพและภารกิจหลักของสื่อสาธารณะ จึงเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในเนื้อหาเกินร้อยละ 50 และเน้นความจำเป็นในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ ต่อต้านข่าวปลอม รวมถึงการใช้สื่ออย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง พร้อมย้ำถึงบทบาทของสื่อมวลชนและผู้แทนราษฎรในการร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและเป็นธรรม
เรียนท่านประธาน ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ และอดีตสื่อมวลชน ขอบพระคุณท่านที่ยังคงให้เวลาดิฉัน ๑๕ นาที เพราะว่าจริง ๆ แล้วภายใน ๑๕ นาทีนี้ถือว่า ยังน้อยเกินไปสำหรับการพูดถึงองค์กรที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชน แล้วก็ใช้เงินภาษีจาก ประชาชนปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ไทยพีบีเอสปฏิบัติภารกิจเป็นเวลา ๑๑ ปี เข้าปีที่ ๑๒ ตลอด ๑๑ ปีนี้มีคำถามมากมาย หนึ่งในคำถามที่ท่านโดนมากที่สุดก็คือ ตกลงภาษี ๒,๐๐๐ ล้านบาท ของประชาชนคุ้มค่าหรือไม่ ดิฉันในฐานะอยู่ในวงการสื่อมาหลายปี อย่างน้อยหลายปีกว่าในวงการการเมืองแน่นอน ขอการันตีว่าท่านทำงานอย่างคุ้มค่ากับภาษี ของประชาชน แต่ในวันนี้มีข้อแนะนำอีกบางข้อที่ดิฉันจะเสนอแนะต่อท่านว่าทำอย่างไร ให้ภาษี ๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่ประชาชนหามาอย่างเหนื่อยยากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ ฝืดเคืองคุ้มค่ายิ่งขึ้นไปกว่านี้
สิ่งแรกที่ดิฉันขอชื่นชมทางไทยพีบีเอส แล้วก็รองศาสตราจารย์วิลาสินีผู้ที่มา อธิบายให้เราฟังเมื่อสักครู่นี้เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน ก็คือไทยพีบีเอสประสบความสำเร็จ มากในการปรับตัวให้เข้ากับอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป อย่างที่เรียกว่า ดิสรัปทีฟ (Disruptive) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในวงการสื่อในช่วง ๕-๑๐ ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ๒ อย่าง ในประเทศไทยเองเราเจอวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ดิจิทัลของทีวี (TV) หลายช่อง ที่ขาดทุนไปเป็นจำนวนมาก แย่งชิงคนดู แย่งชิงโฆษณากัน ไทยพีบีเอสสามารถที่จะปรับตัว อยู่รอดมาได้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเงินสนับสนุนจากรัฐ อีกส่วนหนึ่งท่านสร้างเนื้อหาที่แตกต่าง และบุคลิกที่แตกต่างได้จริง ๆ
การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ ๒ ก็คือการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น ทั่วโลกคือ พฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งหันไปเสพสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรให้สื่อ กระแสหลักอยู่ได้ในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อ ในยุคที่ทุกคนสามารถรายงานสดออกอากาศ ให้คนดูทั่วโลกดูได้ผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ (Facebook live) รายงานสดให้คนทั่วโลกได้อ่านข่าวสั้น ของตัวเองได้ผ่านทวิตเตอร์ (Twitter) ไทยพีบีเอสสามารถทำได้ดีในการที่ทำให้ผู้ชม ของตัวเองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามรายงานของท่านที่ดิฉันได้อ่าน ผู้ชมทางทีวี (TV) ซึ่งตอนนี้คนดูทีวี (TV) น้อยลงเรื่อย ๆ ผู้ชมทางทีวี (TV) ของท่านยังคงเพิ่มมากขึ้นถึง ๑๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ผู้ชมออนไลน์เติบโตสูงที่สุดถึง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ก็น่าชื่นชม แม้แต่วิทยุออนไลน์ ซึ่งในประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้แพร่หลายมากนัก ท่านก็สามารถ ทำให้มีผู้ชมวิทยุออนไลน์ของไทยพีบีเอสเพิ่มขึ้นมาได้ถึง ๓.๘๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม น่าชื่นชมข้อที่ ๒ ก็คือความน่าชื่นชมในการที่ท่านปรับตัวให้เข้ากับ ยุคดิจิทัลได้จริง ๆ ในการใช้งบประมาณจำนวนมาก สัดส่วนที่ค่อนข้างเหมาะสม ในการพัฒนาเนื้อหาออนไลน์มากขึ้น ๓ ใน ๔ หรือว่า ๖๕๐ ล้านบาทของการใช้งบประมาณ ไปกับเนื้อหาของท่าน เป็นการผลิตคอนเทนต์ (Content) หรือว่าเนื้อหาที่ออกอากาศ ทั้งออนไลน์และออนแอร์ ก็คือออกทั้งทางทีวี (TV) และช่องทางโซเชียล มีเดีย (Social media) หรือแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ แล้วก็มีอีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หรือว่า ๑๙๘ ล้านบาทเลยทีเดียวที่ให้ไปกับการทำคอนเทนต์ (Content) ออนไลน์ หรือว่าแอปพลิเคชัน เฟิร์ส (Application first) ก็คือคอนเทนต์ (Content) ที่ออกอากาศ โดยออนไลน์เป็นหลักเท่านั้น แต่ว่าในการชื่นชม ที่ดิฉันชื่นชมท่านทั้ง ๒ ข้อมานี้ มีสิ่งที่ดิฉัน ยังเห็นว่าสามารถปรับปรุงเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมได้อีกก็คืองบประมาณที่ท่านใช้ไปกับ คอนเทนต์ (Content) นั้น ยังคงมีสัดส่วนที่น้อยเกินไป งบประมาณของปี ๒๕๖๑ ท่านบอกไว้เมื่อสักครู่นี้ รองศาสตราจารย์วิลาสินีบอกเราไปว่าใช้ไป ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมด ในปี ๒๕๖๒ ถ้าท่านสมาชิกมีรายงานอยู่เปิดตามไปได้ในหน้า ๑๕๑ ท่านบอกว่า ในปี ๒๕๖๒ ท่านจะใช้งบประมาณ ๘๖๘ ล้านบาท จาก ๒,๖๕๕ ล้านบาท ไปกับการผลิตคอนเทนต์ (Content) หรือว่าเนื้อหารายการ ซึ่งคิดเป็นไม่ถึง ๑ ใน ๓ ของงบทั้งหมดนะคะ น้อยกว่า ๓๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไร ทำไมถึงมีการลดงบประมาณที่ใช้กับคอนเทนต์ (Content) ใช้กับเนื้อหาในยุคที่สื่อระดับโลกทุกสื่อใช้เนื้อหา ใช้หลักการที่ว่า คอนเทนต์ อีส คิง (Content is king) ก็คือเนื้อหานั้นคือหัวใจของสื่อ จะเป็นตัวแยกว่าสื่อกระแสหลัก สื่อมืออาชีพ แตกต่างจากเพจ (Page) ข่าวในโซเชียล มีเดีย (Social media) หรือนักข่าวที่เป็นนักข่าว อาสาสมัครอย่างไร นั่นก็คือต้องทำเนื้อหาให้รอบด้าน ทำเนื้อหาให้ลึกซึ้ง ทำเนื้อหาให้ เฉียบคม แล้วก็มีความลุ่มลึกในฐานะที่สื่อมืออาชีพเท่านั้นที่จะสามารถทำได้ จึงเป็นคำถาม ของดิฉันอยากจะให้ท่าน ถ้าเป็นไปได้ชี้แจงและนำไปปรับปรุงว่า การใช้งบประมาณไปกับ คอนเทนต์ (Content) ของท่านเหตุใดจึงลดลง และเป็นสัดส่วนเพียง ๑ ใน ๓ ไม่ถึง ๑ ใน ๓ ของงบประมาณทั้งหมด จะบอกว่าน้อยลงหรือมากไป มากไปหรือน้อยไป ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ มาเป็นตัวเทียบ ดิฉันก็ไม่รู้จะไปเทียบกับสื่อสาธารณะในประเทศไทยที่ไหน เนื่องจาก มีไทยพีบีเอสอยู่เพียงเจ้าเดียวเท่านั้น ก็เลยขอไปเทียบกับบีบีซี ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ ของสหราชอาณาจักร ประเทศอังกฤษ และดิฉันก็เข้าใจว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของการทำ ทีวี (TV) สาธารณะในประเทศไทยด้วย
ในปี ๒๕๖๐ บีบีซีตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อสภาผู้แทนราษฎร ประเทศอังกฤษทำอย่างที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็คืออภิปรายรายงานผลประกอบการของ บีบีซี คำอภิปรายของ ส.ส. อังกฤษมีอยู่ว่า ทำไมบีบีซีถึงใช้งบประมาณต่อปีไปกับการผลิต เนื้อหารายการน้อยเหลือเกิน น้อยเหลือเกินของเขาคือเท่าไรทราบไหมคะ บีบีซีใช้ งบประมาณทั้งสิ้น ๕,๑๔๐ ล้านปอนด์ต่อปี หรือว่า ๑๙๒,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไปกับการผลิต คอนเทนต์ (Content) เนื้อหารายงานการ ๒,๗๑๐ ล้านปอนด์ หรือ ๑๐๑,๒๔๖ ล้านบาท ส.ส. อังกฤษบอกว่า บีบีซีต้องตอบให้ได้ว่าทำไมใช้งบประมาณไปกับการผลิตเนื้อหารายการ เพียงแค่ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ กลับไปที่ไทยพีบีเอส ท่านใช้เพียงแค่ ๑ ใน ๓ ของงบประมาณ ของท่าน ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองในการผลิตเนื้อหา ถามว่าทำไมเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ บีบีซีอาจจะแตกต่างจากไทยพีบีเอสเล็กน้อย ก็คือเงินของบีบีซี งบประมาณของบีบีซีส่วนใหญ่แล้วมาจากไลเซนซิง (Licensing) หรือว่าออเดียนซ์ (Audience) ผู้ชมเป็นผู้ที่จ่ายค่าสมาชิกให้กับบีบีซี แล้วก็อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนที่น้อยกว่า เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐ บีบีซี ได้เงินจากผู้ชมปีละ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้เงินจากรัฐเพียงแค่ ๔๙,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ส.ส. อังกฤษซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนจึงถามว่า ทำไมบีบีซี ถึงใช้เงินจากประชาชนไปกับการผลิต หรือว่าการทำในสิ่งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยตรง ในสถานีทีวี (TV) หรือว่าสื่อ ๑ ช่องหลัก ๆ สิ่งที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จริง ๆ ก็คือเนื้อหารายการที่พวกเขาได้ชมได้ดูถูกไหมคะ ไม่ใช่เงินค่าจัดทำบัญชี ค่าทนายความ ค่าตกแต่งอาคารสถานที่ มันคือเนื้อหาสาระจากรายการที่ประชาชนได้รับประโยชน์ จึงเป็นคำถามตอนนั้นที่ถามไปยังบีบีซีว่า ใช้เงินตั้งครึ่งหนึ่งไปกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ กับประชาชนได้อย่างไร กลับมาที่ไทยพีบีเอสมีความแตกต่างกันก็คือเราคนไทยไม่ได้เสียเงิน โดยตรงให้กับไทยพีบีเอส อย่างไรก็ตามเราเสียโดยอ้อม นั่นก็คือภาษีของเราปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาทให้กับไทยพีบีเอส จึงอยากจะขอร้องให้ท่านผู้บริหารลองไปพิจารณาดูว่า ทำอย่างไรให้งบประมาณสำหรับจัดทำเนื้อหารายการจัดทำคอนเทนต์ (Content) ของท่านเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ไม่ต้องไปเทียบเท่ากับบีบีซีก็ได้ค่ะ ขอให้เกินครึ่งจากประมาณ ๑ ใน ๓ ที่ท่านใช้ไปขอให้เพิ่มเป็นเกินครึ่ง เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์จะได้หรือไม่ ทำองค์กร ของท่านให้อุ้ยอ้ายน้อยลง ให้ลีน (Lean) ขึ้น ให้มีประสิทธิภาพในการบริหารงานมากขึ้น ใช้เงินกับสิ่งที่เป็นองค์ประกอบขององค์กรของท่านให้น้อยลง และใช้กับสิ่งที่เป็นหัวใจก็คือ การสื่อสารไปยังประชาชนให้มากขึ้น นี่ก็คือประเด็นแรกที่ดิฉันอยากจะฝากไปยังทาง ไทยพีบีเอสนะคะ
ในประเด็นที่ ๒ ดิฉันมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับเนื้อหา การนำเสนอของไทยพีบีเอสเหมือนกัน ท่านสมาชิกสามารถเปิดไปที่หน้า ๑๔๐ ได้ ของรายงานผลการดำเนินงานของไทยพีบีเอส เป็นการพูดถึงยุทธศาสตร์ในการนำเสนอ เนื้อหาของไทยพีบีเอส ยุทธ์ศาสตร์เนื้อหาของช่องนี้คืออะไร ดิฉันขออนุญาตอ่าน ในรายละเอียด เพราะว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
๑. ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นกลางผ่านรายการหลัก เช่น ที่นี่ไทยพีบีเอส ดิฉันเป็นแฟนคลับอยู่นะคะ บ่ายโมงตรงประเด็น นี่ก็เป็นรายการที่มีสาระมากแล้วก็พูด เรื่องของ อีอีซี (EEC) เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนได้อย่างดีมาก
๒. คือสร้างผลงานคุณภาพสูงโดดเด่นและแตกต่างผ่านสารคดีจากผู้ผลิต คนไทย เช่น พื้นที่ชีวิต นี่ดิฉันก็ชอบดูเหมือนกัน สามัญชนคนไทย
๓. สะท้อนคุณค่าวัฒนธรรมไทยออกสู่นานาชาติ ผ่านละครแล้วก็ข่าว ศิลปวัฒนธรรมบันเทิง ซึ่งไทยพีบีเอสก็ได้รับการชื่นชมมากว่าทำข่าวบันเทิงได้อย่างแตกต่าง แล้วก็มีประเด็น
๔. ให้ความสำคัญต่อภาคีหุ้นส่วนและท้องถิ่นผ่านรายการสื่อภาคพลเมือง เช่น ทั่วถิ่นแดนไทย หรือแบ็กแพ็ก เจอร์นัลลิสต์ (Backpack journalist) ๒ รายการนี้ ดิฉันก็ติดตามเหมือนกัน แบ็กแพ็ก เจอร์นัลลิสต์ (Backpack journalist) ที่เคยไปถ่ายตอนที่ พรรคอนาคตใหม่ไปยุโรปด้วยนะคะ ทำงานตั้งใจมาก
๕. สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านกลุ่มรายการสำหรับเด็ก และครอบครัว และ
๖. เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในภาวะวิกฤต ที่รองศาสตราจารย์วิลาสินี เคยยกมา เรื่องของกรณีถ้ำหลวง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมนะคะ รายงานได้อย่างถูกต้อง เที่ยงตรง
๖ ยุทธศาสตร์เนื้อหานี้ถูกต้องและดีงามทั้งหมด แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป และเป็นสิ่งที่สื่อทั่วโลกกำลังถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ นั่นก็คือการสร้างการส่งเสริมการรู้ เท่าทันข่าวสารข้อมูลหรือว่ามิเดีย แอนด์ อินฟอร์เมชัน เทคโนโลยี (Media and Information Technology) เมื่อสักครู่ดิฉันฟังรองศาสตราจารย์วิลาสินีพูด ท่านก็ได้พูดถึง ประเด็นนี้ตอนที่ท่านได้รายงานให้พวกเราฟัง แต่ดิฉันไปดูในคอร์ แวลู (Core Value) หรือว่าคุณค่าพื้นฐานขององค์กรของท่าน ดูในภารกิจหลักของท่าน ดูในผังรายการของท่าน ดิฉันกลับพบว่าภารกิจในด้านการส่งเสริมการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารยังไม่มีความชัดเจน ในคู่มือของยูเนสโก (UNESCO) ล่าสุดระบุไว้ชัดว่า การต่อต้านข่าวปลอมเป็นหน้าที่สำคัญ ที่มี ๓ เสาหลักต้องทำร่วมกัน
๑. ก็คือสื่อที่เป็นสื่อมืออาชีพและได้รับความน่าเชื่อถือ
๒. ก็คือนักการศึกษาระบบการศึกษา
๓. ก็คือบริษัทโซเชียลมีเดีย (Social media)
บริษัทโซเซียลมีเดีย (Social media) นั้น ดิฉันเข้าใจเฟซบุ๊กให้ความสำคัญ ต่อการต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake News) ในประเทศไทยมากอยู่แล้ว ระบบการศึกษา ดิฉันพูดตรง ๆ นะคะว่า การศึกษามีส่วนสำคัญที่สุดจริง ๆ ในการส่งเสริมการรู้เท่าทัน ข้อมูลข่าวสารและต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake News) ถ้าไปดูมีเดีย ลิเทอเรซี อินเด็กซ์ (Media Literacy Index) ของปีล่าสุด ปี ๒๐๑๘ ประเทศที่มีมีเดีย ลิเทอเรซี อินเด็กซ์ (Media Literacy Index) สูงที่สุดอันดับหนึ่งคือประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศ ที่ได้รับการยอมรับว่า ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก แต่ก็พูดตามตรงอีกเช่นกัน ดิฉันคิดว่า การศึกษาประเทศไทยมีภาระมากเพียงพอ แล้วมีปัญหามากมายเพียงพอแล้ว จะให้ไปฝาก ความหวังว่าให้การศึกษาจัดการเรื่องการรู้เท่าทันสื่อให้กับประชาชนด้วย ดิฉันคิดว่า ให้เขาจัดการเรื่องอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ ไม่ให้เด็กกินพะโล้บูดก่อนน่าจะเป็นสิ่งที่เขา ต้องให้ความสำคัญมากกว่า เพราะฉะนั้นเหลือเสาหลักเสาสุดท้ายที่จะทำเรื่องของการรู้เท่าทันสื่อ และข้อมูลข่าวสารให้แก่ประชาชนคนไทย นั่นก็คือสื่อมืออาชีพ
ในสภาวะการเมืองที่มีแต่ความขัดแย้งแตกแยกมาตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา หนึ่งในสื่อที่ได้รับความเชื่อถือว่ามีความเที่ยงตรงและเป็นกลางมากที่สุดก็คือสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอสนั่นเอง เพราะฉะนั้นดิฉันถือว่าท่านมีทั้งหน้าที่โดยตรงและมีทั้งความชอบธรรม ในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ การต่อต้านข่าวปลอมในประเทศไทย ดิฉันไปดูในผังรายการ ของท่าน ไม่ค่อยมีรายการไหนที่พูดถึงการรู้เท่าทันสื่อ และการต่อต้าน เฟกนิวส์ (Fake News) อย่างเป็นรูปธรรม รายการที่ดิฉันเช็คดูและเห็นว่ามีเรื่องนี้ประจำก็คือรายการเปิดบ้าน ไทยพีบีเอส ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์ในช่วงเวลาประมาณ ๑๓.๔๕ นาฬิกา ถึง ๑๔.๐๐ นาฬิกา เพียง ๑๕ นาทีต่อสัปดาห์เท่านั้นนะคะท่าน และในวงการสื่อทราบดี ช่วงเวลาบ่ายวันเสาร์ เป็นช่วงเวลาที่ซุปเปอร์ (Super) ไม่ไพร์มไทม์ (Prime time) ไม่มีใครดูทีวี (TV) ในบ่าย วันเสาร์ ทุกคนออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านกันหมด แต่ท่านให้เวลากับรายการนี้ ๑๕ นาที ในบ่ายวันเสาร์ที่ไม่มีใครดูโทรทัศน์และรายการ ๑๕ นาทีนี้ ดิฉันลองไปดูมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การรู้เท่าทันสื่อ ๔ นาที จาก ๑๕ นาที ดิฉันยังดีใจที่อย่างน้อยมีพื้นที่ให้กับเรื่องของการรู้ เท่าทันสื่อ การต่อต้านข่าวปลอม แต่มันยังไม่มากพอค่ะ ดิฉันตามไปดูเปิดบ้านไทยพีบีเอส ตอนที่ว่าด้วยเรื่อง เฟกนิวส์ (Fake News) ที่อยู่ในยูทูบ (YouTube) ลงไว้ตั้งแต่ ๙ กันยายน ๒๕๖๐ หน้าเศร้านะคะมีคนดูเพียงแค่ ๗๒๓ คน ดิฉันเห็นว่ามีความพยายามจากไทยพีบีเอส แล้วในการนำเสนอเนื้อหาตรงนี้ แต่น่าเสียดายที่ความพยายามนั้นอาจจะยังไม่มากพอ และยังไม่สามารถทำเนื้อหาที่ดึงดูดประชาชน สร้างความสนใจ ความตระหนักในเรื่องนี้ ให้กับประชาชนได้อย่างมากพอ การรับมือ เฟกนิวส์ (Fake News) การรู้เท่าทันข้อมูล ข่าวสารเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในโลกยุคดิจิทัลที่ข่าวสารข้อมูลมัน ไหลบ่าท่วมตัวเรารวดเร็วตลอดเวลาผ่านโซเชียลมีเดีย (Social media) ดิฉันยืนยันว่า ดิฉันยึดตามหลักของยูเนสโก (UNESCO) ว่า รัฐบาลไม่ควรมีหน้าที่ในการจัดการข่าวปลอม เพราะว่าจะกลายเป็นผู้ผูกขาดสถาปนาความจริง ใช้อำนาจเกินขอบเขต ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ของสื่อมวลชนและประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เสี่ยงต่อการเป็น มินิสทรี ออฟ ทรูท (Ministry of truth) หรือว่ากระทรวงสัจจะ ไปเอา ตัวเองตัดสินว่าข่าวใดจริง ข่าวใดปลอม เราขอฝากความหวังไว้ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่จะใช้สื่อในมือของท่านจากภาษีของประชาชนในการทำเรื่องนี้ ในการต่อต้านข้อมูล ข่าวปลอมทั้งหลาย
ดิฉันขอสรุปสุดท้ายนะคะ ฝากท่านไว้ว่าระหว่างสื่อมวลชนกับผู้แทนราษฎร ในชื่ออาชีพของพวกเรามีคำว่า ประชาชน อยู่ ทั้ง ๒ อาชีพ สื่อมีคำว่า สื่อมวลชน ผู้แทนราษฎร ก็คือผู้แทนของประชาชน เราร่วมมือกัน เราต่างทำงานเพื่อประโยชน์ของ ประชาชน เราต่างใช้เงินภาษีของประชาชน กินใช้อยู่ทุกวันนี้ก็จากภาษีของประชาชนทั้งนั้น ร่วมมือกันสร้างสังคมที่เท่าเทียมเป็นประชาธิปไตยและมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารอย่างเป็นธรรม ขอบพระคุณค่ะ