วิษณุ เครืองาม ชี้แจงเสนอร่างพระราชบัญญัติสองฉบับสำคัญในโอกาสหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยให้ความสำคัญกับร่างพระราชบัญญัติเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 เป็นลำดับแรก เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสร้างและพระราชทานเหรียญอย่างเป็นทางการ ป้องกันการปลอมแปลงและรักษามาตรฐานของเครื่องราชอิสริยาภรณ์อย่างเหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติสำคัญชุดแรกของรัฐบาลนี้ และถ้าหากได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาก็จะเป็นร่างพระราชบัญญัติชุดแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยตราขึ้นโดยความเห็นชอบของรัฐสภาชุดนี้ ภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้โดยโบราณราชประเพณีถือว่าเป็นกฎหมายประจำรัชกาล และจะเสนอประเดิมเมื่อเริ่มรัชกาลตามแบบธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาทุกรัชกาลเสมอ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนั้นได้แก่ ๑. ร่างพระราชบัญญัติเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๑๐ พ.ศ. .... และ ๒. ร่างพระราชบัญญัติเหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๑๐ พ.ศ. .... ซึ่งกระผม ขอประทานอนุญาตที่จะนำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับแรกก่อน
ร่างพระราชบัญญัติเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๑๐ พ.ศ. .... มีหลักการคือ ให้มีเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๑๐ ส่วนเหตุผลนั้นก็เป็นไปตามบันทึกหลักการและเหตุผลที่ ได้กราบเรียนเสนอมาตามข้อบังคับการประชุมสภา แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น ขออนุญาตที่จะกราบเรียนอธิบายขยายความเพิ่มเติมดังนี้ครับว่า คำว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น หมายถึงเครื่องประดับของพระมหากษัตริย์ หรือที่ พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่บุคคลต่าง ๆ โดยใช้เป็ นเครื่องประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์มีหลายประเภท หลายชื่อ เรียกกันในวงการที่เกี่ยวข้องว่า หลายตระกูล ตัวอย่างที่อาจจะเป็นรู้จักทั่วไปก็คือ ตระกูลจุลจอมเกล้า ซึ่งมีสีประจำตระกูล เป็นสีชมพู ตระกูลมงกุฎไทย สีประจำตระกูลเป็นสีน้ำเงิน ตระกูลช้างเผือก สีประจำตระกูล เป็นสีแดง ตระกูลดิเรกคุณาภรณ์ สีประจำตระกูลเป็นสีเขียว ดังนี้เป็นต้น เครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกตระกูลหนึ่งคือเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในตระกูลรัตนาภรณ์ ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือเป็นแพรแถบสีเหลืองมีขอบ ๒ ข้างสีขาว และห้อยเหรียญ ซึ่งเป็น เหรียญพระปรมาภิไธยประจำในแต่ละรัชกาล เหรียญรัตนาภรณ์นั้นมีมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ และเริ่มมีกฎหมายรองรับเป็นครั้งแรกในสมัย รัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ รัชกาลที่ ๘ รัชกาลที่ ๙ เมื่อบัดนี้ได้ผ่านพ้นพระราชพิธี บรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ ๑๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเหรียญรัตนาภรณ์ ประจำรัชกาลขึ้น เพื่อที่จะพระราชทานแก่บรรดาข้าทูลละอองธุลีพระบาทตามพระราช อัธยาศัย ความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายขึ้นมารองรับจึงมีอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปลอม แปลงเลียนแบบ หรือผู้ที่ไม่มีสิทธินำไปใช้ประดับ สำหรับเหรียญรัตนาภรณ์นั้น เป็นเหรียญบำเหน็จความชอบในพระองค์ที่จะพระราชทานแก่ผู้ใดก็ได้โดยไม่ต้องมีการ ขอพระราชทาน ไม่เหมือนกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลอื่น ๆ และจะพระราชทานแก่ ผู้ใดก็ไม่มีขีดขั้นกำหนดในเรื่องของยศชั้นตำแหน่งหรืออาวุโสใด ๆ ดังที่ปรากฏในรัชกาล ก่อน ๆ เสมอมาว่า เหรียญรัตนาภรณ์นั้นอาจจะพระราชทานแก่เจ้าหน้าที่ข้าราชการยศน้อย หรือชั้นผู้น้อย หรือผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่ได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในโอกาส ต่าง ๆ ได้ ในขณะที่บางครั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูง เช่น เป็นถึงอธิบดี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี ก็ยังไม่ได้รับพระราชทานดังนี้ก็มี เป็นต้น เหรียญรัตนาภรณ์มี ๕ ชั้น ชั้นสูงสุด เรียกว่าชั้นที่ ๑ ลดหลั่นลงมาคือ ชั้นที่ ๒ ชั้นที่ ๓ ชั้นที่ ๔ จนกระทั่งถึงชั้นที่ ๕ และอาจจะมี การพระราชทานเลื่อนชั้นให้แก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานในชั้นใดชั้นหนึ่งไปก่อนแล้ว เมื่อมี พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลนี้ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำเหรียญ รัตนาภรณ์ขึ้นก่อนไปแล้ว โดยอาศัยพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙ และได้ พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลต่าง ๆ ไปแล้วเป็นจำนวนถึง ๒๔๕ ราย และ กำลังจะมีการพระราชทานต่อไปถึงบุคคลต่าง ๆ อื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากในอนาคต เมื่อเป็นดังนี้ก็เกิดความจำเป็นที่จะต้องจัดทำกฎหมายขึ้นรองรับโดยด่วน เพื่อที่จะปกป้อง คุ้มครองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ให้เป็นแบบฉบับและเป็นมาตรฐาน ไม่ให้มีการนำไป ปลอมแปลงเลียนแบบหรือประดับโดยไม่มีเหตุอันสมควร รัฐบาลได้รับพระราชกระแส พระราชดำริในเรื่องนี้มา จึงได้ดำเนินการจัดทำโดยให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยกร่างขึ้น โดยรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ แล้ว คือความเห็นของกรมธนารักษ์ ซึ่งจะเป็นผู้จัดทำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ ความเห็น ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการที่จะจัดทำ ประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ เมื่อเวลาพระราชทานแก่บุคคลต่าง ๆ ตลอดจนรับฟังความเห็นจากสำนักพระราชวัง การรับฟังความเห็นนั้นได้ทำในชั้นรัฐบาล ๑ ครั้ง แล้วได้ทำในชั้นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อตรวจร่างนี้อีก ๑ ครั้ง และได้นำลงในเว็บไซต์ (Web site) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบและแสดง ความคิดเห็น ซึ่งไม่มีผู้ใดแสดงความคิดเห็นเข้ามา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีผลกระทบ ในทางเศรษฐกิจ สังคม หรือเหตุอื่นใด จึงได้นำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกรุณาให้ความเห็นชอบในการที่จะตราเป็นพระราชบัญญัติบังคับใช้ต่อไป จึงขอประทาน กราบเรียนเสนอมายังท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อกรุณารับไว้พิจารณาดำเนินการตาม รัฐธรรมนูญด้วยครับ