ชุติมา แจงปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตก รัฐเร่งดูแลทุกห่วงโซ่อุปทาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ชุติมา บุณยประภัศร ชี้แจงถึงปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาดและข้อจำกัดการส่งออก พร้อมรายงานมาตรการของรัฐบาลในการดูดซับสต็อกส่วนเกินผ่านการใช้ในภาคพลังงานและการผลิตไบโอดีเซลเพื่อพยุงราคาให้เกษตรกรอย่างเป็นธรรม

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการราชการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ตอบกระทู้ของ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นดิฉันขอเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์มีภารกิจที่จะต้องดูแล ราคาสินค้าทั้งตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาวัตถุดิบไปจนถึงราคาที่ผู้บริโภคจะต้อง จับจ่ายใช้สอย ซึ่งในการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์เรายึดวิธีดำเนินการให้เกิด ความสมดุลและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในห่วงโซ่นี้นะคะ เกษตรกรเป็น ผู้ผลิตสินค้าที่เป็นวัตถุดิบมาขายให้กับผู้ผลิต ซึ่งจะต้องผลิตออกมาแล้วส่งให้กับผู้จัดจำหน่าย แล้วในที่สุดก็ถึงผู้บริโภค ทั้งหมดนี้จะต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยเกษตรกรสามารถ ขายสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรมกับเขาแล้วมีรายได้ที่จะเลี้ยงตัวเองได้ สำหรับน้ำมันปาล์ม เป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะทางภาคใต้ รัฐบาลตระหนักดี แล้วก็ได้พยายาม ทุกอย่างที่จะให้เกิดความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานนี้ต่อทุกภาคส่วน แต่เนื่องจากว่า สถานการณ์เมื่อปี ๒๕๖๑ ต่อปี ๒๕๖๒ มีปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น อันเนื่องมาจากการที่สภาพดินฟ้าอากาศไม่สามารถจะควบคุมได้ ปัญหามาจากหลายปัจจัย นอกจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดแล้วทำให้ผลปาล์มสุกเร็ว จำนวนของการตัดปาล์มขึ้นมา มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาผลปาล์มในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบันได้ตกลง และรัฐบาลจึงเข้าไปใช้มาตรการต่าง ๆ ที่จะดึงราคาขึ้นมาโดยไม่ให้กระทบต่อทั้งภาค ผู้บริโภคและผู้จำหน่ายด้วย นอกจากนั้นเราไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากว่าผลปาล์มที่เรา เคยส่งออกไปได้ก็ไม่สามารถส่งออกไปได้ เพราะว่าประเทศที่เป็นผู้ส่งออกไม่รับซื้อผลปาล์ม โดยเฉพาะประเทศสหภาพยุโรป ไม่รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบอันเนื่องมาจากเขามีกฎหมาย ออกมาที่จะลดการใช้น้ำมันปาล์มดิบไปทำไบโอดีเซล (Biodiesel) เพราะเขาถือว่าเป็น พลังงานทางเลือกชนิดที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องโลกร้อน ก็เลยไม่ให้ใช้ ดังนั้นการส่งออก ที่เคยส่งออกไปได้ในตลาดต่างประเทศก็ลดลง ประกอบกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่คือ ประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซียเพิ่มผลผลิตในประเทศของตัวเอง และไม่สามารถ ส่งออกไปได้ ด้วยเหตุนี้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกจึงตกลงอย่างมาก ทำให้ประเทศไทยเอง มีผลผลิตส่วนเกินอยู่ในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการดูดซับ ปริมาณส่วนเกินออกจากระบบ โดยได้มีการประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กลุ่มเกษตรกร กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทุกภาคส่วนให้ร่วมมือกันที่จะต้องช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ราคาตกต่ำลงไป ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่จะดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกินออกจากระบบไป ทำให้ตอนที่ ดำเนินการนี้กระทรวงพลังงานสามารถที่จะดูดซับน้ำมันปาล์มออกไปในระยะแรก ๑๖๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็ยังมีระยะที่ ๒ ที่จะดำเนินการต่อถ้าไม่สามารถทำให้ผลผลิตส่วนเกิน ลดลง ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานก็ดำเนินการไปแล้วประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าตันเพื่อให้ ระดับของสต็อก (Stock) ของน้ำมันปาล์มดิบอยู่ในระดับปกติ ซึ่งการดำเนินการนอกจาก จะเอาไปทำการผลิตไฟฟ้าก็เอาไปทำในเรื่องของไบโอดีเซล (Biodiesel) เพิ่มขึ้นเป็น บี ๒๐ (B20) นะคะ ซึ่งขณะนี้สามารถใช้ได้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ แล้วก็รถกระบะซึ่งเป็นมาตรฐานที่ค่ายรถยนต์ รับรองแล้วทั้งสิ้นถึง ๘๓๕ รุ่น ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีสถานีที่จำหน่ายน้ำมัน บี ๒๐ (B20) ทั้งสิ้น ถึงประมาณ ๑,๑๐๐ กว่าแห่งแล้วนะคะ ซึ่งอันนี้ก็จะทำให้การใช้น้ำมันปาล์มไปอยู่ในภาค ของพลังงานเพิ่มมากขึ้น เป็นการดูดซับส่วนเกินออกจากระบบ เพื่อพยุงให้ราคาของ เกษตรกรที่นำผลปาล์มดิบไปขายเพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งเราก็ยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้น้ำมัน บี ๑๐๐ (B100) ในภาคการเกษตร การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพ ของการผลิตปาล์ม แล้วก็น้ำมันปาล์มดิบในระยะยาวอย่างมั่นคง จากการดำเนินการดังกล่าว ราคาของผลปาล์มก็เริ่มกระเตื้องขึ้นจาก ๒ บาท ไปอยู่ที่ ๓.๕๐ บาท และในปัจจุบันก็อยู่ ประมาณ ๓.๙๐ บาท ซึ่งในราคาที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกล่าวนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณภาพ ของปาล์มน้ำมันอยู่ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมันเท่าไร แต่ถ้าเปอร์เซ็นต์น้ำมันอยู่ที่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีการประกาศเปอร์เซ็นต์น้ำมันกำหนดไว้ที่หน้าโรงงาน จากการสืบราคาของเราก็ขึ้นอยู่กับ ระยะทางของเกษตรกรที่นำไปขาย ที่อาจจะถูกหักโดยค่าขนส่งไป แต่ว่าปัจจุบันนี้ ราคาปาล์มที่เราสืบมาอยู่ที่ ๓.๙๐ บาท ทั้งหมดนี้อยากจะชี้ให้เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่เรา ดูแลทุกภาคส่วนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค ดังนั้นที่มี เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงขณะหนึ่งที่ราคาน้ำมันปาล์มที่อยู่ในท้องตลาดราคาต่ำมากแล้วมี ผู้ขายบางรายไปขึ้นราคาในช่วงนั้น มันเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาหารือในเรื่องของราคาผลผลิตปาล์มตกต่ำมาก ในช่วงที่ราคาตกต่ำมากเราขอร้องให้ทุกคนร่วมมือกัน ดังนั้นเวลาวางสินค้าขายก็ควรจะขาย ในราคาที่สะท้อนต้นทุน ไม่ให้นำเอาสินค้านั้นมาลดราคาเป็นการดึงดูดคนเข้ามาซื้อมากขึ้น เพราะจะไปซ้ำเติมเกษตรกร ด้วยเหตุนั้นในช่วงนั้นจึงมีการที่บางรายขึ้นราคาสินค้า ของตัวเองไป แต่บางรายก็ไม่ได้ขึ้นนะคะ ในที่สุดเขาก็ปรับราคามาสะท้อนราคาของตลาด ในปัจจุบันนี้ราคาที่ค้าขายกันอยู่นี้สะท้อนราคาต้นทุนซึ่งเป็นที่ยอมรับในเรื่องของโครงสร้าง ราคาที่ได้มีการหารือร่วมกันแล้วระหว่างสมาคมโรงสกัด สมาคมโรงกลั่น สมาคมผู้ค้า และรวมทั้งภาคเกษตรกร ตกลงในเรื่องของโครงสร้างของราคาที่จะเป็นตัวกำหนดให้ราคา ที่เป็นธรรม อยู่ในระดับที่เป็นที่ยอมรับได้ ซึ่ง ณ วันที่ ๘ กรกฎาคม ราคาผลปาล์มอยู่ที่ราคา ต่ำสุด ๓.๓๐ บาท และราคาสูงสุดอยู่ที่ ๓.๙๐ บาท ราคาน้ำมันปาล์มดิบจะอยู่ที่กิโลกรัมละ ๒๐-๒๐.๒๕ บาท เมื่อเอาไปบรรจุเป็นน้ำมันขวดแล้วก็จะอยู่ประมาณที่ ๓๔-๓๕ บาท ซึ่งจะสอดคล้องกับราคาจำหน่ายปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ ๓๐-๓๖ บาท ในร้านค้าทั่วไปที่เรา จะเห็นได้นะคะ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีมาตรการที่จะไปทำให้ผู้บริโภคได้รับ ผลกระทบจากราคาขายที่แพงขึ้นแล้วเกษตรกรจะไม่ได้รับประโยชน์จากราคาดังกล่าว เพราะว่าจากโครงสร้างราคาอันนี้เป็นที่ยอมรับแล้วก็สะท้อนราคาในปัจจุบันแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ