รังสิมันต์ ชี้การตั้ง กมธ. เป็นนิมิตหมายดี ย้ำศึกษาผลกระทบ คสช. สำคัญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

รังสิมันต์ โรม กล่าวถึงผลกระทบจากการกระทำของ คสช. โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารบังคับใช้คำสั่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบจากการรัฐประหารอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากการเรียกร้องประชาธิปไตย

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณมากครับท่านประธาน เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม จากพรรคอนาคตใหม่ จริง ๆ มีผู้อภิปรายหลายท่าน ที่อภิปราย หลายท่านเนื้อหาสาระดีนะครับ ปิดชื่อพรรคปิดคนพูดปิดจุดยืนฟังไปฟังมา ดูเหมือนหลาย ๆ ท่านก็เห็นด้วยกับการที่จะตั้งกรรมาธิการนี้ ผมคิดว่านี่คือนิมิตหมายที่ดีครับ นิมิตหมายนี้ไม่จําเป็นต้องอยู่ภายใต้ของอํานาจเผด็จการหรือให้ใครมาบังคับ แต่เป็นการเห็นพ้อง ร่วมกันว่าปัญหาของประเทศไทยตลอด ๕ ปีที่ผ่านมานั้นมีเยอะแยะมากมายจริง ๆ แน่นอน ว่าอาจจะมีความกังวลอยู่บ้างว่าการอภิปรายในเรื่องนี้จะนําไปสู่การสร้างความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในอนาคตหรือเปล่า คงต้องเรียนตามตรงครับว่าการอภิปรายของผม ผมมีจุดประสงค์ที่จะทําให้ ทุกคนไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับญัตตินี้ หากในอนาคตหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีการเรียกตัวไปปรับทัศนคติอีก ผมก็จะยังคง แสดงจุดยืนอยู่เคียงข้างท่าน แม้วันนี้ท่านจะไม่เห็นด้วยกับผมก็ตาม ผมขอยืนยันว่าการพูด ถึง คสช. หรือการศึกษาผลกระทบของ คสช. เป็นเรื่องที่สําคัญ ถ้ามันคือการสร้างความรุนแรง ก็แสดงว่า คสช. คือความรุนแรงท่านประธานครับ ประกาศและคําสั่งของ คสช. หลายฉบับ มีลักษณะเป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นการเพิ่มอํานาจให้แก่เจ้าหน้าที่ ของรัฐโดยเฉพาะทหารให้สามารถกระทําการต่าง ๆ ที่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เราไม่มี ทางยอมรับได้ การกระทําหลายลักษณะมีลักษณะของการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนอย่างชัดแจ้ง สาเหตุที่ประกาศและคําสั่งเหล่านี้บังคับใช้ได้ก็เป็นเพราะว่า คสช. นั้นมีกําลังทหาร ย้ํากัน ให้ชัด ๆ ว่าประกาศเหล่านี้ไม่ใช่กฎหมาย เพราะท่านอาศัยการบังคับ อาศัยความรุนแรง และอาศัยการละเมิดสิทธิมนุษยชนผ่านกําลังที่ท่านมี วิธีการเหล่านี้ท่านพยายามอ้างว่า มันคือกฎหมาย แต่จริง ๆ มันคืออํานาจ และท่านพยายามทําให้ทุกคนยอมรับในอํานาจที่ท่านมี มากไปกว่านั้นครับท่านประธาน ประกาศ คําสั่ง และการกระทําของ คสช. ยังส่งผลกระทบ ต่อประชาชนจํานวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน และการให้อํานาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่มุ่งเน้นไปยังฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เราจะเห็นว่า มีผู้แทนหลายคนก่อนหน้านี้ถูกพาตัวไปปรับทัศนคติ ถูกเรียกตัวไปคุย หลายคนต้องเปลี่ยน จากข้างการเมืองหนึ่งมาอีกข้างการเมืองหนึ่งก็เพราะว่าถูกกัดดัน ถูกใช้คดีความเป็นเครื่องไม้ เครื่องมือ ท่านประธานครับ การถูกปรับทัศนคติของพวกเราเป็นความทุกข์ยาก เราต้องให้ ทหารคนที่จบการศึกษาจากนายร้อย จปร. มาสั่งสอนพวกเรา เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลําเค็ญ เป็นความลําบากของพวกเราแน่นอน แต่ในความเป็นจริงเรากลับมีประชาชนอีกจํานวนเยอะมาก ที่โดนแบบเดียวกัน เอาเฉพาะเรื่องการปรับทัศนคติ ๑,๓๐๐ คน ที่ถูกปรับทัศนคติซึ่งไม่รู้ ปรับอะไร ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งนะครับ ของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากคําสั่ง และประกาศ และการกระทําของ คสช. คนกลุ่มนี้ถูกเรียกจากสื่อมวลชนและหลายคน ที่รู้จักว่ากลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คนกลุ่มนี้ไปชุมนุมทางการเมืองในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ปีที่แล้วนี่เอง เขาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งให้ คสช. ทําตามที่ตัวเองสัญญาเอาไว้ แต่ผลคืออะไร คือมีคนมีชาวบ้านประชาชน ๔๑ คนที่ไม่ใช่แกนนําถูกดําเนินคดีในข้อหาชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไปตามคําสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ ข้อ ๑๒ คนเหล่านี้เขาเรียกร้องให้พวกเรา ในฐานะที่เป็นผู้แทนประชาชนได้มานั่งอยู่ในวันนี้ครับท่านประธาน คนเหล่านี้ทําให้การเลือกตั้ง ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไรจะเกิดขึ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปตามที่ คสช. ต้องการ แต่คนเหล่านี้สละเงินทองสละเวลาส่วนตัว เอาความกล้าหาญที่ตัวเองมีไปชุมนุม ทางการเมืองเพื่อให้พวกเรามานั่งกันอยู่ที่นี้ แล้ววันหนึ่งก็มีนายทหารของ คสช. ออกไป ดําเนินคดีกับคนเหล่านี้และบอกว่าไปก่อความวุ่นวายทางการเมือง ประทานโทษ เรียกร้อง การเลือกตั้งนี่คือการก่อความวุ่นวายทางการเมือง แสดงว่าเราคือผลผลิตของความวุ่นวาย ทางการเมืองใช่หรือไม่ ผมคิดว่าผู้แทนราษฎรทุกคนต้องพึงสังวรถึงการเสียสละของประชาชน ผมไม่เข้าใจว่าผู้แทนราษฎรจะมีใครกล้าไม่เห็นด้วยที่จะศึกษาเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่มีประชาชน เสียสละตัวเองเพื่อให้พวกเรามาอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าวันนี้คนกลุ่มนี้ทุกอย่างเหมือนจะจบด้วยดี เพราะคําสั่งที่ ๓/๒๕๕๘ มันโดนยกเลิกไปแล้วในข้อ ๑๒ แต่ถามหน่อยในเวลาที่เขาต้องไปขึ้นศาล ในเวลาที่เขาต้องไปกู้ยืมเงินเพื่อนบ้านเพื่อไปขึ้นศาล ในเวลาที่เขาถูกกระทําต่าง ๆ เรามีมาตรการ อะไรบ้างที่ไปเยียวยาคนเหล่านี้ ไม่มีเลย ดังนั้นผมจึงขอร้องให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เราต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้ครับ ถ้าท่านยังฟังไม่ชัดเจนเพียงพอ ท่านอาจจะคิดว่าคนเหล่านี้ ถูกดําเนินคดีก็เพราะว่าไปชุมนุมทางการเมืองไม่ได้เป็นความผิดของ คสช. อย่างนั้นฟังให้ดี ผมมีเอกสารฉบับหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นเอกสารที่เกิดจากความไม่ตั้งใจของฝ่ายกฎหมาย คสช. เอกสารนี้คือเอกสารหมาย จ.๑๔ จากสํานวนศาลอาญา คดีหมายเลขดําที่ ๒๘๙๓/๒๕๖๑ ซึ่งเป็นคดีการชุมนุมคราวเดียวกันแต่เป็นของแกนนํา บันทึกนี้เขียนเอาไว้โดยฝ่าย คสช. เขียนไว้อย่างนี้ครับ หากครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลดําเนินการแจ้งความซ้ําและจะแจ้งความซ้ําทุกครั้ง ที่กลุ่มต่อต้าน คสช. ออกมาเคลื่อนไหว ก็อาจจะส่งผลทําให้แกนนํากลุ่มเกิดความกดดัน และเป็นการจํากัดเสรีในการปฏิบัติของฝ่ายต่อต้าน คสช. ทําให้ระดับความรุนแรงในการ ปราศรัยปลุกระดมถูกลดลง ทั้งนี้การแจ้งความดําเนินคดีซ้ํานั้นควรที่จะมุ่งหวังเพียง เพื่อเพิ่มความกดดันและสร้างความยุ่งยากสับสนให้กับแกนนํามากกว่าที่จะมุ่งหวัง เพื่อควบคุมแกนนําไปขังในเรือนจํา เนื่องจากที่ผ่านมาการคุมขังแกนนํามักจะเป็นจุดล่อแหลม ของฝ่ายรัฐบาลที่จะถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือนักวิชาการ สื่อต่าง ๆ รวมตัวกันออกมากดดันรัฐบาลให้ปล่อยตัวในภายหลัง อันจะส่งผลเสียกับรัฐบาล มากกว่า สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ คสช. ใช้วิธีการโจมตีโดยนําเรื่องคดีความในศาลมาเล่นงาน กับฝ่ายที่ต่อต้าน คสช. เพียงเพราะเขาพูดว่าเขาปฏิเสธการมี คสช. และอยากให้มี การเลือกตั้งโดยเร็ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ได้นําไปสู่ภาระ ในการขึ้นศาลต่อผู้ชุมนุม ต่อประชาชน ต่อปู่ย่าตายายที่เข้ามาร่วมชุมนุม ฟ้องกันไปเลยครับ ฟ้องซ้ํา ๆ ฟ้องย้ํา ๆ ให้คนเหล่านี้มันหลาบจํา ตกลงว่าศาลยุติธรรมของพวกเรามีหน้าที่ รับคําฟ้อง คําร้องของฝ่ายกฎหมาย คสช. โดยไม่ต้องสนใจว่าคนเหล่านี้สิ่งที่เขาทําไป จุดประสงค์เขาต้องการเห็นประเทศไทยเดินหน้าใช่หรือเปล่า การที่ประชาชนคนหนึ่ง จะรวบรวมความกล้าออกมาเดินบนท้องถนน ประท้วงผู้มีอํานาจในยุคเผด็จการไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาเลือกที่จะเอาเวลาและเงินทองที่สามารถเอาไปใช้กับเรื่องอื่นเพียงเพื่อมาส่งเสียง ไปยังผู้มีอํานาจอย่างตรงไปตรงมา ในแบบที่ผู้อื่นไม่กล้าที่จะทํา มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ ที่เผด็จการจะปฏิบัติกับเขาเหล่านี้ในลักษณะนี้ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับจาก สภาแห่งนี้ซึ่งเป็นสภาของผู้แทนราษฎรจึงพึงใช้อํานาจเพื่อปกป้องคนเหล่านี้ ท่านประธานครับ เอาเฉพาะสถิติที่เรานับได้นะ ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป อย่างน้อย ๆ ๔๒๑ คน ที่ถูกดําเนินคดี นี่คือจํานวนของคนที่เสียสละเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ทําหน้าที่เพื่อราษฎร ทั้งหลาย ผมขอพูดอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างนี้คือกรณีของคุณพัฒน์นรี ชาญกิจ หรือมารดาของคุณสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เนื่องจากว่ามีแชต (Chat) ที่มีลักษณะหมิ่นทักเข้ามาหาคุณพัฒน์นรี แล้วตัวคุณพัฒน์นรีหรือแม่จ่านิวตอบกลับออกไปว่า จ้า ตอบสั้น ๆ แค่นี้นําไปสู่การตั้งข้อหา ที่ยิ่งใหญ่ ปรากฏว่าในคดีนี้ ผบ.ตร. ซึ่งเป็นหัวหน้าของพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า ไม่ควรที่จะสั่งฟ้อง แต่เพราะคําสั่งที่ ๓๗/๒๕๕๗ ที่ให้โอนคดีของพลเรือนมาอยู่ในอํานาจ พิจารณาพิพากษาของศาลทหารในความผิดอาญาต่อพระมหากษัตริย์ ความผิดอาญา ต่อความมั่นคงของรัฐ และความผิดตามประกาศหรือคําสั่งของ คสช. ทําให้คุณพัฒน์นรี ต้องไปขึ้นศาลทหารแล้วอัยการศาลทหารมีความเห็นว่าควรที่จะสั่งฟ้อง ซึ่งถ้าท่านเป็น นักวิชาการท่านจะรู้เลยว่าศาลทหารถูกตั้งคําถามในวงการวิชาการอย่างยิ่งว่าตกลงแล้ว ศาลทหารมีความเป็นศาลจริงหรือ เพราะคนที่มาดํารงตําแหน่งในอัยการศาลทหารและตุลาการ ศาลทหารไม่มีความเป็นอิสระเลยครับ อยู่กัน สั่งการกันภายใต้สายบังคับบัญชา แล้วประทานโทษ เครื่องมือแบบนี้ วิธีการแบบนี้ เรากลับใช้เพื่อลงทัณฑ์ต่อคนที่เห็นต่างทางการเมือง มีหลายกรณี ครับท่านประธานที่มีผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกแจ้งความดําเนินคดีต้องใช้เวลาในการพิจารณาคดี ในศาลทหารนานมาก บางกรณีใช้เวลาถึง ๕ ปีกว่าจะได้รับการประกันตัวแล้วศาลก็ยังไม่มี คําพิพากษา หรือบางกรณีถูกฝากขังไม่ได้รับการประกันตัวแล้วสุดท้ายต้องยอมจํานน แล้วสารภาพ มีคํากล่าวคําหนึ่งในเรือนจํา เขากล่าวกันอย่างนี้ครับท่านประธาน สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน สารภาพติดพอประมาณ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นของระบบกระบวนการยุติธรรมไทย แล้วถามว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นองค์กรองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้งและยึดโยง กับประชาชนจะไม่ศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นของคําสั่ง คสช. หน่อยหรือครับ นี่นับว่าโชคดีครับ ที่คุณพัฒน์นรีใช้เงินประกันตัวแล้วสามารถออกมาข้างนอกสู้คดีได้ แต่มีหลายกรณีครับ ที่ไม่ได้โชคดีขนาดนี้ แล้วสุดท้ายก็นําไปสู่การสารภาพเพื่อยอมจํานนต่อกระบวนการยุติธรรม โดยสรุปครับท่านประธาน แม้ในปัจจุบันจะมีคําสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๙/๒๕๖๒ ยกเลิก ประกาศและคําสั่งของ คสช. จํานวนหนึ่งไปแล้ว แต่ผลกระทบของประกาศและคําสั่ง คสช. ยังคงมีอยู่และตกค้างอยู่ในประชาชน จึงสมควรที่เราจะต้องกลับมาทบทวนผลกระทบเหล่านี้ อีกครั้งและละเอียดถี่ถ้วน หากมีประกาศหรือคําสั่งใดที่ถูกยกเลิกหรือสิ้นผลในทางปฏิบัติไป แล้วก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้ายังมีผลกระทบอะไรอยู่เราก็ควรที่จะใช้กรรมาธิการชุดนี้ในการศึกษา เพื่อพิจารณาต่อไป จํานวนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการที่ผมอภิปรายหรือเพื่อนสมาชิกอภิปราย อาจจะเป็น แค่จํานวนหนึ่งที่มีการบันทึกเอาไว้ มันอาจจะเป็นแค่เพียงยอดภูเขาน้ําแข็งที่เราเห็นก็ได้ แต่ถ้าสภาแห่งนี้ได้ทําหน้าที่บางทีตัวเลขที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องที่น่าตกอกตกใจ แล้วอาจจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทยที่จะไม่กลับไปสู่ยุคของการรัฐประหาร และแม้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือฉบับปัจจุบันจะกําหนดให้ประกาศและคําสั่งของ คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่นั่นไม่ใช่เหตุที่เราจะอ้างเพื่อละเลยความเสียหายที่ประกาศและ คําสั่งเหล่านี้ได้สร้างเอาไว้ หลักการที่ถูกต้องคือหากประกาศและคําสั่งใดสร้างความเสียหาย ต่อประชาชนอย่างไม่เป็นธรรมก็ควรจะต้องยกเลิก และหากจะยกเลิกแล้วก็ต้องมีมาตรการ ที่จะเยียวยาความเสียหายและหาผู้รับผิดชอบต่อไป สังคมประชาธิปไตยจะยอมรับให้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการใช้อํานาจเผด็จการได้หรือ ประชาชนสมควรรับโทษ จากประกาศและคําสั่งของ คสช. โดยไม่มีสิทธิโต้แย้งอย่างนั้นใช่หรือไม่ เมื่อการใช้อํานาจ ของ คสช. มีผลประโยชน์ของ คสช. เข้ามาเกี่ยวข้องเต็ม ๆ หากเราเชื่อกันว่าวันนี้เราอยู่ใน ระบอบประชาธิปไตย ได้โปรดเถอะครับ เราไม่อาจจะนิ่งนอนใจต่อประกาศและคําสั่ง คสช. ที่ไม่ได้มีฐานทางอํานาจที่เป็นประชาธิปไตยได้เลยครับ นี่คือวาระที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะได้โอกาสในการทําหน้าที่เพื่อปกป้องและคืนความเป็นธรรมให้กับราษฎร นี่คือหนทางของ การทําหน้าที่ที่ผู้แทนราษฎรพึงกระทํา ที่ผ่านมาสภาแห่งนี้เราพูดกันเยอะว่าประชาชนนั้น มีปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดิน เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของราคา ผลิตผลต่าง ๆ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยว่าเรื่องเหล่านี้มีความสําคัญ และต้องได้รับการแก้ไข แต่การอ้างเรื่องเช่นนี้เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเพิกเฉยถึงมรดกที่ตกค้างจากน้ํามือของ คสช. ที่มีต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน เช่นนี้แล้วสภาผู้แทนราษฎรจะได้ชื่อว่า เป็นสภาที่เป็นผู้แทนของประชาชนได้อย่างไร หากสุดท้ายสภาแห่งนี้จะยังคงยืนยันเพื่อเพิกเฉย ในการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผมแนะนําว่าเราควรเปลี่ยนชื่อจากสภาผู้แทนราษฎร เป็นสภาผู้แทนเผด็จการ เพราะว่าสิ่งที่เรากําลังจะทําคือการปกป้องมรดกของ คสช. มากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน หากสภาที่ผมยืนอยู่แห่งนี้ต่อหน้าท่านประธานครับ คือสภาผู้แทนราษฎร มิใช่สภาผู้แทนเผด็จการ ผมขอวิงวอนเพื่อให้สมาชิกช่วยกันคนละเสียง ช่วยกันตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากประกาศและคําสั่งของ คสช. และการกระทําตามประกาศและคําสั่งเหล่านี้ หากท่านไม่แน่ใจว่าจะกดโหวต เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ขอได้โปรดพึงระลึกถึงในวันที่ท่านถูกกระทําด้วยน้ํามือของนายทหาร โปรดพึงระลึกถึงความทุกข์ยากของประชาชนที่ถูก คสช. ควบคุมตัว ระลึกแบบนี้แล้ว ลองถามสามัญสํานึกของท่านดูว่าท่านจะโหวตว่าอะไร ขอบคุณท่านประธานครับ