พรรณิการ์ ชี้ปิดสื่อ 59 ครั้งในยุค คสช. ขัดเสรีภาพข่าวสาร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

พรรณิการ์ วานิช หารือถึงผลกระทบของการใช้อำนาจมาตรา 44 ในยุค คสช. ที่ปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง ทั้งการปิดสถานีโทรทัศน์ ควบคุมข้อมูลข่าวสาร และใช้กฎหมายขยายอำนาจ กสทช. ปิดสื่อได้โดยง่าย รวมถึงการตั้งคณะทำงานปิดเว็บไซต์โดยไม่ต้องผ่านศาล ซึ่งยังคงหลงเหลือเป็นมรดกทางกฎหมายที่คุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อแม้ยุค คสช. จะสิ้นสุดลงแล้ว

นางสาวพรรณิการ์ วานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ หลาย ๆ ท่าน อาจจะเริ่มชินแล้ว เห็นดิฉันเป็นผู้แทนราษฎรเป็นนักการเมือง วันนี้ไหน ๆ มีโอกาสพูดถึง อำนาจมาตรา ๔๔ ที่ดูเหมือนจะจากชีวิตเราไปแล้ว แต่ก็ไม่จากไป ดิฉันขอพูดในฐานะสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ดิฉันดำรงอยู่ ๖ ปีครึ่งก่อนที่จะเข้าสู่งานการเมือง ดิฉันถือว่าโชคดีค่ะได้เป็น สื่อที่ผ่านทั้งยุคที่สว่างที่สุด และยุคที่มืดที่สุดในเวลาเพียง ๖ ปีครึ่ง ได้ทำงานอยู่ในฐานะ สื่อมวลชนในช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ดิฉันพาท่านย้อนกลับไปนิดหนึ่งค่ะว่า ในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่จะให้เห็นว่าอำนาจเบ็ดเสร็จเผด็จการสิ่งแรกที่เมื่อคุณมีอำนาจ เบ็ดเสร็จ สิ่งแรกที่คุณจัดการก็คือจัดการกับความจริง จัดการกับเสรีภาพในการรับรู้ความจริง ผ่านการปิดปากสื่อ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นวันที่พวกเราสื่อมวลชนถือได้ว่าเป็น วันรัฐประหารที่แท้จริง เพราะว่าสื่อมวลชนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศอย่างเป็นอิสระ ตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึก ประกาศกฎอัยการศึกมีผลตี ๓ ทหารพรึบสถานีโทรทัศน์ นี่คือพาดหัวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐชัดเจนนะคะ รัฐประหารอย่างแท้จริงเกิดขึ้นตั้งแต่ วันที่ท่านปิดกั้นประชาชนจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง รถทหารอย่างน้อย ๔-๕ คัน ไปประจำทุกสถานีโทรทัศน์ ทุกสำนักข่าวตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม และวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ก็เกิดการรัฐประหารอย่างเป็นทางการ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็เหมือนทุกครั้ง ท่านยึดเสรีภาพ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเสรีภาพในการรับรู้ความจริงไปจากประชาชนผ่านโทรทัศน์ รวมการเฉพาะกิจ ดูอย่างอื่นไม่ได้เลย ดูได้แต่หน้าพวกท่าน คสช. ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น ท่านทราบไหมคะ หลายท่านอาจจะไม่ได้สังเกตประกาศ คสช. ฉบับที่ ๔ เพียง ๑ ชั่วโมงครึ่ง หลังรัฐประหารคือประกาศว่าด้วยเรื่องอะไร ประกาศบังคับให้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม งดออกอากาศรายการปกติ ให้ใช้สัญญาณสถานีทหารกองทัพบกเท่านั้น จากวันนั้นจนสิ้นสุด ยุค คสช. มีการปิดสื่อมวลชนโดยใช้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา ๔๔ ไป ๓๙ ครั้ง ปิดตาม พ.ร.บ. กสทช. ไปอีก ๒๐ ครั้ง รวม ๕๙ ครั้ง ๕ ปี ปิดสื่อ ๕๙ ครั้ง ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ปิดกั้น เสรีภาพสื่อมวลชนไทยเท่ากับรัฐบาล คสช. ที่มีอำนาจดาบกายสิทธิ์ที่ชื่อว่ามาตรา ๔๔ อยู่ในมือ หลังยุค คสช. แล้วทุกอย่างดีขึ้นทันตาเห็นหรือเปล่า ก็ต้องบอกเลยนะคะว่าผิด สิ่งเดียวที่ดีขึ้นก็คือไม่มีการใช้อำนาจมืด ดิบ เถื่อน อีกต่อไป มืด ดิบ เถื่อนแบบไหน มืด ดิบ เถื่อนประเภทที่ว่าดิฉันเป็นผู้ประกาศข่าวอยู่ในสตูดิโอ (Studio) ก็มีทหารถืออาวุธครบมือ มายืนอยู่ข้างกล้องแล้วไม่พูดอะไร แค่ยืนเฉย ๆ เพราะมีปืนในมือ ทหารมาพบพวกเราถึง สถานีโทรทัศน์หรือเชิญไปกินกาแฟที่ค่าย เอาแฟ้มเอกสารหนาเป็นตั้ง ๆ มากองไว้ข้างหน้าเรา แล้วก็พูดกันดี ๆ กาแฟก็อร่อย แล้วบอกว่านี่คือทั้งหมดที่คุณพูดออกทีวีเราบันทึกไว้หมดแล้ว นั่นคือสิ่งที่สื่อมวลชนเผชิญในยุค คสช. มืด ดิบ เถื่อนแบบนั้น หลังยุค คสช. ไม่มีมืด ดิบ เถื่อนแบบนั้นแล้วแต่มืดแบบไม่ดิบ ไม่เถื่อน มืดผ่านการใช้กฎหมายยังมีอยู่เพราะคำสั่ง คสช. หลายฉบับที่ออกตามมาตรา ๔๔ ไม่ได้หมดอายุไปด้วย คำสั่งอะไรบ้าง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ ให้อำนาจ กสทช. ในการปิดสื่อได้อย่างกว้างขวางขึ้น ตาม พ.ร.บ. กสทช. ให้อำนาจ กสทช. ปิดสื่อได้อยู่แล้วค่ะท่านประธาน แต่ปิดในเงื่อนไขที่ว่าสื่อนั้นต้องออกอากาศสิ่งที่เป็นภัยคุกคามถึงขั้นทำลายล้าง ถึงขั้นล้มล้าง การปกครอง แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ ให้อำนาจ กสทช. ปิดสื่อที่ทำเพียงแค่ นำเสนอข้อมูลที่ก่อความสับสน ขัดแย้ง เป็นภัยต่อความมั่นคง พูดง่าย ๆ ถ้าจะเอากันจริง ๆ ท่านรายงานข้อมูลคนตายจากโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ที่เมืองจีนผิดไป ๑ ตัวท่านก็โดน ปิดได้แล้ว เพราะว่าท่านนำเสนอข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความสับสน นี่คือสิ่งที่ยังหลงเหลือจาก มาตรา ๔๔ แม้จะไม่มี คสช. ไม่มีอำนาจเผด็จการที่ดิบเถื่อนอีกต่อไป นอกจากนี้ยังให้สิทธิ คุ้มครองกับ กสทช. ด้วย เพราะว่าคำสั่งฉบับนี้ของ คสช. บอกว่าถ้าหากว่า กสทช. ปิดสื่อ โดยไม่เกินกว่าเหตุและโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองจากโทษทั้งอาญา แพ่ง และวินัย ให้ดาบอาญาสิทธิ์กันไว้ถึงขนาดนี้ ยังมีอะไรอีกที่เป็นสิ่งที่เป็นมรดกตกค้างของ คสช. ของมาตรา ๔๔ ประกาศ คสช. ที่ ๒๖/๒๕๕๗ ตั้งคณะทำงานสั่งปิดเว็บไซต์ (Website) โดยไม่ต้องขอหมายศาล ท่านประธานคะ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันซึ่งดิฉันบอกเลย ว่าคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อพอสมควรยังจะดีกว่าคำสั่งฉบับนี้ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีคณะทำงาน คณะกรรมการกลั่นกรองเนื้อหาของเว็บไซต์ (Website) ซึ่งมี ๙ คน ๓ ใน ๙ จะต้องมีตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมวลชน แต่คณะที่ตั้งโดยคำสั่ง คสช. ประกาศ คสช. นี้ แต่งตั้งล้วน ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอาชีพไหน ไม่ใช่อาชีพสื่อมวลชนค่ะ เป็นบุคคลในเครื่องแบบ แล้วทำงานข้ามหัวคณะทำงานกลั่นกรอง ของ กสทช. ของตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปิดเว็บ (Web) ที่บอกว่ามีเนื้อหายั่วยุ ไม่ต้อง ขอหมายศาล เรียกง่าย ๆ ว่าทำงานเหนือกฎหมาย ทั้งหมดนี้คือการเข่นฆ่าความจริง ดิฉัน ไม่ได้พูดตรงนี้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่จะ เข้าถึงข้อเท็จจริง เข้าถึงความจริง สิทธิเสรีภาพที่ประชาชนจะได้ตาสว่างและตัดสินใจได้ว่า อะไรถูกอะไรผิดในประเทศนี้ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดิฉันเรียกร้องค่ะ มรดก ตกทอดของ คสช. จากมาตรา ๔๔ ที่คุกคามเสรีภาพในการเข้าถึงความจริงของประชาชน ต้องหมดไป เป็นหน้าที่ของพวกเราช่วยกันทำ ขอบพระคุณค่ะ