วิโรจน์ เสนอปฏิรูปกองทัพ เร่งยกเลิกศาลทหารกับพลเรือน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือการปฏิรูปกองทัพโดยเน้นความยุติธรรมภายใน โดยเฉพาะการใช้ศาลทหารกับพลเรือนที่ขัดหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมสากล พร้อมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙ ให้ห้ามใช้ศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือน ยกเลิกกฎอัยการศึก และผลักดันกฎหมายเพื่อลบล้างคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม พร้อมตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมเพื่อเยียวยาประชาชน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คือในรายงานสรุปผมคิดว่ามาได้ตรงจังหวะพอดี ท่านประธานครับ ตอนนี้สังคมและประชาชน จากทุกภาคส่วนเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปกองทัพที่แท้จริงไม่ใช่แค่ การปฏิรูปธุรกิจของกองทัพหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจเท่านั้น แต่การปฏิรูปกองทัพต้องมา เข้าถึงเรื่องความยุติธรรมในกองทัพด้วย เพราะปัญหาทั้งหมดทั้งมวลของกองทัพที่ส่งผลถึง ประชาชนจนเกิดความไม่ไว้วางใจในหมู่ประชาชนในวันนี้มาจากความไม่ยุติธรรมหรือเรียกว่า อยุติธรรมในกองทัพ โดยเฉพาะความไม่ยุติธรรมกับทหารชั้นผู้น้อยพอพูดถึงประโยคนี้ ในเมื่อทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ภายใต้กำกับของกองทัพเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ ความยุติธรรมของกองทัพเลย แล้วจะเอาระบบยุติธรรมของกองทัพมาใช้กับประชาชนได้ อย่างไร ประเด็นนี้ครับ ในการเอาศาลทหารมาดำเนินคดีกับพลเรือนนั้นที่ผมได้นำเรียนว่า แม้แต่ทหารด้วยกันวันนี้ยังเคลือบแคลงสงสัย พอมาใช้กับประชาชนก็จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ แล้วถูกเชื่อว่ามันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งในส่วนของการ สอบสวนข้อเท็จจริงและในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าประเทศ ที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่มีเป้าหมายที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไปสู่การพัฒนาที่ได้รับ การยอมรับจากนานาอารยประเทศ ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงการจำกัดเขตอำนาจศาลได้แล้ว ตั้งแต่ คสช. ทำรัฐประหารแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถ้าเรา จำกันได้ครับ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็มีประชาชนถูกนำตัวขึ้นศาลทหารในความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตรงนี้ก็ยัง เป็นปัญหา แต่ความผิดอีกความผิดหนึ่งที่ถูกขึ้นศาลทหารด้วยก็คือความผิดตามประกาศ คสช. ประชาชนพยายามที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตย รักษาอำนาจที่เป็นของปวงชน โดยพยายามที่จะขัดขืนคำสั่งของคณะรัฐประหาร สุดท้ายถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร โดยปกติ แล้วข้ออ้างของการมีศาลทหารก็มักจะบอกว่าต้องการความเด็ดขาด ความรวดเร็วเพื่อจะ คุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบ ฟังเหมือนดีครับ แต่จริง ๆ แล้วฟังไม่ขึ้นเลยเพราะว่าถ้าท่าน ตามดูในนิตยสารไทม์ (Time) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเคยให้สัมภาษณ์หรือว่า มีหนังสือออกมาว่าการที่ท่านทำรัฐประหารท่านคิดไว้ก่อนแล้ว ๖ เดือน แสดงว่าอะไรครับ ความไม่สงบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการก่อความไม่สงบที่ท่านจงใจ ให้เกิดขึ้นเอง พอคราวนี้ ความเด็ดขาดและความรวดเร็วก็ไม่ได้ต้องการทำให้บ้านเมืองสงบ แต่ต้องการทำให้การยึดอำนาจของท่านมีความมั่นคงและรวดเร็วเด็ดขาดเท่านั้นเองครับ แล้วสุดท้ายคนที่ตกเป็นเหยื่อก็คือประชาชน ตามหลักสากลผมว่ามีผู้อภิปรายหลายท่าน แล้วที่ยืนยันว่าการใช้ศาลทหารกับประชาชนนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วนานาอารยประเทศ เขาไม่ยอมรับและผิดหลักสากลซึ่งผมจะไม่พูดซ้ำ แต่ผมจะมานำเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญทหารนี่ท่านประธานทราบว่าตุลาการทหารไม่จำเป็นต้องมีความรู้ เรื่องกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเรียนกฎหมายมา ศาลชั้นต้น ตุลาการทหารมีทหารชั้นสัญญาบัตร ๒ นาย ตุลาการพระธรรมนูญมีความรู้เรื่องกฎหมาย ๑ นาย ศาลทหารกลางมีทหารระดับนายพล ๑-๒ นาย นายพัน ๑-๒ นาย ตุลาการพระธรรมนูญ ๒ นาย และศาลทหารสูงสุดมีทหารระดับ นายพล ๒ นาย ตุลาการพระธรรมนูญซึ่งมีความรู้เรื่องกฎหมาย ๓ นาย ฟังดูเหมือนมีลำดับ ใช่ไหมครับ สามารถอุทธรณ์ ฎีกาได้ใช่ไหมครับ แต่ในทางปฏิบัติครับ นี่คือทหารเขาสามารถ อุทธรณ์ฎีกาได้แต่พอประกาศกฎอัยการศึกเปรี้ยงถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ หมายความว่า อย่างไรครับ ประชาชนเรามีสิทธิที่แย่กว่าทหารด้วยกันเสียอีก เพราะเมื่ออยู่ในเหตุการณ์ไม่ปกติคือมีการ ประกาศกฎอัยการศึก อุทธรณ์ไม่ได้ครับ ฎีกาไม่ได้ครับ และที่สำคัญอัยการที่ฟ้องประชาชน ก็เป็นอัยการทหารอีก คือตั้งแต่ต้นจนจบเอาทหารจัดการกับประชาชน และศาลทหารก็ขึ้นตรง กับกระทรวงกลาโหม ซึ่งคนที่ก่อการรัฐประหารก็คือทหาร ก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไรครับ เพราะโครงสร้างมันเป็นแบบนี้แล้ว ก็คือจงใจเอากระบวนการบางอย่างมาจัดการประชาชน คือให้ประชาชนยอมสยบแล้วจบที่ ลุงตู่นั่นเอง เท่านั้นเองครับท่านประธาน คราวนี้อย่างนี้ครับ ตาม พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มีปัญหาหลายอย่างครับ แม้ว่าจะมีการระบุว่าให้จัดหาทนายความให้จำเลยได้ แต่ถ้าในรายงานฉบับนี้ก็พบชัดครับว่าจำเลยหลายรายไม่มีทนาย และที่สำคัญครับการนัดสอบ พยานหลายท่านก็บอกแล้วการนัดสอบปากคำจำเลยก็ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ไม่มีการกำหนด วันสืบพยานไว้ล่วงหน้าที่ชัดเจนทำให้คดีก็ล่าช้าไปเรื่อย ๆ พยานที่ไม่มีส่วนสาระสำคัญ ก็ไม่มีการตัดออก เป็นการเหมือนจงใจดึงคดีเพื่อจะได้กักขังประชาชนให้อยู่ในความควบคุม ของทหารเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าวันนี้การมีอยู่ ของศาลทหารที่มีเขตอำนาจของศาลทหารที่ใหญ่โตกว้างขวางและเมื่อไรที่มีเหตุการณ์ทีไร ก็เอามาบังคับใช้กับประชาชนแบบนี้เป็นการล้าหลังอย่างที่สุด เป็นเหมือนกับการที่ประเทศไทย เรามีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเมื่อครั้งที่ประเทศสยามเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring) หมายความว่าอย่างไร ทหารมีเขตอำนาจศาลของตัวเองเพื่อตัดสินคดีความผิดของตัวเอง ไม่ยอมรับกระบวนการของศาลยุติธรรม ซึ่งผมว่าในวันนี้หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว หลายประเทศยกเลิกศาลทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าประเทศสวีเดน ประเทศเดนมาร์ก หรือประเทศออสเตรีย แต่การที่จะดำรงอยู่ของศาลทหารผมไม่ได้ติดใจครับ แต่ต้องจำกัด เขตอำนาจของศาลทหารจริง ๆ หมายความว่าอาจจะคงเหลือเฉพาะศาลอาญาศึกเท่านั้น กรณีที่มีการสู้รบและมีการจำกัดยุทธบริเวณให้ชัดเจน และดำเนินคดีกับทหารที่ขัดคำสั่ง ในภารกิจทหารเท่านั้นครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ไม่ควรต้องมาดำเนินคดีกับประชาชนอีก นี่คือสิ่งที่ศาลทหารควรจะเป็นถ้าอยากจะมี แต่ถ้าไม่มีผมก็คิดว่าไม่ได้ติดขัดอะไรครับ ณ วันนี้ผมมั่นใจว่าทหารชั้นผู้น้อยถูกโกงสวัสดิการโดยผู้บังคับบัญชาต้องขึ้นศาลยุติธรรม ต้องมีการฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่จะให้ความเป็นธรรมกับ ทหารผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่ไปขึ้นศาลทหาร ขนาดทหารชั้นผู้น้อยวันนี้ยังเคลือบแคลง ในความยุติธรรมเลยนับประสาอะไรกับประชาชน ผมว่าวันนี้การปฏิรูปทหารไม่ใช่เซ็นเอ็มโอยู (MOU) โอนกิจการ ๔๐ กิจการซึ่งจากทั้งหมดไม่รู้ว่ามีกิจการอะไรบ้างให้กับกรมธนารักษ์แล้วจบ แต่เราต้องพูดถึงศาลทหารด้วย และควรต้องให้บทบาทกับศาลยุติธรรม

สุดท้ายครับ ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ แต่มีสิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติม ซึ่งบางส่วนทางท่านสุพิศาลได้พูดไปแล้ว ขออนุญาตที่เอ่ยนาม คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙ คืออย่างไรก็ตามควรจะระบุไว้เลยว่าไม่ว่าในสถานการณ์ใดจะต้องไม่มีการ นำเอาศาลทหารมาพิจารณาคดีกับพลเรือน อันนี้ต้องระบุให้ชัดครับ แม้เรารู้ว่าเขาจะฉีก ก็ตามแต่ต้องชัด

๒. กฎอัยการศึกครับ ไม่ใช่ว่าประกาศกฎอัยการศึกแล้วจะจับประชาชน ไปขึ้นศาลทหารได้ ต้องยกเลิกมาตรา ๗ และมาตราที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

และสุดท้ายครับ ผมขอวิงวอนให้สภาผู้แทนราษฎรที่ยึดโยงกับประชาชน และวันนี้เราได้กลับมาแล้ว ออกพระราชบัญญัติสักฉบับหนึ่งเถอะครับที่ทำให้คำพิพากษา ที่ถูกพิพากษาโดยศาลทหารเป็นโมฆะ และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ขึ้นมาวินิจฉัย คดีต่าง ๆ ที่ประชาชนถูกรังแกและไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเคลือบแคลงสงสัยจากการพิจารณาคดีและกระบวนการยุติธรรมของศาลทหาร แล้วเยียวยาพวกเขาเพื่อยืนยันว่าเรามาจากประชาชน เรายึดโยงกับประชาชนและจะไม่ยอม ให้ความอยุติธรรมจากกองทัพที่วันนี้ยังไม่สามารถให้ความยุติธรรมกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ของตัวเองได้เลยมาคุกคามประชาชนได้อีกต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน