สุพิศาล ชี้ศาลทหารขัดนิติธรรม สนับสนุนยกเลิกคดีพลเรือน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

สุพิศาล ภักดีนฤนาถ หารือการใช้อำนาจศาลทหารกับพลเรือนในช่วงรัฐประหาร ระบุว่าขัดหลักนิติธรรมและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม จึงเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมาย ยกเลิกอำนาจศาลทหารในคดีพลเรือน พร้อมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกเลิกกฎอัยการศึกและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ คืนความยุติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อีก ๓ นาทีก็ยังดีครับ ที่จริงผมเตรียมมา ๖ แผ่น เฉลี่ยแล้วมันน่าจะสัก ๓๐ นาที แต่ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ ตลอด ๕ ปีที่แล้วมาผมก็จะพูดซ้ำในเรื่องของการประกาศ คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า โดยเฉพาะกรณีศึกษาผลกระทบการพิจารณาคดีพลเรือน ขึ้นศาลทหารที่ คสช. ใช้คำสั่งที่ ๓๗ ๓๘ ๕๐/๕๗ ที่เห็น ๆ อยู่ กราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับ คณะทำงานของท่านอาจารย์ปิยบุตรอย่างยิ่งเลยครับ แต่ก็จะมีข้อสังเกตเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่าความจริงที่ถูกต้องควรส่งไปให้รัฐบาลดู ท่านครับคำพูดนี้ชัด และควรจะส่งด้วยเนื้อหาที่มีคุณภาพในเอกสารเล่มนี้แต่ถ้าเติมของผมอีกหน่อยก็จะดีนะครับ ผมจะมีเพิ่มเติมนิดหน่อย ขอกราบเรียนว่า คสช. มุ่งเน้นที่จะใช้ศาลทหารเป็นกลไกหรือ เครื่องมือหลักใน ๕ ปีที่ผ่านมาในช่วงที่ยึดอำนาจ แน่นอนครับ เขาต้องมีเครื่องมือที่จะ ปราบปรามพลเรือนที่เห็นต่าง ความเห็นต่างเขาเรียกไม่ทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ ถ้าอย่างนั้น ชาตินี้ต้องทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ เมื่อเป็นปกติได้ก็ต้องเก็บคนที่เห็นต่างจึงต้องใช้อำนาจ ศาลทหารโดยใช้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ที่ยึดมาจากประชาชน แน่นอนครับ แต่เรื่องของเรื่อง ก็คือการใช้ตลอดที่ผ่านมามีผลกระทบแน่นอนครับ ปรากฏอยู่ ๑,๘๐๐ กว่ารายที่ท่านอาจารย์ พูดไปแล้วโดยเฉพาะถ้าผมจะบอกว่าจริง ๆ แล้วอำนาจของศาลทหารนี้ไม่ใช่มีแค่คำสั่ง คสช. ท่านกลับไปดูในพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ในมาตรา ๑๖ เขียนเลย ว่าบุคคลใดที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารมี ๑-๘ แต่อันที่ ๗ (๗) เขาบอกว่าบุคคลซึ่งต้องขัง หรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมายก็ต้องขึ้นศาลทหาร เห็นไหมว่าบุคคลคนนี้ต้องขึ้นอยู่แล้ว ถูกคุมขังก็ต้องถูกไม่ใช่ทหารครับ ทหารมีอีก ๗ วงเล็บ นี่วงเล็บต่างหากเป็นบุคคลธรรมดาเฉย ๆ นั่นคือที่ผ่านมาในเอกสาร และจำได้ว่าในธรรมนูญ ศาลทหารนั้นยังมีที่ปรับใช้อีกโดยเฉพาะในฉบับที่ ๘ พ.ศ. ๒๕๕๘ ในมาตรา ๑๙ บอกว่า ศาลจังหวัดทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ทุกบทกฎหมาย วิ. ๕๙ ออกมาใหม่ ๆ นี่มีอยู่แล้ว ยังมาใช้อำนาจ นี่ยังค้างอยู่ครับต้องเอาออกอีก ทีนี้กลับมาดูว่าโดยหลักแล้วเพื่อสร้างความ เป็นธรรมจะตรากฎหมายด้วยใช้อำนาจหรือประกาศต่าง ๆ ของรัฏฐาธิปัตย์เดิมนั้น ใช่ครับ มันเป็นช่วงของต้องการรักษาความสงบ บัดนี้บ้านเมืองเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ (Civilize) แล้วครับ ถึงแม้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งออกมาตราไว้ในมาตรา ๒๖๕ วรรคสอง มาตรา ๒๗๙ ก็ตาม ที่รับรองอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์เดิมเพื่อให้ใช้ต่อได้อีก ก็ควรหันกลับมาสนใจภาคประชาชน ได้แล้ว หลักการของศาลทหารนี้ผมว่าต้องปรับและเปลี่ยนโลกใหม่มาแล้ว โดยเฉพาะ ข้อบัญญัติของการตราอำนาจของรัฐให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ท่านครับในหลักนิติธรรม ซึ่งภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าดิว โพรเซสออฟ ลอว์ (Due process of law) หรือนิติกระบวน ที่ปรากฏไว้โดยทั่วไปทั้งโลกเขาใช้เป็นกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายและยึดโยงเกี่ยวกับ เรื่องอะไรครับ หลักนิติที่เราเรียกว่าศุภนิมิตกระบวน จำไว้เลยครับว่าห้ามไม่ให้กฎหมาย ย้อนหลังมีโทษทางอาญา อันนี้เป็นเหตุที่ชัดครับ ความเป็นอิสระของศาลต้องมี มีมาตรฐาน ที่ชัดเจน มีกระบวนการที่พิจารณาอย่างเหมาะสมกับประเภทของคดี เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรือแทบต้องไม่เสียเลยและต้องเปิดเผย นั่นคือรากฐานที่โลกทั้งโลกเขาใช้ แล้วเรายังจะ ดำน้ำดำท่าอยู่อย่างนี้หรือครับ ศาลทหารของบประมาณไปอีกบานเลยครับสร้างศาลในปีนี้ครับ ย้ายศาลทหารมาที่ใหม่ ตั้งศาลทหารที่หัวเมืองอีก ผมไม่รู้จะเอาคดีที่ไหนมาทำอีก นี่คือสิ่งที่ต้องปรับตัว ปรับวิธีการ สิ่งที่กฎหมายในศาลทหารเขียนไว้ปรากฏว่ายังใช้กระบวนการที่เป็นปัญหาอย่างในรายงาน ผมไม่กล่าวซ้ำนะครับรายงานที่บอกมาแล้ว แต่ผมจะไปพูดถึงเรื่องว่าทำไมโลกทั้งโลกเขาถึง ไม่เอากับกระบวนการของศาลทหาร เราไม่มีแล้วครับ สงครามไม่มีครับ การแก่งแย่งชิงดี ก่อการร้ายขนาดที่จะต้องประกาศ แม้กระทั่ง ๓ ชายแดนภาคใต้ ลองสิครับเลิกกฎอัยการศึก บ้านเมืองจะสงบสุขเยอะ ถอนทหารกลับมาเถอะครับ ไม่ต้องมีคดีความ ไม่ต้องเอาพลเรือน ขึ้นศาลทหารทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดอยุติธรรมขึ้น นั่นคือสิ่งที่ควรจะเอากลับมาได้แล้ว นั่นคือสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพราะยูเอ็น (UN) ก็ดีเขามีหลักการของสิทธิมนุษยชน สิทธิของ ชุมชนที่อยู่ร่วมกันที่จะทำให้ศาลทหารควรจะมีคดีน้อยลง ศาลทหารนั้นควรที่จะปรับตัวได้แล้ว ผมมีข้อเสนอของศาลทหารที่จะพิจารณาในศาลพลเรือนสมควรที่จะปรับปรุงทั้งกฎหมาย และห้ามมิให้ศาลทหารมีอำนาจในคดีพลเรือนอีกต่อไปครับ

ประการแรกคือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตรา ๒๙ ที่ว่าด้วยกระบวนการที่รับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพิ่มขึ้นว่าพลเรือนซึ่งไม่อยู่ ภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหมซึ่งจะได้รับประกันว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ก็ไม่อาจถูกพิจารณาในศาลทหาร แก้มาเลยครับ แก้ในมาตรานี้เลย ใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้ศาลทหารมายุ่งเกี่ยวกับพลเรือนเลยโดยเด็ดขาด

ประการที่ ๒ ยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๗ มาตรา ๗ ทวิ มาตรา ๗ ตรี โดยเฉพาะเรื่องการประกาศกฎอัยการศึกไม่ควรใช้ทหารประกาศ ได้แล้ว สภาแห่งนี้ควรจะเป็นผู้ประกาศและใช้อำนาจนี้แทนทั้งประเทศ

ประการที่ ๓ พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ถึงแม้ว่า จะมีแก้ไข ปี ๒๕๕๙ นิดหน่อยในฉบับที่ ๘ ก็ตาม ต้องแก้ครับ เพราะว่าอะไรครับ ศาลทหาร มีไฮ ไลก์ลี (High likely) ขึ้นกับกระทรวงกลาโหม ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะสายทหารมีการ บังคับบัญชาบนอำนาจตุลาการครับ ยึดโยงเข้าไปได้อย่างไร สั่งซ้าย ขวา หน้า หลัง นั่นคือ สิ่งสำคัญที่จะต้องแก้ไข และผมยังบอกไว้ว่าถึงแม้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่งที่กำหนดว่าศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ใน อำนาจศาลทหารหรือคดีอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ตรงนี้ต้องระวังครับเพราะเขาเขียนว่า อื่น ๆ ผมจึงขอเสนอและสนับสนุนในประเด็นนี้ของคณะทำงานของท่านอัยการว่าสมควร ที่จะรายงานและแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อเอาความจริงที่ถูกต้องและสำคัญที่สุดคือการเยียวยา ครับท่านประธาน เยียวยาเหยื่อ ๑,๘๐๐ คนที่ถูกและทบทวนว่าเขาสูญเสียทั้งอิสรภาพ เวลา ก็นับเป็นเงินได้ สูญเสียเงินที่ต้องเสียต่อสู้คดี สูญเสียความสัมพันธ์ห่างเหินกับครอบครัว มันเป็นมูลค่าทั้งหมดคืนให้กับเขาครับ กลับไปทบทวนครับรัฐบาล