อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล วิพากษ์วิจารณ์การนำพลเรือนไปพิจารณาคดีในศาลทหารโดยอ้างความมั่นคง ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน พร้อมยกตัวอย่างความล่าช้า ความไม่เป็นอิสระของศาลทหาร และเรียกร้องให้มีผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดดังกล่าว
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดนครปฐม ท่านประธานที่เคารพคะ คสช. ผู้เปราะบางและอ่อนไหวได้พาสังคมไทย ของพวกเราย้อนยุคกลับไปหลายสิบปีนะคะ เพราะว่าครั้งสุดท้ายที่มีการนำพลเรือนไปขึ้น ศาลทหารเกิดขึ้นในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หลังรัฐประหารเพียง ๓ วัน คสช. ได้ออกคำสั่งให้ มีบางคดีจะต้องไปขึ้นศาลทหาร เช่น คดีความมั่นคง หลังจากนั้นการตีความคดีความมั่นคง ก็ตีความอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งคนออกไปเรียกร้องการเลือกตั้งไม่กี่คนก็โดนคดีความมั่นคง ออกไปชู ๓ นิ้วสัญลักษณ์ ต้านรัฐประหารแม้กระทั่งไปยืนเฉย ๆ หรือไปกินแซนด์วิช (Sandwich) ก็ถูกข้อหาความมั่นคง เช่นเดียวกัน เรื่องที่ย้อนแย้งที่สุดก็คือกรณีหนึ่งที่ขอบันทึกไว้ในทีนี้คือกรณีที่ผู้ต้องหาคนเดียว คือนายพันศักดิ์ ศรีเทพ ที่เดินทางด้วยเท้าเปล่าจากบ้านที่บางบัวทองเพื่อจะไปให้ปากคำ ที่ สน. ปทุมวัน ปรากฏว่าการเดินคนเดียวครั้งนั้นถูกเจ้าตำรวจมารุมจับ รุมจับตัวแจ้งข้อหา ว่ามีการชุมนุมเกิน ๕ คน เป็นการบวกเลขผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กลัวคำสั่งของ คสช. มาก มันย้อนแย้งอย่างไรคะ มันย้อนแย้งตรงที่ปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของเราที่มีเหตุก่อการร้ายที่รุนแรง คนเหล่านั้นกลับขึ้นศาลพลเรือนตามปกติ แต่ประชาชน มือเปล่าในเมืองหลวงต้องไปขึ้นศาลทหาร การนำพลเรือนไปขึ้นศาลทหารเป็นการทำผิด พันธสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ และศาลทหารของไทยก็ไม่ได้มีความเป็นอิสระอย่างที่รู้กัน อยู่แล้วว่าขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหม รวมทั้งผู้พิพากษา ตุลาการในศาลชั้นต้นของศาลทหาร ๓ คนก็ถูกแต่งตั้งโดยกระทรวงกลาโหมและใน ๓ คนนี้มีเพียงคนเดียวที่จบนิติศาสตร์ อีก ๒ คนไม่ใช่ นอกจากนั้นแล้วศาลทหารยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อตุลาการซึ่งอันนี้ต่างจาก ศาลพลเรือน ไม่มีการเปิดเผยชื่อตุลาการและไม่มีการอนุญาตให้คัดรายงานกระบวนการ พิจารณาด้วย นอกจากศาลทหารจะไม่มีความเป็นอิสระและไม่มีความเป็นกลางแล้วยังมี การดำเนินคดีที่ล่าช้าอย่างที่สุด เพราะว่ามีปัญหาในการนัดพยาน ไม่มีระบบระเบียบในการ นัดพยานเหมือนในศาลพลเรือน ดิฉันจะขอยกตัวอย่างคดีของคุณสมอลล์ บัณฑิต อานียา ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ใช้เวลาถึง ๔ ปี ในการนำสืบพยานเพียง ๑๐ ปาก เฉลี่ยแล้ว ๑ ปี ศาลทหารสืบพยานได้เพียง ๒ ปากค่ะท่านประธาน คดีนายสิรภพข้อหา ๑๑๒ แพร่บทกลอน และบทความทางการเมืองลงเว็บไซต์ (Website) ถูกศาลทหารควบคุมตัวไว้ ๔ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วัน รวมเป็น ๑,๘๐๗ วัน ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ดิฉันถามว่า ๔ ปีกว่าของคน ที่บริสุทธิ์คนหนึ่งหรือคนที่ยังไม่ได้ถูกตัดสินเราจะชดเชยให้เขากันอย่างไร อีกคดีหนึ่งเป็นคดี ของผู้ป่วยจิตเวชหญิง ทั้ง ๆ ที่มีคำยืนยันจากนายแพทย์สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์มายัง ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๔ แล้วว่าผู้ป่วยหญิงคนนี้เป็นคนที่ป่วยทางจิต แต่เป็นอย่างไรคะ ท่านประธาน หลังจากที่ได้รับคำยืนยันจากแพทย์แล้วหญิงผู้ป่วยทางจิตคนนี้ยังจะต้องถูก จำคุกต่อไปอีกถึง ๘ เดือนก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ความล่าช้าคือความอยุติธรรม ศาลทหารยังเรียกหลักทรัพย์ในการประกันปล่อยตัวชั่วคราวในอัตราที่สูงกว่าศาลปกติ เช่น กลุ่มคนอยากเลือกตั้งคดียูเอ็น (UN) ๖๒ แกนนำกลุ่ม ๑๕ คนถูกเรียกเงินประกันตัว เป็นจำนวนสูงถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้แล้วศาลทหารยังผิดหลักการพิจารณาคดี โดยเปิดเผยจากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนมีอย่างน้อย ๒๔ คดีที่มีการสั่ง ให้พิจารณาเป็นการลับ โดยไม่ให้มีแม้กระทั่งผู้สังเกตการณ์ และไม่ให้มีการจดรายงานบันทึก การพิจารณาคดีในศาล รวมทั้งไม่ให้เผยแพร่กระบวนการพิจารณา ที่สำคัญก็ห้ามไม่ให้ สื่อมวลชนเสนอข่าวด้วยค่ะท่านประธาน ๒๔ คดีเป็นอย่างต่ำ อีกทั้งอันนี้สำคัญเมื่อมีคำสั่ง คสช. ยกเลิกการดำเนินคดีในศาลทหาร คดีทั้งหมดต้องโอนไปยังศาลอาญา ปรากฏว่า ศาลอาญาไม่สามารถนับหนึ่งใหม่ได้ ศาลอาญาต้องพิจารณาคดีต่อจากศาลทหารที่ทำมาแล้ว มีใครทราบไหมว่ามาตรฐานในการทำงานที่ต่างกัน คุณวุฒิของผู้พิพากษาที่ต่างกันของ ๒ ทหารของ ๒ ศาลคือศาลทหารและศาลอาญาจะทำให้ผู้พิพากษาในศาลอาญารู้สึกอย่างไร ท่านจะมีความอึดอัดใจมากแค่ไหนที่จะต้องมารับขยะจากศาลทหารขึ้นไปพิจารณาคดี เห็นได้ชัดว่าการที่ คสช. ให้พลเรือนไปขึ้นศาลทหารนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับ ปัจเจกชนแล้วยังทำลายโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย ดิฉันอยากจะถาม คสช. ไปดัง ๆ ว่าความเสียหายในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและให้ประชาชน ไปขึ้นศาลทหาร ความระยำตำบอนเช่นนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ การกระทำที่มันไม่ถูกต้อง ทั้งหลายในประเทศนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ ดิฉันขอเสนอความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณี ที่ดิฉันมีความรู้สึกว่าเพื่อความไม่เหลื่อมล้ำขอเสนอให้เจ้าหน้าที่ทหารที่ทำผิดคดีอาญาทั่วไป เช่น คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นทั้งหลาย หรือคดีทำร้ายร่างกาย คดีค้ายาเสพติด หรือคดีค้ามนุษย์ ให้เจ้าหน้าที่ทหารมาขึ้นศาลอาญาเหมือนกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขึ้นศาลอาญาและ เหมือนประชาชนทั่วไปที่ต้องขึ้นศาลอาญา เพราะว่ามันมีผลในการที่ผู้เสียหายจะไม่สามารถ เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการทหารได้ในกรณีที่จำเลยเป็นทหาร เช่น ถ้าเกิดมาทำร้ายร่างกาย เพื่อนฝูงเรา ลูกหลานของเรา เราไม่มีสิทธิ พ่อแม่ไม่มีสิทธิที่จะเป็นพยาน ไม่มีสิทธิที่จะเข้า เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการทหารค่ะ