ปิยบุตร แสงกนกกุล วิจารณ์การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารหลังรัฐประหารปี ๒๕๕๗

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ปิยบุตร แสงกนกกุล วิจารณ์การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารหลังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ โดยชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ศาลทหารล้วน ๆ ตัดสินคดีพลเรือนซึ่งขัดต่อมาตรฐานสากลและสิทธิมนุษยชน พร้อมยกสถิติผู้ถูกดำเนินคดีกว่า ๑,๘๘๖ คดี และเสนอให้โอนคดีค้างชำระกลับสู่ศาลยุติธรรม รวมถึงเรียกร้องการคืนความบริสุทธิ์และการเยียวยาแก่จำเลยที่ถูกตัดสินไปแล้ว

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากกรณีที่ผม และเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา บรรดาประกาศ คำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ แต่ในท้ายที่สุดที่ประชุมของ สภาผู้แทนราษฎรของเรามีมติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับการตั้งแล้วมีความเห็นกันว่า ให้เรื่องนี้ดำเนินการต่อไปโดยคณะกรรมาธิการสามัญคือคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพราะว่าสอดคล้องกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับ ในข้อ ๙๐ (๑) ผมในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ในการศึกษาบรรดาประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. แล้วก็การใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ทั้งหมดทั้งระบบ แต่เนื่องจาก ประกาศคำสั่ง คสช. นั้นตลอดช่วงเวลา ๕ ปีที่ผ่านมามีออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มาก แค่เพียงจำนวนเท่านั้นครับ ยังครอบคลุมไปในเนื้อหาที่กระทบผลในวงกว้างหลากหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก เรื่องของเสรีภาพของสื่อมวลชน เรื่องของศาลทหาร เรื่องของประมง เรื่องของนโยบายทวงคืนผืนป่า เรื่องของการผังเมือง เรื่องของการออกแบบ เขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เรื่องการปลด การแขวนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องการถอดยศ เรื่องการเรียกรายงานตัวต่าง ๆ หลากหลายเรื่องราว เราจึงตั้งใจว่าจะไปศึกษาแล้วจัดทำรายงานที่เกี่ยวเนื่องในทุก ๆ มิติ ที่ได้รับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากประกาศคำสั่ง คสช. และ มาตรา ๔๔ ในทุก ๆ มิติ อย่างรอบด้านและทยอยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในเล่มแรกหรือชุดแรก ชุดที่ ๑ นั่นก็คือรายงานฉบับที่ท่านถือกันอยู่ในมือนี้นะครับ นั่นก็คือเป็นการศึกษาจำเพาะ เจาะจงใน ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ประเด็นที่ ๒ ก็คือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ประเด็นที่ ๓ คือการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ผมขออนุญาตไล่เรียงไปทีละประเด็น ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ ๑ การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารครับ หลังรัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คสช. ได้ออกประกาศมาหลายฉบับ หลักใหญ่ใจความก็คือว่ากำหนดให้ ศาลทหารมีเขตอำนาจในบางคดีในบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อ ความมั่นคงในราชอาณาจักร ความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ไปขึ้น ศาลอาญาปกติ แต่ให้มาขึ้นศาลทหาร นี่เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของการเมืองการปกครอง ประเทศไทยภายหลังการรัฐประหารที่ศาลทหารเข้ามาดำเนินคดีเหนือพลเรือน หลังวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีประกาศทำนองนี้ก็จริงว่าเอาพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ออกประกาศให้เอาผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมมานั่งอยู่ในศาลทหารด้วย แต่ครั้งนี้เป็น ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จริง ๆ คือศาลทหารล้วน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตุลาการทหารทั้งหมด เป็นคนตัดสินคดีพลเรือน จากสถิติที่เราได้รวบรวมมาทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดโดยตลอดได้มาชี้แจงแล้วก็เอาตัวเลขมาให้เราดูครับ จำนวนคดี ทั้งหมด พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารตามประกาศ คสช. นี้มีทั้งสิ้น ๑,๘๘๖ คดี มีจำเลย ซึ่งมีสถานะเป็นพลเรือนต้องไปขึ้นศาลทหารทั้งหมด ๒,๔๐๘ ราย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่เพียงกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนสิทธิมนุษยชนของพลเมืองไทยทั้งหลายเท่านั้น แต่ในทางการยอมรับนับถือ จากนานาอารยประเทศที่เขาปกครองกันในระบอบประชาธิปไตย เขาก็ตั้งคำถามเรื่องนี้มาว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ให้ศาลทหารดำเนินคดีต่อพลเรือน ปัญหาของศาลทหารมีหลากหลายเรื่อง เนื่องจากศาลทหารของประเทศไทยออกแบบมาไม่ได้ตามมาตรฐานสากล มาตรฐานสากล ที่ผมว่านั้นก็คือตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่เราเรียกกันว่า ไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) นั่นเรื่องที่ ๑ และยังมีข้อตกลงระหว่างประเทศอันหนึ่งที่ทางสหประชาชาติได้ตั้งกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อศึกษา เพื่อออกแบบแสตนดาร์ด (Standard) หรือมาตรฐานของประเทศที่ต้องการให้มี ศาลทหารต่อไป โดยคณะทำงานชุดนี้คือศาสตราจารย์กฎหมายชาวฝรั่งเศสชื่อเอ็มมานูเอล เดอโก (Emmanuel Decaux) เราเคยเรียกกันเล่น ๆ ว่าหลักการเดอโก (Decaux) หลักการ เดอโก (Decaux) ทั้งหมดจะพูดว่าถ้าประเทศใดยังต้องการให้มีศาลทหารต่อ ต้องอย่างน้อย ได้มาตรฐานขั้นต่ำตามที่เขากำหนด ซึ่งศาลทหารไทยสอบตกไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นพอเรา นำพลเรือนขึ้นไปอยู่ในศาลทหารจึงมีปัญหาดังต่อไปนี้ครับ ๑. ตุลาการศาลทหารไม่ได้เป็น ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทั้งหมด ไม่ได้จบนิติศาสตร์บัณฑิต ไม่ได้เรียนเนติบัณฑิตไทยทั้งหมด แตกต่างจากผู้พิพากษาในศาลอื่น ๆ พูดกันง่าย ๆ ครับ ก็คือมีตุลาการที่จบนิติศาสตร์มา จบกฎหมายมาแล้วก็มีตุลาการอีกบางท่านในศาลทหารนั้นไม่ได้เรียนกฎหมายเลยแต่กลับมา ตัดสินคดี เช่นเดียวกันครับศาลทหารของประเทศไทยนั้นขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ เพราะว่าสังกัดกระทรวงกลาโหม ผู้บังคับบัญชาก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่ได้ให้หลักประกันในการต่อสู้โต้แย้งคดี แก่ผู้ถูกดำเนินคดีในศาลทหารได้ตามมาตรฐานสากล นอกจากนั้นจำเพาะเจาะจงอย่างยิ่ง กรณีหลังรัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ส่วนใหญ่แล้วพลเรือนที่ถูกดำเนินคดี ในศาลทหารพูดกันง่าย ๆ คือเขามักจะออกไปต่อต้านการยึดอำนาจ เขามักจะออกไปเรียกร้อง ไม่เห็นด้วยกับ คสช. เขามักจะออกไปเรียกร้องไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ ซึ่งมาจากการยึดอำนาจในเวลานั้น นั่นหมายความว่าคู่กรณี คู่ขัดแย้งของเขานั่นก็คือคน ที่ครองอำนาจเป็นรัฐบาลเป็น คสช. แต่ในขณะเดียวกันเขากลับถูกดำเนินคดีในศาลทหาร ซึ่งศาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ที่มาจากการยึดอำนาจ ในช่วงเวลานั้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่เราจะเชื่อมั่นได้ว่าพลเรือนที่ถูกดำเนินคดี ในศาลทหารนั้นจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม จากการศึกษาของคณะทำงาน ก็มีข้อเสนอดังต่อไปนี้ หลังจากผ่านมาแล้ว ๕ ปีเศษ ๆ คดีความต่าง ๆ ที่ไปอยู่ในศาลทหาร เกือบ ๒,๐๐๐ คดีก็มีหลากหลายรูปแบบ ขอแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มที่ ๑ นั่นก็คือ กลุ่มที่ศาลทหารมีคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว กลุ่มที่ ๒ คือศาลทหารยังพิจารณาพิพากษา ไม่แล้วเสร็จ ต่อมาภายหลังมีคำสั่งของหัวหน้า คสช. ออกมาบอกว่าให้โอนคดีที่ค้างอยู่ใน ศาลทหารกลับไปที่ศาลยุติธรรม ในกลุ่มที่ ๑ คดีที่ศาลทหารพิจารณาแล้วเสร็จเรามีความเห็น ว่ากรณีที่เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. ควรจะต้องมีการออกกฎหมายประกาศ คืนความบริสุทธิ์ให้แก่จำเลยเหล่านั้นและเยียวยาค่าเสียหาย ในกรณีของความผิดอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้จำเลยมีสิทธิในการขอดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ นี่คือกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ศาลทหารพิพากษาเสร็จกันไปแล้ว กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ศาลทหารยังพิพากษาไม่แล้วเสร็จ และตอนนี้โอนคดีกลับไปที่ศาลยุติธรรมตามระบบปกติ สำหรับจำเลยที่อยู่ในกระบวนการ พิจารณานั้นในกรณีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. เรามีความเห็นว่าให้เขียนกฎหมาย กำหนดให้ศาลยุติธรรมจำหน่ายคดีออกทันที ส่วนจำเลยอื่น ๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมายอื่น ๆ ก็ให้ มีสิทธิในการร้องขอต่อศาลยุติธรรมขอดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ นี่คือข้อเสนอของเรา ในประเด็นที่ ๑ เรื่องการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร

ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก เรื่องของเสรีภาพในการ แสดงออกนั้นเรามีประกาศคำสั่งที่สำคัญ ๆ อยู่ ๒ ฉบับ ก็คือประกาศที่ว่าด้วยการห้ามชุมนุม ทางการเมือง ตัวเลขที่เรามักพูดถึงกันอยู่บ่อย ๆ ตรงนั้นประกาศที่ ๓/๕๘ เกี่ยวกับการห้ามชุมนุมในทางการเมืองต่าง ๆ ข้อเสนอแนะ ผมขออนุญาตเอาตัวเลขให้ดูนิดหนึ่งเป็นตัวเลขในทางสถิติเพื่อให้เห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา กลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมคุมขังเกี่ยวกับกรณีละเมิดฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. ที่จำกัดเสรีภาพ ในการแสดงออกเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองนั้น ตัวเลขที่ทางคณะทำงานได้รับฟัง ข้อชี้แจงจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เขาติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งหมด กลุ่มที่ชุมนุมทางการเมือง ฝ่าฝืนประกาศที่ ๗/๕๗ แล้ว ๓/๕๘ มีจำนวนทั้งหมด ๔๒๑ ราย ที่ถูกดำเนินคดี ในขณะเดียวกันก็มีกรณีพิเศษอีกก็คือกลุ่มคนที่ถูก คสช. ออกคำสั่งเรียก ให้มารายงานตัวแล้วไม่มารายงานตัวทำให้มีโทษ ทั้งหมดตอนนี้มีอยู่ ๑๔ รายที่ถูกดำเนินคดี ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม เป็นอดีตนักการเมือง แล้วบางท่านก็เป็น ส.ส. อยู่ปัจจุบันนี้ด้วย ผมขออนุญาตเอ่ยนาม เช่น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ตอนนี้ก็ยังถูกดำเนินคดีอยู่ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ คุณเยี่ยมยอด ศรีมันตะ คุณทอม ดันดี คุณจิตรา คชเดช นักกิจกรรม สหภาพแรงงาน ศาสตราจารย์ดอกเตอร์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณสิรภพ ท่านสงวน พงษ์มณี ส.ส. ลำพูนจากพรรคเพื่อไทย นี่เป็นตัวอย่างที่ถูกคำสั่งเรียกมารายงานตัว แล้วไม่ไปรายงานจนต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด ทั้งสิ้น ๑๔ ราย คณะทำงานเรามีข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้เกี่ยวกับกรณี การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

ข้อ ๑ ก็คือให้ยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ทุกฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกครับ ตอนนี้มีการยกเลิกไปบางส่วนแล้ว แต่ก็มีอีกหลายส่วนยังไม่ยกเลิก เรามีความเห็นว่าให้ตามไปยกเลิกให้หมด เช่นเดียวกัน บรรดาคดีความที่สืบเนื่องต่อเนื่องกันไปแล้วยังไม่แล้วเสร็จ ให้จัดการยุติคดีความเหล่านี้ ทั้งหมด แล้วที่สำคัญคือควรจะต้องตั้งระบบการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้ถูกจับกุมคุมขัง ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. เหล่านี้ด้วย

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนจากการรวบรวมข้อมูล ของคณะทำงานมาครับ การจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน คสช. เขาไม่ได้จำกัดเอาโดยตรง แต่เขาไหว้วานให้ทาง กสทช. ให้ทำครับ กสทช. เมื่อสักครู่นี้ที่เราก็เพิ่งพูดกันเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติที่จะเข้ามาแก้ไขปรับปรุง กสทช. เราบอกว่าเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ กำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์ คมนาคม สื่อต่าง ๆ แต่ว่าช่วงหลังรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ คสช. ได้ออกประกาศหลายฉบับมา แล้ว กสทช. ก็เอาประกาศเหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการ จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสั่งปิด สั่งลงโทษ สั่งปรับ หรือเรียกไปเซ็นข้อตกลงร่วม เอ็มโอยู (MOU) ที่บรรดาสื่อมวลชนรู้จักกันดี จากรวบรวมของคณะทำงานมีทั้งสิ้น ๕๙ ราย ที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน รายละเอียดทั้งหมดทั้งสิ้น ท่านอ่านได้ จากรายงานชิ้นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านหลังภาคผนวกรวบรวมไว้อย่างละเอียด คณะทำงาน ได้รวบรวมมาว่าสื่อช่องไหนโดนบ้างแล้วก็โดนปรับ โดนสั่งงดออกอากาศ เซ็นเอ็มโอยู (MOU) กี่ฉบับ โดนตักเตือน โดนเพิกถอนใบอนุญาตมีกี่รายมีอยู่ในภาคผนวกทั้งหมด ข้อเสนอของ ทางคณะทำงานก็คือ ข้อที่ ๑ เราขอให้มีการยกเลิกบรรดาประกาศคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน นอกจากนั้นหน่วยงานภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลเสียที ถึงเวลา ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลเสียทีว่าที่ผ่านมา ๕ ปีทำอะไรไปบ้างในการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน เพราะหลายครั้งเรามักจะได้ยินได้ฟังว่ามันมาจากการขอความร่วมมือให้ปิด ขอความร่วมมือ ให้เซนเซอร์ (Sensor) กระบวนการเหล่านี้ช่วยเอาตัวเลข เอาข้อมูลมาเปิดเผยให้ดูหน่อยว่า ท่านทำกันไปแล้วกี่ราย นอกจากนั้นมีประกาศ คสช. ฉบับพิเศษฉบับหนึ่งเขาเรียกฉบับที่ ๒๖/๒๕๕๗ เรื่องเกี่ยวกับการตั้งคณะทำงานติดตามสื่อออนไลน์ (Online) ฉบับนี้เป็นฉบับพิเศษ จริง ๆ เพราะเป็นฉบับที่หาไม่ค่อยเจอไม่รู้มันอยู่ที่ไหน มีความพยายามไปค้นไปหากันว่า ในราชกิจจานุเบกษามีไหมอะไรต่าง ๆ ในคณะทำงานมีใครบ้าง เป็นประกาศที่ลึกลับที่สุด ในบรรดาประกาศ คสช. ทั้งหมด ดังนั้นฉบับนี้ควรยกเลิกเสีย และสุดท้ายคือข้อเสนอคือ ให้ชดเชยเยียวยาค่าเสียหายให้แก่สื่อมวลชน ที่เขาได้รับผลกระทบจากการถูกจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนในช่วงตลอดเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดคือรายงานการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่ง หัวหน้า คสช. ศึกษาเฉพาะ ๓ ประเด็น การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพ ในการแสดงออก การจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ทั้งหลายทั้งปวงที่คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเรื่องนี้หลักใหญ่ใจความที่เราตั้งพื้นฐานอยู่นั่นก็คือเรื่องของหลักการประชาธิปไตย ณ วันนี้บ้านเมืองทยอยกลับเข้ามาสู่ระบบปกติแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกลับไป พิจารณาทบทวนการปกครองในช่วงอำนาจพิเศษในช่วงที่คณะรัฐประหารครองอำนาจ ตลอด ๕ ปีว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดเสรีภาพในเรื่องอย่างไรบ้าง อย่างน้อยบันทึก ให้เป็นสถิติเก็บเอาไว้ แล้วเราพอจะมีหนทางเยียวยาแก้ไขอดีตได้หรือไม่ เพื่อให้ปัจจุบันนั้น ดีขึ้นและเพื่อให้อนาคตนั้นดีกว่าเดิมครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ