ชวลิต ชี้อัยการสั่งไม่ฟ้องขาดความเชื่อมั่น หวั่นทุจริตยืดเวลาคดี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ วิพากษ์วิจารณ์การสั่งไม่ฟ้องของอัยการและกระบวนการยุติธรรมที่เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบโดยผู้บัญชาการตำรวจ ชี้ว่าขัดหลักการตรวจสอบถ่วงดุลและสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในระบบราชการ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนบทบาทของผู้มีอำนาจสูงในกระบวนการตัดสินคดี

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ พูดถึงหลักการระบบกฎหมายบ้านเราเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งในฝ่ายกล่าวหา อัยการเป็นคนนำสำนวนเข้าสู่ศาลจึงทำให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ช่วยทำสำนวนให้กับอัยการ โดยปริยายนะครับ โดยกระบวนการเริ่มจากตำรวจรับแจ้งความ รวบรวมพยานหลักฐาน มาทำเป็นสำนวนแล้วก็ส่งสำนวนนี้ให้กับอัยการ อัยการก็ต้องตรวจสอบขัดเกลาสำนวน ให้รอบคอบอีกชั้นหนึ่งต่อจากพนักงานสอบสวนเพื่อให้สำนวนมีพยานหลักฐานที่ครบถ้วน ถูกต้องและมีน้ำหนักเพียงพอ แต่ในบางคดีอัยการเห็นว่าก็พยายามแล้วแต่น้ำหนักของ พยานหลักฐานไม่เพียงพอจริง ๆ ก็ต้องสั่งไม่ฟ้องครับ เพื่อไม่ให้ระยะเวลาของคดีมันยืดยาว เกินไปกว่านี้อีก คือด้วยภาวะเศรษฐกิจของบ้านเรามีคนจำนวนมากที่เขาไม่มีเงินประกันตัว เขาติดคุกฟรีมาจนถึงขั้นอัยการชั้นนี้แล้วก็อย่าให้เขาได้ต้องรออีกนานกว่าคดีจะไปสิ้นสุด ที่ชั้นศาลเลยนะครับ ถ้าพยานหลักฐานไม่พอแล้วอัยการสั่งฟ้องไว้นอกจากจะไม่เป็นธรรม กับผู้ถูกกล่าวหาแล้วยังเพิ่มภาระงานของในชั้นศาลแล้วก็เปลืองงบประมาณอีกด้วยนะครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมอัยการถึงต้องมีอำนาจสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันเป็นสากลทั่วโลก แต่ประเทศไทยของเราก็มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งนะครับ คือระบบราชการที่เราเป็นกันอยู่นี้ ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น เรามีพัฒนาการทางประชาธิปไตย ที่จะส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสในระบบราชการด้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ คือ ด้อยกว่ามากเลยทีเดียวนะครับ ในกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องจึงทำให้สังคมไม่เชื่อมั่นไม่อยากให้ คดีจบสิ้นสุดไปไว ๆ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าเขากลัวตำรวจทุจริตรับสินบนกันหรือเปล่า หรือว่าเขากลัวอัยการทุจริตรับสินบนกันหรือเปล่าก็เลยต้องมีกระบวนการเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เมื่อมีกระบวนการเพิ่มขึ้นมาระยะเวลากว่าจะจบคดีมันก็จะยืดยาวออกอีกนะครับ ถ้าเราอยู่ ในมุมมองของผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ได้กระทำความผิดคือไม่มีหลักฐานที่เอาผิดได้ นี่คือความ ไม่ยุติธรรมมากเลย ในมุมมองของรัฐมันก็เปลืองงบประมาณมากเลยครับ เปลืองภาระงาน ของเจ้าหน้าที่รัฐอีกมากเช่นกัน แต่ถ้าเรายืนอยู่ในมุมมองของประชาชนผู้เสียหายในคดี ยืนอยู่ในมุมของฝ่ายที่จะฟ้องเขา แล้วที่ผ่านมาเราเห็นการทุจริตในบ้านเมืองเราเต็มไปหมด อาจจะมีประสบการณ์ที่ทำให้เราเห็นว่าทำไมการให้สินบนของเจ้าหน้าที่รัฐมันง่ายดายขนาดนี้ ถ้าคดีของเราที่ฟ้องเขามันจบที่ชั้นพนักงานสอบสวนหรือจบที่ชั้นอัยการสั่งไม่ฟ้องมันก็อดคิด ไม่ได้ใช่ไหมว่าพนักงานสอบสวนหรืออัยการมีการทุจริตรับสินบนจากฝ่ายผู้ต้องหาหรือเปล่า นี่คือฐานความคิดของวิธีการแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มคนเพิ่มขั้นตอนเข้าไปในกระบวนการ ยุติธรรมให้มากขึ้นเพื่อที่จะหวังว่าคนทุจริตจะวิ่งเต้นคดีได้ยากขึ้นนะครับ ซึ่งแนวคิดนี้มีที่มา มาตั้งแต่ก่อนที่มีประกาศ คสช. ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เพิ่ม ป. วิ. อาญามาตรา ๑๔๕/๑ มาตรา เจ้าปัญหาที่ว่านี้แล้วนะครับ แบบแรกก่อนที่จะมีประกาศ คสช. นี้กระบวนการเริ่มจากพนักงานสอบสวนอัยการสั่งไม่ฟ้อง ไปผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ไปที่อัยการสูงสุดไปที่ศาล แต่แบบปัจจุบันพอมีประกาศ คสช. ฉบับนี้กระบวนการก็เริ่มจากพนักงานสอบสวน อัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่เปลี่ยนไปที่ผู้บัญชาการ ตำรวจไปอัยการสูงสุดไปศาล ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกัน คือกระบวนการเท่ากันเลยต่างกัน แค่ก่อนประกาศ คสช. ฉบับนี้พออัยการสั่งไม่ฟ้องก็ส่งสำนวนไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่พอ ปัจจุบันผลจากการประกาศของ คสช. พออัยการสั่งไม่ฟ้องก็ส่งสำนวนไปให้ผู้บัญชาการ ตำรวจให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจเห็นพ้องหรือเห็นแย้งได้ คือมันผิดทั้งในหลักการและ ในทางปฏิบัติอีกมากเลย ในทางหลักการการตรวจสอบถ่วงดุลตำรวจและอัยการเป็นคน สำนวนมา ถ้าจะมีการตรวจสอบก็ต้องเป็นนอกองค์กรทั้งตำรวจและอัยการสิครับ ไม่ใช่เอา คนในองค์กรตำรวจมาตรวจสอบอีกที ถ้าจะหาคนนอกองค์กรก็คงหนีไม่พ้นฝ่ายปกครองก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดตามกฎหมายเดิมก่อนที่จะมีประกาศ คสช. นั่นเอง ถึงแม้จะมีข้อโต้แย้งว่า โดยหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดเขาจะไปรู้เรื่องอะไรการทำสำนวนให้เขาทำหน้าที่บริหาร ไปดีกว่าไหม ให้คนที่มีทักษะในด้านนี้ทำไม่ดีกว่าหรือ ถ้าคิดแบบนี้ผู้บัญชาการตำรวจเขา ก็เป็นตำแหน่งผู้บริหารไม่ใช่หรือครับ ไม่ใช่คนที่มีทักษะในการทำสำนวนอยู่ทุกวี่ทุกวัน เหมือนกัน ท่านประธานคือผมคิดว่าเราต้องช่วยกันเปลี่ยนความคิดกันได้แล้วว่าคนที่มี ตำแหน่งสูง ๆ ไม่ได้เก่งกว่าตำแหน่งล่าง ๆ ที่เป็นระดับผู้ปฏิบัติงานเสมอไป คือผมต้องบอกว่า ผู้บริหารระดับสูง ๆ คือเราต้องคิดไว้เสมอว่าปฏิบัติงานเก่งสู้ลูกน้องระดับผู้ปฏิบัติงานที่เขา ทำงานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อยู่ทุกวันไม่ได้ ทักษะความชำนาญขึ้นอยู่กับการทำงานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน คนที่เป็นผู้บริหารอาจจะมีประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ทำงานแบบผู้ปฏิบัติงาน ระดับล่างแล้วทักษะความชำนาญก็ต้องย่อมเสื่อมหายไปเป็นธรรมดา และวิธีการทำงานก็ต้อง เปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างผมเองลาออกจากงานเดิมปีเศษ ๆ แล้ว ไม่ได้ปฏิบัติงานเดิม เหมือนทุกวี่ทุกวันแล้วก็ต้องยอมรับว่าทักษะนี้ของผมมันก็หายไปเยอะ รุ่นน้องของผมที่กำลัง ทำงานอยู่ก็เก่งกว่าผมมาก ดังนั้นการตัดสินใจที่มีผลในสำนวนคดีผู้บังคับบัญชาระดับบริหาร ก็ต้องให้อำนาจผู้ปฏิบัติงานที่เป็นพนักงานสอบสวนเขาตัดสินใจ เพราะเขาคือคนที่ต้องไป ขึ้นศาล ผู้บริหารไม่ได้ไปขึ้นศาลด้วย ตำแหน่งผู้บริหารต้องเป็นคนที่สนับสนุนทรัพยากรความรู้ สร้างความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่ถือว่าตัวเองเก่งกว่าผู้ปฏิบัติงานแล้วตัดสินใจในงานนั้นแทน พนักงานสอบสวนเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้วก็ควรที่จะต้องมีคนตรวจสอบให้รอบคอบ คนนั้นก็คืออัยการ เพราะอัยการมีความรับผิดชอบสำนวนในศาล ไม่ใช่ว่าสำนวนเสร็จ จากอัยการแล้วก็ต้องส่งกลับไปหาผู้บัญชาการตำรวจอีกทีหนึ่ง อันนี้ผิดหลักการมากเลยครับ ส่วนผลที่เกิดจากประกาศ คสช. ฉบับนี้ในทางปฏิบัติเรื่องที่เราคิดว่าเล็ก ๆ อย่างการขนส่ง เดินทางจากเดิมการเดินทางจากสำนักงานอัยการจังหวัดไปจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเดียวกัน ก็ไม่ไกลใช่ไหมครับ แต่พอเปลี่ยนโดย คสช. ต้องเดินทางจากสำนักงานอัยการจังหวัด ไปกองบัญชาการตำรวจภาค คือหลาย ๆ จังหวัดมันจะมีอยู่แค่ที่เดียวที่เป็นที่ตั้งสำนักงาน ของผู้บัญชาการตำรวจภาค คือมันต้องเดินทางส่งสำนวนข้ามจังหวัดกันเลย คือนอกจาก จะสิ้นเปลืองเวลาและค่าเดินทางแล้วยังส่งผลต่อระยะเวลาในคดีที่ยืดยาวออกไปอีกเยอะ เหมือนกัน ถ้าอยู่ในจังหวัดเดียวกันก็เดินทางขนส่งได้บ่อยกว่า แต่ถ้าเกิดเดินทางข้ามจังหวัด ก็จะรอช้าขึ้นอีกหลายวันกว่าจะเดินทางครั้งหนึ่ง แต่ผลกระทบที่หนักกว่านั้นคือท่านประธาน ลองนึกภาพดูผู้ว่าราชการจังหวัดไม่รวมกรุงเทพฯ มี ๗๖ คน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคมี ๙ คน การที่จะเอางานจากที่แบ่งกันทำทั้ง ๗๖ คนให้เหลือทำกันแค่ ๙ คน มันจะไม่ยิ่งช้าไปกว่าเดิม ได้อย่างไร ยังไม่พอสิ่งที่ผมกลัวที่สุดเลยก็คืออคติ ความเป็นตัวตน ความรักองค์กรมากเกินไป มันก็ไม่ดี การที่พนักงานสอบสวนกับผู้บัญชาการถูกแปะป้ายว่าเป็นตำรวจเหมือนกันเป็น พวกเดียวกัน ส่วนอัยการเป็นคนละพวกความคิดประเภทไม่อยากเสียหน้า ความคิดจ้องจะ เอาชนะคะคานกัน เนื่องจากเป็นคนละพวกกัน และความคิดอันนี้มันอันตรายกับประชาชนมากเลยนะครับ ถ้าผู้บัญชาการตำรวจมีธงว่าพนักงานสอบสวนทำสำนวนดีแล้ว แล้วถ้าเกิดอัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็มีแนวโน้มที่จะเห็นแย้งกับอัยการไว้ก่อน ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่ที่ประชาชนนะครับ แทนที่คดีมันสมควรจะยุติแต่กลับยืดยาวไปอย่างนั้น จากที่ผมอ่านรายงานคณะกรรมาธิการ ในส่วนความเห็นของผู้มาชี้แจงจากทั้งตำรวจและอัยการมุมมองที่เขามีระหว่างกันของ ทั้ง ๒ องค์กรนี้น่ากลัวอยู่มากเลยครับ นี่เป็นปัญหาที่ผมอยากให้เราต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป คือผมเข้าใจว่าเป็นธรรมดาของคนที่เวลาเขียนงานออกมางานหนึ่งมันก็จะมีความภูมิใจนะครับ ความที่อยากจะปกป้องความคิดตัวเอง แต่ก็จำเป็นต้องมีอีกคนที่คอยให้ฟีดแบ็ก (Feedback) คอยปรับแก้ คอยช่วยเกลาให้ดีขึ้นเหมือนกับงานเขียนหนังสือนะครับ คนเขียนคนหนึ่งก็ต้อง มีอีกคนหนึ่งที่เป็นบรรณาธิการ ทักษะต่างกันและหน้าที่ต่างกัน เห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่อง ธรรมดามากเลยครับ พนักงานสอบสวนก็คือคนที่รวบรวมทำสำนวนมา คนที่เขารู้ว่าจะเกลา อย่างไรให้ใช้ในชั้นศาลแล้วออกมาดีที่สุดก็คืออัยการ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจ เราต้องช่วยกันให้คุณค่ากับทัศนคติที่ทำงานร่วมมือกัน ไม่ใช่ทำงานแข่งขันกันนะครับ เราต้องช่วยกันทลายกำแพงของการต่างองค์กร ต่างหน่วยงาน ต่างแผนกกันให้มากขึ้นครับ โดยสรุปผมเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ที่เสนอให้ยกเลิกมาตรา ๑๔๕/๑ ของ ป. วิ. อาญามรดกของ คสช. ฉบับนี้ เปลี่ยนมาให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเหมือนเดิม และถ้ากลัวว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจะไม่มีความชำนาญด้านนี้จะมาอยู่ในกระบวนการทำไม ใช่ไหมครับ คณะกรรมาธิการก็ยังเสนอเพิ่มเติมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานจาก หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในทักษะนี้มาพิจารณาสำนวนให้มากขึ้นก็เป็นข้อเสนอที่ผมเห็นด้วย มากเลย แต่จริง ๆ ผมอยากเห็นภาพอนาคตเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แบบนี้ คือผมไม่อยากให้ มีขั้นตอนเพิ่มเลยนะครับหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง จริง ๆ ผมก็แค่อยากให้เป็นเหมือน ประเทศที่เจริญแล้วที่เขาเป็นกัน ของเขาหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีมันก็ยุติแค่นั้นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะให้อำนาจนี้กับอัยการไปทำไม แล้วมันจะเป็นการให้อำนาจอัยการเกินไปไหม จริง ๆ ผมก็ต้องบอกว่าเขาให้อำนาจเกินกว่านั้นด้วยซ้ำ คืออัยการของเขามีอำนาจชะลอด้วย คือในกรณีที่อัยการเห็นว่าผิดจริงแล้วมีหลักฐานเพียงพอ แต่ว่าถ้าเกิดยื่นฟ้องต่อศาลไป อาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี อัยการของเขาก็จะมีอำนาจเชิงลงโทษและยุติคดีเองได้เลย ไม่ต้องไปถึงชั้นศาลเหมือนบ้านเรา มันแสดงถึงความไว้วางใจ เพราะว่าสังคมเขาการทุจริต มันน้อยกว่าเรามาก ๆ มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพจากการมีประชาธิปไตย ที่ครบถ้วนสมบูรณ์กว่า จึงไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มขั้นตอน เพิ่มคน เพิ่มงบ เพิ่มเวลาเข้าไป ในกระบวนการเลย อย่าลืมครับว่าคดีมันเยอะมาก ทรัพยากร คน งบ เวลาของเรามันมีจำกัด ถ้าเพิ่มในแต่ละคดีมากก็จะมีคดีอื่นที่ล้นจนทำไม่ไหวจนต้องมีการเมินเฉย เป่าคดีไกล่เกลี่ย ให้มันจบ ๆ ไปแบบไม่เป็นธรรม มีเพิ่มอีกมากครับ นี่เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเราอีกเช่นกัน ที่สัมพันธ์กับแนวคิดการแก้ปัญหาทุจริตโดยการเพิ่มขั้นตอนเพิ่มคนเข้าไป โจทย์ที่ผมสนใจ และท้าทายกว่านั้นก็คือเราจะทำอย่างไรที่จะให้ลดกระบวนการลงแต่เพิ่มความยุติธรรม ให้มากขึ้น นี่คือเป้าหมายที่ผมอยากให้เราปักธงในอนาคตอันใกล้เข้าไว้แล้วก็พยายามเดิน เข้าไปให้ถึงจุดนั้น ประเทศของเรามีปัญหาทุจริตรับสินบนหนักมากเลยครับ เราถึงไม่ไว้ใจ พนักงานสอบสวนและอัยการ ที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะหมดหวังคิดว่าคนเรามันก็เปลี่ยน นิสัยกันไม่ได้หรอก แล้วเราก็ไปโฟกัส (Focus) กับวิธีการเพิ่มกระบวนการให้มันมากขึ้นดีกว่า แต่ผมก็อยากชวนคิดว่าปัญหาทุจริตเราหาทางแก้ทางเลือกอื่นน้อยเกินไปหรือเปล่า ทำไม ที่ผ่านมาเราถึงมาโฟกัส (Focus) กับการเพิ่มคน เพิ่มงบ เพิ่มเวลาไปในกระบวนการ แต่ว่า กลับมองข้ามสิ่งที่เป็นรากของปัญหาที่มันมากกว่านั้น อย่างเช่น การรับสินบนจะทำอย่างไร ให้คนเราเกิดความกลัวที่จะไม่กล้าทำกันทั้งผู้ให้และผู้รับเหมือนในต่างประเทศที่เจริญแล้ว ไม่เอาแค่การรณรงค์นะครับ อันนั้นคือทำมานานแล้วเบื่อแล้วมันก็ยังไม่ได้ผล แต่อย่างวิธีการ ล่อซื้อคนรับสินบนอาจจะช่วยได้ แต่เราต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก การตรวจสอบถ่วงดุล ที่แท้จริงในประเทศที่เจริญแล้วที่เขาทำกันคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น คือประเทศเขา ตำรวจโรงพักเขามีหัวหน้าของหัวหน้าไล่ไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดของเขา อยู่แค่ที่จังหวัดครับ เป็นนายก อบจ. หรือผู้ว่าหรือแล้วแต่จะเรียกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ขอเวลาอีกแป๊บหนึ่งนะครับใกล้จะสรุปแล้ว แต่ของเมืองนอกเขานี้เขาก็ยังมี ตำรวจที่ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง เขาก็มีหัวหน้าของหัวหน้าไล่ไปจนถึงระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุด คือนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกัน ก็คือตำรวจของทั้ง ๒ สายนี้ เป็นการบังคับบัญชาที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย นี่คือการถ่วงดุลตรวจสอบที่แท้จริงแม้จะขึ้นชื่อว่า เป็นตำรวจเหมือนกันก็ตาม แต่พอหันกลับมาดูของไทยผู้ว่าก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ตำรวจ ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ดีเอสไอ (DSI) ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ป.ป.ท. ที่จะปราบปรามทุจริต ข้าราชการโดยตรงก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แบบนี้มันก็ตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ ไม่จริงนะครับหรือว่ากฎหมายวิสเซิลโบลว์เออร์ (Whistleblower) ที่ปกป้องคนในองค์กรรัฐ ที่เอาข้อมูลภายในองค์กรมาแฉเรื่องทุจริตก็เป็นกฎหมายปกป้องไม่ให้คนแฉมีความผิด นี่ก็เป็นอีก ๑ วิธีแก้ที่เราต้องหันมาโฟกัส (Focus) ให้มากขึ้นเป็นต้น ผมขอเชิญชวนให้มา ช่วยผลักดันให้ทั้งตำรวจและอัยการเป็นองค์กรที่เรามั่นใจได้มากกว่านี้ จนไม่จำเป็นต้อง มีกระบวนการเพิ่มหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีเลยนะครับ แต่ในเวลานี้ผมก็เห็นด้วยกับ รายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้นะครับ ขอบคุณครับ