วิษณุ แจงร่าง กสทช. ยึ่ดคำศาล-ชี้ค้างทบทวนเพราะต้องรอฟังความเห็น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

วิษณุ เครืองาม ชี้แจงกระบวนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสำนักงาน กสทช. ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนรับฟังความเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 และการพิจารณาของกฤษฎีกาที่ใช้เวลานาน ทำให้รัฐบาลสามารถเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาน้อยครั้ง จึงเน้นผลักดันเฉพาะส่วนที่เร่งด่วน เช่น กระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. โดยมีการแก้ไขคุณสมบัติผู้ได้รับการแต่งตั้งให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำพิพากษาศาลฎีกา พร้อมย้ำถึงความร่วมมือกับกรรมาธิการและ กสทช. ในการทบทวนและปรับปรุงร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาลต่อไป

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต หลายอย่างที่เป็นประโยชน์ ผมจดเอาไว้เพื่อที่จะได้ประสานกับสำนักงาน กสทช. ในการ ดำเนินการต่อไป คำว่า ดำเนินการต่อไปนั้น มีความสำคัญ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สำนักงาน กสทช. เป็นเจ้าของและเสนอมา รัฐบาลมานำเสนอต่อสภานี้เพราะว่าเป็นช่องทาง ตามรัฐธรรมนูญที่องค์กรอื่นเข้ามาเสนอเองไม่ได้ มันก็จะเหมือนกับกฎหมายเกี่ยวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม องค์กรอิสระทั้งหลายที่ต้องผ่านทางช่องทางของ คณะรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาสู่สภานี้ แล้วก็ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับฟังความเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งตรงนี้ก็มีความสำคัญอยู่ เพราะว่าหลายเรื่องที่ท่านสมาชิก ได้ตั้งข้อสังเกตหรือฝากไว้ หรือแม้บางท่านอาจจะดำริว่าก็แก้เสียเลยในคราวนี้นั้น รัฐบาล ก็ได้เคยคิดครับ แต่ว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการมาพร้อมกันในขณะนี้ได้ เพราะเหตุว่า จะต้องผ่านการรับฟังความเห็นตามมาตรา ๗๗ แล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดทำ ร่างกฎหมาย ซึ่งมีกระบวนการที่ยืดยาวพอสมควรตรงนี้มันก็จะโยงไปถึงสิ่งที่ ขออภัยเอ่ยนาม คุณหมอชลน่านได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเสนอกฎหมายเข้ามายังสภาน้อย ซึ่งก็จริงครับ แต่ที่มาของคำว่า น้อย นั้นก็เพราะเหตุว่า บรรดาร่างกฎหมายหลายฉบับที่ค้างพิจารณาอยู่ ในกฤษฎีกาเพื่อที่จะส่งมายังสภานั้น เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ขอให้ กฤษฎีกาได้ทบทวนใหม่เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ เป็นไปตามแผนปฏิรูป เป็นไปตาม นโยบายรัฐบาล แล้วก็เป็นไปตามสิ่งที่ได้มีการเสนอแนะมาในภายหลัง จะเอาสิ่งที่ได้จัดทำไว้ ครบถ้วนเรียบร้อยในสมัยรัฐบาลที่แล้วมาเสนอนั้นยังไม่ควร แล้วก็มาติดขัดที่ขั้นตอนในการ รับฟังความเห็นตามมาตรา ๗๗ จึงได้ใช้เวลายาวนาน บัดนี้ร่างพระราชบัญญัติหลายฉบับ ก็เสร็จสิ้นก็จะมาปิดสมัยประชุมเสียก่อน ซึ่งเชื่อว่าในสมัยประชุมหน้าร่างพระราชบัญญัติ หลายฉบับดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้มากขึ้นครับ ตรงนี้ ก็มาสัมพันธ์กันกับว่าหลายเรื่องที่ควรจะแก้เสียเลยในคราวนี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับฟังความเห็น ที่จริงหลังจากที่จัดทำร่างกฎหมายนี้เสร็จแล้วทางสำนักงาน กสทช. ยังเสนอมายังรัฐบาล เพิ่มอีกบางประเด็นว่าเอาเสียด้วยในคราวนี้เลย แก้อีกสัก ๒-๓ ประเด็น ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ายังไม่ได้ผ่านการรับฟังความเห็นตามมาตรา ๗๗ ประเด็นที่ กสทช. ขอเสนอ ตามมาภายหลังยังต้องยับยั้งเอาไว้ก่อนเพื่อที่จะได้รวมกันไปจัดทำเป็นร่างกฎหมาย กสทช. ที่สมบูรณ์กว่านี้เสนอเข้ามาในโอกาสต่อไป ซึ่งก็คงจะครอบคลุมหลายเรื่องที่ท่านสมาชิก ได้ตั้งข้อสังเกต ที่ท่าน ส.ส.นิยมก็ดี ท่านองอาจก็ดี ท่านสาทิตย์ก็ดีได้ตั้งข้อสังเกต มันก็อยู่ใน ความในใจที่คิดกันอยู่ ครั้งนี้ก็เลยไม่ได้ขอแก้ไขในเรื่องอื่นนอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับการสรรหา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน กรรมการ กสทช. นั้นมีอยู่ ๗ คน ต่อมาก็ทยอย ร่อยหรอลงพ้นจากตำแหน่งไปเพราะเหตุต่าง ๆ ที่จริงจะเหลือลง ๒ คนก็ยังทำงานได้ โดยอาศัยคำสั่ง คสช. แต่เพราะรัฐบาลได้เห็นว่าถ้ามันทยอยร่อยหรอแล้วเหลือน้อยลงหน่อย คงจะไม่เหมาะที่จะให้ทำงาน จึงสมควรที่จะผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาเสีย ในคราวนี้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตรงนี้เสียก่อนเพราะไม่ได้คาดคิดว่าการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งสุดท้ายที่ผ่านมานั้นจะมีปัญหา มีปัญหาที่น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดจริง ๆ ขออภัย ที่คุณหมอชลน่านตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมาย ปี ๒๕๕๓ บกพร่องในบางจุดที่ไม่น่าจะพลาดนั้น ที่จริงไม่ได้พลาดหรอกครับจุดนั้น จุดที่พลาดน่าจะเป็นการแก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๖๐ มากกว่า เพราะเหตุว่าเมื่อกรรมการสรรหาได้รายชื่อแล้วเสนอมายังสมาชิกวุฒิสภานั้นยังคง ไปกำหนดว่าต้องเสนอเข้ามาแต่ละด้าน ด้านละ ๒ คน คือ ๒ เท่าของจำนวนที่ว่าเพื่อที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภาเลือกเหลือด้านละ ๑ คน ตรงนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหา ขณะเดียวกันเสียงของ สมาชิกวุฒิสภาที่จะให้ความเห็นชอบรายชื่อใดนั้นเมื่อไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็เลย กลายเป็นใช้กฎเกณฑ์การประชุมสภา นั่นก็คือเสียงข้างมากว่าเห็นชอบ มันก็เกิดตัวอย่าง กรณีที่ไม่ได้คาดคิดขึ้นว่าบางรายชื่อได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา ยกตัวอย่าง ผมจำตัวเลขชัด ๆ ไม่ได้นะครับ เห็นชอบ ๒๐ คน ๒๐ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑๕ คน ที่เหลือ ๑๐๐-๒๐๐ งดออกเสียง กลายเป็น ๒๐ มากกว่า ๑๕ ๒๐ นั้นชนะคือได้รับการคัดเลือก ปัญหาอย่างนี้ไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิด อันที่จริงคนที่เป็นกรรมการหรือผู้ที่อยู่ในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะอิสระตามรัฐธรรมนูญหรืออิสระตามพระราชบัญญัติพิเศษก็ตามควรจะได้เสียง ข้างมากของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ในสภานั้น ๆ โดยไม่ได้คำนึงว่าข้างมากข้างน้อย เป็นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้เลยเป็นที่มาของปัญหานำมาสู่การแก้ไขในครั้งนี้โดยเอาเฉพาะปม หรือประเด็นนี้ให้เสร็จสิ้นไปก่อนเพื่อจะได้เร่งให้มีการสรรหากรรมการ กสทช. ๗ คนโดยเร็ว ที่บอกว่ากรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันให้อยู่ต่อไป ท่านสมาชิกบางท่าน อาจจะนึกว่าถ้ากฎหมายนี้ไม่เสร็จการสรรหาไม่เรียบร้อยจะต้องอยู่ต่อไปและพอดีพอร้าย จะอยู่ต่อไปอีกยาวนานนั้นอย่างไรก็ไม่ได้ให้อยู่เกินกว่าที่กฎหมายใหม่ฉบับนี้เสร็จ ช่วงนี้ก็ต้อง อยู่กันไปล่ะครับ เมื่อร่างพระราชบัญญัติที่เข้าสู่สภาในวันนี้เสร็จสิ้นลงประกาศใช้มาตรา ๑๐ ของร่างพระราชบัญญัติใหม่ในวันนี้ให้กรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนี้สิ้นสุดลงนะครับ และใช้กรรมการ กสทช. ที่ได้สรรหาใหม่ เพราะฉะนั้นสรรหาได้เร็วทุกอย่างก็จะดำเนินการไป ได้เร็ว รัฐบาลคงไม่สามารถจะครอบงำกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะ กสทช. ชุดใหม่ที่จะสรรหา เข้ามาตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้โดยง่ายหรอกครับ เพราะเหตุว่าน้ำหนักมันจะไปอยู่ ที่คณะกรรมการสรรหา ๗ คน ซึ่งครั้งนั้นได้ออกแบบกันว่าใช้ผู้ที่มาจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๗ คน เช่นมาจาก ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด มาจากศาลรัฐธรรมนูญ มาจากผู้ตรวจการแผ่นดินมาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ดังนี้เป็นต้น เมื่อน้ำหนัก ไปอยู่ที่ตรงนั้น ครั้งนี้ก็ได้แก้ไขให้กรรมการสรรหาทำงานรัดกุมขึ้น เช่นว่ากรรมการสรรหา จะเลือกมาต้องลงคะแนนเลือกโดยเปิดเผยในชั้นกรรมการสรรหา และจะต้องให้เหตุผลว่า ทำไมจึงเลือกคนนี้และไม่เลือกคนนั้น แล้วก็ต้องลงคะแนนเปิดเผย แล้วก็ต้องได้คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ จึงจะผ่านชื่อมันจึงจะส่งไปยังวุฒิสภาได้ เมื่อคิดว่ามันรัดกุมอย่างนี้ก็น่าจะวางใจได้ ส่วนที่จะสงสัยกันต่อไปว่ากรรมการสรรหาที่มาจากองค์กรอิสระ องค์กรอิสระไม่อิสระจริง ถูกครอบงำหรือแม้แต่ที่สมาชิกบางท่านกล่าวซึ่งรุนแรงกับประโยคที่บอกว่ากรรมการสรรหา ที่มาจากองค์กรอิสระนั้น องค์กรอิสระไม่มีความชอบธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลไม่กล้าคิด อย่างนั้นหรอกครับ ขออภัยคงจะต้องอ้างคำพูดของท่านประธานสภาเองซึ่งได้เคยกล่าวไว้ ในสภานี้ในวาระหนึ่งว่าอย่าไปดูแคลนองค์กรอิสระเขาก็ทำงานของเขา เขามีความอิสระ ของเขาอย่างไรเขาก็ดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเรามี องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นหลักเป็นฐานอยู่ก็คิดกันในครั้งกระนั้นว่าเอาองค์กรอิสระ ทั้งหลายนั่นล่ะเข้ามาเป็นกรรมการสรรหา เสร็จแล้วก็เสนอชื่อให้วุฒิสภา ครั้งนี้ไม่ได้เสนอ ด้านละ ๒ ให้เลือกเหลือ ๑ ครับ เอาว่าเมื่อชื่อมาถึงท่านจะเอาหรือไม่เอา ภาษาอังกฤษ มันก็เยส (Yes) หรือโน (No) เท่านั้น ตรงนี้ก็จะลดการครอบงำไปได้มาก ไม่เอาก็ไม่เอา ก็ตีกลับไป ถ้าเอาก็ผ่านไป ผมเข้าใจว่าสปิริต (Spirit) หรือที่เรียกกันว่าเจตนารมณ์ของ กฎหมาย กสทช. ฉบับปี ๒๕๕๓ เขาคงไม่ได้คิดและออกแบบบนพื้นฐานของคำว่ายึดโยง กับประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้อีกหลักหนึ่งด้วยว่าการสรรหาตามกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ ได้ไปยึดโยงกับอีกหลักหนึ่งคือการปลอดจากการครอบงำของพรรคการเมือง เกรงกันในครั้ง กระนั้น ถ้าวันนี้เห็นว่าเหตุผลนั้นไม่ถูกต้องจะว่ากันใหม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เหตุผลในครั้งกระนั้น ก็คือว่าถ้านำเข้ามาในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นผู้เลือกจะเกิดข้อครหาขึ้นได้ว่าเกิด การยึดโยงหรือครอบงำโดยพรรคการเมือง ผมเรียนว่าเป็นข้อที่จะครหาสมาชิกวุฒิสภา ในครั้งกระนั้นเมื่อปี ๒๕๕๓ ยึดโยงกับประชาชนตรงที่ว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ยึดโยงกับ การที่จะถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง เมื่อต้องมีองค์กรไหนสักองค์กรหนึ่งมาให้ความเห็นชอบ เมื่อปี ๒๕๕๓ จึงไปคิดถึงว่าไปที่วุฒิสภาแล้วหลักนั้นก็ยังใช้ต่อมาจนบัดนี้ แต่ถ้าหากว่าบัดนี้ เห็นว่ามันไม่ถูกจะเปลี่ยนใหม่อย่างไรก็คงจะต้องกลับไปทบทวนเรื่องหลักการยึดโยงดังกล่าว กราบเรียนท่านประธานว่าร่างกฎหมายที่เสนอมาในวันนี้นอกจากจะแก้ในเรื่องของวิธีสรรหา ให้รัดกุมชัดเจนก็ยังได้มีการปรับปรุงอีกหลายส่วน ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายว่าแก้ครั้งนี้ ประหนึ่งว่าจะล็อกสเปก (Lock spec) ขอกราบเรียนว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะเหตุว่าแก้ โดยเหตุผลที่ได้ประมวลมาจากข้อบกพร่องในอดีตและให้เกิดความเป็นธรรมและชัดเจนขึ้น ของเดิมนั้นมองว่าคนจะเป็นกรรมการ กสทช. ถ้า ขีดเส้นใต้คำว่า ถ้า ถ้าหากว่าเป็นตำรวจ ทหารยศพันเอกก็คงจะพอ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเอาพันเอกหรือพันตำรวจเอกเข้ามาเป็น เพราะว่าคุณสมบัติมีหลายข้อ ไม่ช่องโน้นก็ช่องนี้ ไม่ช่องนั้นก็ช่องโน้น ก็มีช่องหนึ่งว่าถ้าเป็น ตำรวจ ทหารไปกำหนดไว้แต่เดิมว่าพันเอก แต่ขณะที่ข้ออื่น ๆ หรือช่องอื่น ๆ ได้กำหนดไว้ว่า ถ้าพลเรือนนั้นต้องไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี ถ้ามาจากรัฐวิสาหกิจต้องไม่ต่ำกว่ารองผู้ว่า ก็กลับไปดูว่าแล้วเวลาตำรวจ ทหารบอกว่าแค่พันเอกก็พอนี่ มันเท่ากันไหมกับรองอธิบดี และรองผู้ว่ารัฐวิสาหกิจ เมื่อคิดว่ามันไม่เท่าก็ต้องแก้เสียก็ขยับขึ้นเป็นพลตรีหรือพลตำรวจตรี เป็นอย่างน้อยในครั้งนี้ แต่มันก็เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในหลายช่องทางเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็อาจจะเข้ามาทางหลายช่องทางอื่น ประสบการณ์เดิมกำหนดไว้ ๑๐ ปี ครั้งนี้แก้เป็น ๒๐ ปี ถ้าท่านสมาชิกเห็นว่าสูงไปจนกระทั่งหาคนยากอาจจะได้คนแก่คนเฒ่าเข้ามา ท่านจะปรับปรุง แก้ไขตรงนี้ก็ไม่ได้มีความขัดข้อง แต่มองกันว่า ๑๐ ปีนั้นน่าจะน้อยเกินไป เพราะในที่สุด คนที่เข้ามาอาจจะเข้ามาโดยช่องทางอื่น ๆ ได้อยู่แล้ว ส่วนที่กำหนดและตัดในส่วนของคำว่า ด้านสิทธิมนุษยชนหรือด้านคุ้มครองผู้บริโภค ตรงนี้ขอเรียนว่าเป็นไปอย่างที่ท่านเลขาธิการ กสทช. ได้รายงาน เพราะถือว่าสิ่งนี้เป็นภารกิจของสำนักงาน ไม่ใช่ตัวกรรมการในการที่จะ จัดสรรเงินหรือกองทุน หรือดำเนินการอย่างไรนั้นสำนักงานรับไปประสานในการดำเนินการ อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าสภานี้รับหลักการในชั้นกรรมาธิการท่านจะปรับปรุงแก้ไขมาตรา ๖ ในส่วนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอย่างไร ก็เชื่อว่าไม่ได้มีข้อขัดข้องใด ๆ ทั้งในส่วน รัฐบาลและ กสทช. ทั้งนี้เราก็ได้มองว่าที่จริงก็เปิดเอาไว้แล้วละครับ มาตรา ๖ นั้นสามารถ ที่จะให้กรรมการสรรหาเป็นคนไปกำหนดคุณสมบัติ กำหนดความเชี่ยวชาญ กำหนดสาขา กำหนดด้านบางอย่างให้ตรงกับความต้องการในขณะนั้น ๆ ได้อยู่แล้ว

อีกข้อหนึ่งที่ได้แก้ในครั้งนี้ของเดิมไปใช้คำว่า ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษา ให้จำคุก อย่างที่ท่านสมาชิกคุณหมอชลน่านบอกว่ามันอาจจะพลาดไปในครั้งนั้น ไม่ได้พลาด หรอกครับ ทั้งหมดเป็นความเข้าใจเมื่อก่อนปี ๒๕๕๓ ว่าคำว่า ต้องคำพิพากษานั้นน่าจะ ครอบคลุมพอ แต่เป็นเพราะว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ศาลฎีกาก็ดี ออกมาภายหลัง ปี ๒๕๕๓ ว่าคำว่า ต้องคำพิพากษานั้นแปลว่าอะไร ครั้งนี้ก็เลยต้องมาจัดการแก้ไขเสีย ให้มันชัดเจน สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและลักษณะต้องห้ามในกรณี องค์กรอิสระอื่น ๆ ก็เลยแก้เป็นว่า ไม่เคยรับโทษ ให้มันชัดยิ่งกว่าคำว่า ต้องคำวินิจฉัย ได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าในชั้นของกรรมาธิการนั้นถ้าหากรับหลักการท่านจะ ปรับปรุงแก้ไขอย่างใดให้ชัดเจนขึ้นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้มีข้อขัดข้องในส่วนนั้น ส่วนการ ที่จะปรับปรุงเรื่องอื่นนอกจากหลักการที่เสนอมาในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลและ กสทช. จะได้ไปประสานดำเนินการต่อไป โดยใช้ข้อสังเกตจากสภาในวันนี้และจากกรรมาธิการ ที่จะมีต่อมานั้นเป็นหลักในการดำเนินการ ขอบพระคุณครับ