สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ โดยตั้งข้อกังวลว่าการปรับปรุงกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. ทำให้สูญเสียหลักการอิสระ ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ได้ติดตามเรื่องของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่มาตั้งแต่ตนครับ ย้อนกลับไป เมื่อปี ๒๕๕๓ ผมเป็นประธานในคณะกรรมาธิการซึ่งมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ฉบับปี ๒๕๕๓ ตั้งแต่ตอนนั้น ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แล้วก็ได้ตามมาโดยตลอด แต่กฎหมายที่มีการเสนอแก้ไข เข้ามาในวันนี้เมื่อดูหลักการทั้ง ๖-๗ ข้อที่มีการเสนอแล้ว ผมคิดว่าเราต้องยอมรับประการหนึ่ง ว่ากระบวนการตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ที่กำหนดมาอาจจะมีปัญหาในกระบวนการสรรหาต่าง ๆ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แต่ว่าในการแก้ไขปัญหา ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเราไปแก้ไขกฎหมายโดยใช้หลักการที่จะไปแก้ไขเรื่องของกระบวนการ สรรหาต่าง ๆ นั้นอาจจะด้วยความตั้งใจว่าให้กระบวนการที่เป็นปัญหามันน้อยลง พูดง่าย ๆ คือทำให้ง่ายขึ้น แต่การทำให้กระบวนการง่ายขึ้นนั้นจะต้องไม่ลืมนะครับว่ากำเนิดที่มาของ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่มันมีที่มาที่ไป เรื่องของคลื่นความถี่เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ ฉบับปี ๒๕๔๐ มาถึงปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ได้กำหนดมา โดยตลอดว่าคลื่นความถี่นั้นเป็นของประเทศชาติ เป็นของประชาชน ดังนั้นการมีองค์กร ขึ้นมาทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหลายนั้นรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาถึง ปี ๒๕๕๐ ระบุชัดเจนมากว่าจะต้องมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระขึ้นมาทำหน้าที่นี้ แต่ในความ เป็นอิสระนั้นได้มีการกำกับลงไปในตัวรัฐธรรมนูญด้วยว่าจะต้องมีการคำนึงถึงประโยชน์ของ สาธารณะ และทุกฉบับจะต้องเขียนถึงการคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคก็คือประชาชน นั่นเองเป็นหลัก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เช่นเดียวกัน ในมาตรา ๖๐ ที่เขียนถึงรัฐต้องจัดให้ มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการ เกี่ยวกับคลื่นความถี่ จะมีการเขียนเรื่องของป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์ จากคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป ในความหมายนี้ครับ ย้อนกลับไปดู รัฐธรรมนูญอีก ๒ ฉบับก่อนหน้านั้นจะคำนึงถึงเรื่องนี้มาก ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ประการหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปก็คือตัวของคณะกรรมการ กสทช. ผมเข้าใจนะครับ กระบวนการมีปัญหามาก ขณะนี้คนที่เป็นกรรมการ กสทช. จริง ๆ แล้วท่านแก้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๖๐ มาแก้ กฎหมายอีกครั้งหนึ่งคือปี ๒๕๖๒ มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะครับ แต่ยิ่งท่านแก้ไป ให้ง่ายขึ้นส่วนสำคัญที่จะยึดโยงกับรัฐธรรมนูญมันหายไปครับ เดิมทีกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ กำหนดให้มีกรรมการ กสทช. ๑๑ คน ต่อมาแก้เหลือ ๗ ฉบับปัจจุบันที่ท่านแก้วันนี้ก็เหลือ ๗ เช่นเดียวกัน แต่ใน ๗ ของท่านมีปัญหาที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้วก็คือส่วนสำคัญ ที่กำหนดเป็นคุณสมบัติของคณะกรรมการ กสทช. มันหายไป ประเด็นที่ท่านแก้มันจะโยง ไปถึงอีก ๒ เรื่องที่ท่านแก้แล้วผมคิดว่าจะเป็นปัญหานะครับ เป็นปัญหาที่ยึดโยงมาตั้งแต่ ตัวรัฐธรรมนูญว่าต้องไปคุ้มครองดูแลสิทธิของประชาชนและผู้บริโภคด้วย ดังนั้นย้อนกลับไปดู กฎหมายองค์กรจัดสรร ปี ๒๕๕๓ จึงเขียนว่าต้องมีส่วนขององค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิ ของประชาชนและผู้บริโภคด้วย ท่านแก้ครั้งแรกท่านก็ยังเขียนไว้ แต่ท่านมาแก้ในฉบับนี้ครับ แล้วท่านแก้ให้มีส่วนสำคัญเพียง ๓ ส่วนที่เพื่อนสมาชิกบอกไปก็คือเป็นเรื่องของกิจการ กระจายเสียงโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ส่วนด้านอื่น ๆ ท่านยกให้เป็นอำนาจของ คณะกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาเป็นคนไปกำหนดว่าด้านอื่นควรกำหนดอย่างไรบ้าง แน่นอนในฉบับที่ท่านแก้ท่านบอกว่า กสทช. อาจเสนอความเห็นซึ่งเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะ บอกว่าขาดด้านใด ๆ แต่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ซึ่งยึดโยงกับรัฐธรรมนูญว่าจะมีองค์กรที่มา ทำหน้าที่หรือคนที่ทำหน้าที่เรื่องพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคและประชาชนไปอยู่ในคณะกรรมการ กสทช. ด้วย ผมดูการทำงาน กสทช. มาตลอด การคาดเดาของผมอาจจะผิดได้ แต่ผมเข้าใจ ว่าคนในองค์กรมีความรู้สึกอาจจะติดที่ไม่ไว้วางใจหรือรู้สึกว่าภาคประชาชนเรื่องจะเยอะ หรือเปล่า ในกรรมการ กสทช. บางท่านที่มาจากภาคประชาชนจึงคล้าย ๆ กับจะเป็นแกะดำ ใน กสทช. แต่ต้องยอมรับว่าคนเหล่านั้นเขามาโดยเจตนารมณ์กฎหมาย ปี ๒๕๕๓ ซึ่งยึดโยง กับรัฐธรรมนูญแต่ต้น แต่ท่านตัดไป ท่านไปยกให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาครับ ในกฎหมายที่ท่านแก้ท่านไปแก้เอาไว้ในมาตรา ๑๔/๑ ที่บอกว่า กรรมการสรรหาจะกำหนดด้าน ที่จะดำเนินการสรรหาเป็นกรรมการตามมาตรา ๖ และกำหนดลักษณะเฉพาะที่แสดงให้เห็นถึง ความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านนั้นไม่มีหลักประกันใดว่าส่วนนี้จะเข้าไป แม้แต่ กระทั่งที่กำหนดมาตั้งแต่ต้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เรื่องของวิศวกรรม เรื่องของเศรษฐศาสตร์ มันมีที่มาที่ไปทุกเรื่อง ทำไมต้องวิศวกรรม ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์ ทำไมต้องด้านที่ยึดโยงกับ เรื่องของภาคประชาชน แต่ในกระบวนการสรรหาอาจมีปัญหา แต่มันต้องมีวิธีการที่ดีกว่านี้ มากกว่าตัดออกไปแล้วยกให้เป็นอำนาจของกรรมการสรรหา ที่ผมจะเรียนท่านประธานก็คือ พอให้เป็นอำนาจของกรรมการสรรหาต้องถามต่อว่ากรรมการสรรหานี่ใครครับ นี่อาจจะไม่ได้ อยู่ในกฎหมายฉบับนี้แต่ต้องโยงให้ท่านประธานเห็นเพราะการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มันโยงกับ ตัวกรรมการสรรหาด้วย เดิมทีกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ เขากำหนดให้กรรมการ กสทช. มา ๒ ทาง ทางหนึ่งคือเลือกกันเอง อีกทางหนึ่งคือกรรมการสรรหา แต่การแก้ไข ปี ๒๕๖๐ ตัดในส่วน เลือกกันเองออกไปทั้งหมดให้เหลือเฉพาะตัวกรรมการสรรหาเท่านั้น เดิมทีกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ กำหนดกรรมการสรรหามาจากหลายภาคส่วนมาก มาจากมหาวิทยาลัย มาจากองค์กรวิชาชีพ มีถึง ๑๖-๑๗ คน แต่การแก้ไขกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เมื่อปี ๒๕๖๐ ไปกำหนด กรรมการสรรหาเสียใหม่ครับ แล้วกรรมการสรรหาที่ว่านี้ปัจจุบันอยู่ใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ ในมาตรา ๑๔ เรามาลองดูว่ากรรมการสรรหามีใครบ้าง ๑. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ๑ คน ๒. ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาอีกคนหนึ่ง ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ ๗. คือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เราจะเห็นที่มาของกรรมการสรรหาชัดนะครับ ว่าเราอาจจะใช้หลักว่ามาจากองค์กรอิสระแล้วก็มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกี่ยวกับเรื่องของคลื่นความถี่ด้วย ทีนี้ปัญหาที่ผมจะโยงให้เห็นว่ามันจะเกิด เพราะว่าในเมื่อท่านไปจำกัดคุณสมบัติของกรรมการสรรหาจากมีอยู่ ๖-๗ เรื่อง ให้เหลือแค่ ๓ ที่เหลือให้กรรมการสรรหาไปกำหนด กรรมการสรรหาทั้ง ๗ คนนี้จะเป็นคนกำหนดว่าจะเอา ผู้เชี่ยวชาญด้านใดมาเป็นคุณสมบัติในการคัดเลือกมาเป็นกรรมการ กสทช. ผมไม่ได้คิดว่า ทั้ง ๗ คนนี้ไม่มีความรู้ความสามารถนะครับ แต่คำถามคือความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ของเขาที่จะเข้าใจเรื่องขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีซึ่งมัน เปลี่ยนแปลงด้วยความรวดเร็วทุกวัน คำถามมีอยู่ว่ากรรมการสรรหาทั้ง ๗ คนนี้มีความรู้ด้านนี้ โดยที่เราเชื่อมั่นว่าเขาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับกรรมการสรรหา ที่อาจจะมีที่มาจากด้านอื่นอย่างที่ในกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ เคยกำหนดเอาไว้ ที่สำคัญก็คือ เราให้ดุลพินิจเขามาก ในมาตราหนึ่งที่ท่านแก้ มาตรา ๑๕/๑ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาเยอะจริง ผมยอมรับ ก็คือเวลาสรรหากันไปมันมีการร้องกันไปว่าคนนั้นคนนี้ขาดคุณสมบัติ ฟ้องร้องกัน วุ่นวาย ในกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ ไปปิดไว้แล้วส่วนหนึ่งว่าถ้ามีการฟ้องไม่กระทบกระบวนการ สรรหาซึ่งดำเนินอยู่ดำเนินไปต่อได้ แต่ในกฎหมายที่แก้ไขฉบับนี้ท่านอาจจะหวังดีว่าทำให้ กระบวนการมันง่ายเข้า ท่านเลยไปเขียนไว้ในมาตรา ๑๕/๑ บอกว่า ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา ให้เป็นที่สุด องค์ประกอบกรรมการสรรหาที่ผมพูดมา ๗ ท่าน ด้วยความเคารพครับ ๖ ใน ๗ มาจากสายกฎหมายเป็นหลัก อีก ๑ คือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการสรรหา ไม่ได้สะท้อนบุคลากรที่อยู่ในแวดวงความเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในเวลาที่เรื่อง ของคลื่นความถี่ทั้งหลาย จะโทรคมนาคม จะกิจการวิทยุโทรทัศน์ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การให้อำนาจเช่นนี้เอาไว้บางทีเรามองมิติเดียวคือมิติกฎหมาย คำถามว่ามันพอหรือเปล่า นี่คือประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมาว่าหลักการในการแก้ไขไม่ขัดข้องต้องแก้ แต่วิธีการที่บัญญัติ รายละเอียดลงไปแก้ไขนี้สิครับว่ามันทำไม่ง่าย แต่มันไม่บรรลุวัตถุประสงค์อย่างที่รัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติเอาไว้ นี่คือปัญหาที่มันจะเกิดนะครับ เพราะฉะนั้นในชั้นคณะกรรมาธิการเรื่องนี้ จะเป็นประเด็นสำคัญ เพราะท่านแก้มา ๓ ครั้งนะครับ ผมมีข้อสังเกตท่านประธานครับ ข้อสังเกตก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะเขียนให้องค์กรนี้เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ มีความยึดโยงกับรัฐบางเรื่องครับ แต่เรา ยิ่งเขียนเรามีแผนปฏิรูปออกมา เรามีกฎหมายเรื่องดิจิทัล การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ ของชาติอย่างกฎหมายใหม่ที่มีออกมาในหลาย ๆ เรื่อง กสทช. ซึ่งควรจะเป็นองค์กรของรัฐ ที่เป็นอิสระมีสถานะคล้าย ๆ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐเข้าไปทุกที ไปดูในองค์ประกอบกรรมการ ได้เลยครับ แล้วกองทุนใน กสทช. ก็ยกย้ายไปอยู่ตรงนั้นด้วย ในกรรมการในอะไรต่ออะไร อำนาจมันไปโยงอยู่กับรัฐมนตรี กับฝ่ายบริหารทั้งนั้น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีมา ตั้งแต่ต้น ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นข้อสังเกตที่ผมตั้งเป็นข้อสงสัยขึ้นว่ามันสอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ การแก้ไขกฎหมายแต่ละครั้งเราทำให้ความเป็นอิสระ ของ กสทช. ลดน้อยลง ในขณะที่เราต้องทำให้มีประสิทธิภาพ เราอาจจะต้องสร้างประเด็น การตรวจสอบ กสทช. ที่มีประสิทธิภาพ แต่การดึงเข้าไปอยู่ภายใต้รัฐ ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็น สิ่งที่เราทำถูกทางหรือไม่ ผมก็เรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าในส่วนหลักการไม่ได้ขัดข้องที่ต้อง แก้ไข แต่รายละเอียดในการแก้ที่ทำให้ง่ายขึ้นจะต้องไม่ไปทำให้สูญเสียเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดิมที่มีมาตั้งแต่ต้น ขอบคุณครับ