วรภพ วิริยะโรจน์ วิพากษ์ร่างกฎหมาย กสทช. ว่ามีเจตนาซ่อนเร้นในการสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยการเปลี่ยนกระบวนการสรรหากรรมการให้ถูกครอบงำ ซึ่งส่งผลต่อความเป็นกลางขององค์กรอิสระที่ควบคุมทั้งผลประโยชน์มหาศาลและสื่อมวลชนของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้สาระสำคัญอยู่ที่การแก้ไขกระบวนการสรรหา กรรมการที่จะมากำกับและดูแล กสทช. ที่ผมอยากจะอภิปรายวันนี้เพื่อชี้ให้เห็นนะครับว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเจตนาที่ซ่อนเร้นแฝงด้วยอันตราย ผมอยากจะขอเท้าความสักนิดหนึ่ง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า กสทช. มีบทบาทที่สำคัญต่อประเทศไทย เพราะตามมาตรา ๒๗ ของ พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ ให้อำนาจหน้าที่ของ กสทช. ไว้สำคัญอยู่ ๒ ประเด็นครับ คือ ๑. กสทช. เป็นองค์กรที่จะมากำกับธุรกิจกิจการโทรคมนาคม ที่ว่ากันด้วยผลประโยชน์ มหาศาล มูลค่าตลาดของยักษ์ใหญ่มือถือ ๓ ราย มีมูลค่าบริษัทรวมกันถึง ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นองค์กรที่จะกำกับการประมูลคลื่นความถี่ที่เปรียบเสมือนเป็นทรัพยากรธรรมชาติ และประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ การประมูล ๕ จี (5G) ล่าสุดที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มีมูลค่ารวมกันกว่าแสนล้านบาท และหน้าที่ที่ ๒ ก็คือ กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ กำกับควบคุมสื่อทั้งหมด ซึ่งในประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลที่จับต้องได้ และประเด็นที่ ๒ หมายถึงอำนาจในการชี้นำสังคมครับ อำนาจในการควบคุมสื่อสารมวลชน ทั้งประเทศ ซึ่งอำนาจในการควบคุมสื่อสำคัญมากครับในด้านการเมืองการปกครอง เพราะว่า ถ้าเรามองย้อนกลับไปพลิกตำราการปกครอง พลิกตำราของเผด็จการทุกเล่ม ทุกตำราเขียน ตรงกันครับว่ากฎของเผด็จการคือการควบคุมสื่อครับ เพื่อชี้นำสังคมให้นึกคิดไปในทิศทาง ที่รัฐบาลต้องการปิดปากสื่อที่ต่อต้านรัฐบาลหรือคุกคามสื่อที่ตีแผ่ความจริงให้ประชาชนได้รับ ทราบ หรือการเลือกที่จะไม่กำกับสื่อที่เลือกข้างทางการเมือง ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ เกิดความขัดแย้งความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าสื่อเลือกข้าง ทางการเมืองเหล่านี้นี่ละครับที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเกิดความแตกแยกจนมาถึง ทุกวันนี้ ซึ่งก็ล้วนเป็นไปตามกฎขั้นพื้นฐานของการปกครองครับ นั่นคือยุยงให้แตกแยกแบ่งแยก และปกครอง ก็ล้วนเป็นผลงานของ กสทช. ผลประโยชน์มูลค่าแสนล้านบาทและอำนาจ ในการควบคุมสื่อคือสิ่งจำเป็นที่คณะกรรมการ กสทช. จะต้องเป็นคณะบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและมีความเป็นกลางทางการเมือง หรือเรียกได้ว่า กสทช. นับเป็นอีกหนึ่ง องค์กรอิสระที่สำคัญของประเทศไทยครับ และนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลต้องการเข้ามาครอบงำ และสะท้อนออกมาในร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะการแก้ไขกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. ตามมาตรา ๑๕ ที่เปลี่ยนให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้คัดเลือก กรรมการ แต่คณะกรรมการสรรหาทั้ง ๗ คน นอกเหนือตัวแทนจากศาลฎีกาและศาลปกครอง สูงสุดแล้ว กรรมการสรรหาอีก ๕ คนที่เหลือล้วนมีที่มาที่ยึดโยงกับ กสทช. ทั้งสิ้น ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง ถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่าเป็นตัวแทนจากองค์กรอิสระ แต่องค์กรอิสระปัจจุบันเหล่านี้ ก็ล้วนยึดโยงกับ คสช. ผ่านมาตรา ๔๔ ของ คสช. ผ่าน สนช. ที่แต่งตั้งโดย คสช. หรือที่กำลัง จะผ่าน ส.ว.ที่ คสช. ก็แต่งตั้ง และที่ยิ่งชัดเจนไปกว่านั้นคือบุคคลใดที่ผ่านด่านแรกการสรรหา ในมาตรา ๑๕ แก้ไขให้คณะกรรมการสรรหา ๕ ใน ๗ มีที่มาที่ยึดโยงกับ คสช. ก็จะเจอด่านที่ ๒ ในมาตรา ๑๖ ที่แก้ไขให้มีการลงมติเห็นชอบโดย ส.ว. พูดง่าย ๆ ก็คือบุคคลใดที่ไม่ใช่พวก ที่หลุดออกมาจากการสรรหาในด่านแรกแล้วก็จะสามารถถูกลงมติไม่เห็นชอบโดย ส.ว. ได้อยู่ดี มีตัวอย่างล่าสุดในต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในการลงมติเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของวุฒิสภาที่ ส.ว.ที่แต่งตั้งโดย คสช. มีมติไม่เห็นชอบบุคคลที่ถูกเสนอชื่อโดยที่ประชุมใหญ่ ศาลปกครองสูงสุดที่ไม่ได้ยึดโยงกับ คสช. ดังนั้นร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้มีเจตนามองเป็น อย่างอื่นไม่ได้ครับว่ามีเจตนารมณ์ที่แฝงในการสืบทอดอำนาจต่อของ คสช. อย่างชัดเจน ในการเข้ามาแทรกแซงครอบงำองค์กรอิสระที่ควบคุมผลประโยชน์แสนล้านบาทและอำนาจ ในการควบคุมสื่อได้อย่าง กสทช. อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถ้ารัฐบาลจะอ้างว่ากระบวนการสรรหา ในร่างกฎหมายนี้ เป็นกระบวนการสรรหาเดียวกับองค์กรอิสระอื่น ๆ ทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งเป็นคำตอบ ที่ชัดเจนครับว่าทำไมองค์กรอิสระปัจจุบันถึงไม่เป็นอิสระและไม่เป็นกลางทางการเมือง เพราะล้วนมีที่มาที่จะโยงกับ คสช. ทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจครับที่องค์กรอิสระปัจจุบัน จะไม่มีความเป็นอิสระ ไม่มีความเป็นกลาง ไม่ยึดโยงกับประชาชน และไม่มีความชอบธรรม ใด ๆ ทั้งสิ้น และองค์กรอิสระก็กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเป็นกลไกในการเข้ามาแทรกแซง ครอบงำการสรรหาองค์กรอิสระอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมา เพื่อ คสช. ผมอยากจะขอให้ท่านประธานลองกลับมาทบทวนปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ของปัญหาความขัดแย้งของประเทศไทยครับในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ปัญหาหนึ่งก็คือ กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่เป็นกลางนี่ละครับ ที่เป็นชนวนความขัดแย้งที่สำคัญที่สุด ของประเทศไทย เพราะสังคมใดที่ขาดความยุติธรรมสังคมนั้นย่อมขาดความปรองดองครับ ผมอยากขอเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะทำการทบทวนกระบวนการสรรหาที่มาของ องค์กรอิสระที่เป็นกลางใหม่และพวกเราสามารถเริ่มได้เลยครับที่ร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้ ผมอยากขอเสนอให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าการสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นองค์กรอิสระที่เป็นกลางที่สุด คือกระบวนการสรรหาบุคคลที่ทุกฝ่ายร่วมกันและเห็นตรงกันว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสม ต่อการเป็นองค์กรอิสระนั้น ๆ มากที่สุดครับ ถ้าให้ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการสรรหา ๘ คน ที่เป็นตัวแทนจากพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ฟากละ ๔ พรรคการเมือง ที่มีจำนวนเสียงผู้แทนราษฎรสูงที่สุดตามลำดับ และตัวแทนพรรคการเมืองพรรคละ ๑ คน นั่นหมายถึงตัวแทนจากพรรค ๘ พรรคการเมืองที่ทั้ง ๘ พรรคก็นับเป็นคู่แข่งขันทางการเมือง อยู่แล้ว และเป็นคู่แข่งสำคัญจากฟากพรรคร่วมรัฐบาลและฟากพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างละ เท่ากัน บุคคลที่ถูกเลือกมากที่สุดในแต่ละรอบจากตัวแทนพรรคการเมือง ๘ พรรคนี้ละครับ ก็ย่อมเป็นที่แน่ชัดครับว่ามีคุณสมบัติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับ ตำแหน่งนั้น ๆ และมีความเป็นกลางที่จะใช้อำนาจได้ยุติธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุดครับ และนอกเหนือจากกลไกในการสรรหาองค์กรอิสระที่เป็นกลางที่ผมยกตัวอย่างไปแล้วครับ อีกหนึ่งกลไกที่สำคัญที่จะสามารถถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรอิสระได้ คือกระบวนการ ถอดถอนองค์กรอิสระ และการรักษาความเป็นอิสระขององค์กรอิสระในกระบวนการถอดถอน คือการเข้าชื่อถอดถอนโดยประชาชน เพราะถ้าประชาชนมาเข้าร่วมชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ คนไหนเป็นแสนรายชื่อ ผมคิดว่าองค์กรอิสระคนนั้นก็ย่อมหมดความชอบธรรมในการใช้ อำนาจอีกต่อไปครับ เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรอิสระให้มีการรับผิด และรับชอบต่อประชาชนมากขึ้นมากกว่าที่ผ่านมาครับ ดังนั้นนี่เป็นเพียงตัวอย่างข้อเสนอ ที่ผมอยากจะขอให้มีการทบทวนแล้วก็ปรับปรุงต่อร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้คือการทบทวน กระบวนการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. ให้มีกระบวนการสรรหาที่เป็นกลาง ยึดโยงกับ ประชาชน และเพิ่มกระบวนการถอดถอนโดยการเข้าชื่อของประชาชนในร่างกฎหมายฉบับนี้ ด้วยครับ เพื่อเป็นกฎหมายสำคัญในการสร้างองค์กรอิสระที่เป็นกลางได้จริงใช้อำนาจได้ อย่างยุติธรรม และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ขอบคุณครับ