อุบลศักดิ์ ชี้ปัญหาข้าววิกฤต หนี้ครัวเรือนเร่งเร้า ขอแก้ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

อุบลศักดิ Decoration บัวหลวงงาม หารือปัญหาข้าวที่รุมเร้าเกษตรกรไทย ทั้งด้านต้นทุน น้ำ ดิน และการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเน้นความจำเป็นในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและนโยบายที่ต่อเนื่องเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี ในฐานะกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ปัญหาข้าวเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ปัญหาข้าวมีมาตลอดอย่างช้านาน ในอดีตข้าวของเรานั้น สามารถส่งออกต่างประเทศได้อันดับ ๑ ของโลก แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีพื้นดิน ประมาณ ๓๒๑ ล้านไร่ ทำเกษตรกรรมประมาณ ๑๕๐ ล้านไร่ ปลูกข้าวประมาณ ๗๐ ล้านไร่ แต่อย่างไรก็ตามปีหนึ่งโดยเฉลี่ยเราสามารถผลิตข้าวได้ ๓๓ ล้านตันข้าวเปลือก ท่านประธาน ที่เคารพครับ ต้องกราบเรียนว่าปัญหาข้าวเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามครับ โลกนี้ ประเทศนี้พื้นดินมีน้อยแต่ประชากรเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคก็มากขึ้น แต่ทำอย่างไรที่พี่น้อง เกษตรกรชาวนาไทยเรานั้นสามารถที่จะขายข้าวไม่ต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลหลายรัฐบาลก็แก้ปัญหา ไม่ว่าโครงการรวบรวมข้าวเปลือกประกันราคาข้าวเปลือก จำนำราคาข้าวเปลือก แต่สุดท้ายที่สุดพี่น้องเกษตรกรชาวนาทั้งประเทศก็ยังมีหนี้สิน ล้นพ้นตัวไม่สามารถที่จะมาชำระหนี้ได้ ดังที่เป็นข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้วว่าชาวนาฆ่าตัวตาย จำนวนมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าโครงการนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรามีดิน ถ้าไม่มีน้ำ มีน้ำไม่มีดิน ปัญหาเบื้องต้นดินเปรี้ยวดินเสีย ดินเค็ม จะแก้อย่างไร ในขณะเดียวกันนั้นเราได้บอกแล้วว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นก็ดี ผลกระทบน้ำท่วมมากก็กระทบ เพราะฉะนั้นตรงนี้กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติว่าสภาแห่งนี้จะต้องช่วยกัน เสนอแนะแก้ไขปัญหา ในการที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องข้าว เราได้เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าผู้ผลิต แปรรูป การตลาด ทุกส่วนมาหารือ ดังนั้นกราบเรียนว่าวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หรือเรียกว่าตั้งแต่ผลิต แปรรูป การตลาด ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ผลิต กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้แปรรูป กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้จำหน่าย แต่ทั้ง ๓ หน่วยงาน ดังกล่าวนั้นที่ผ่านมาอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสกันเท่าที่ควร ไม่มีเอกภาพในการบริหารจัดการ คณะอนุกรรมาธิการเราตระหนักอย่างยิ่งว่าวิธีการแก้ไขปัญหานั้นควรจะแก้ไขอย่างไร เราได้สรุปกันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นจากเอกสารที่ได้มอบให้ท่านทั้งหลาย ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติไปหมดแล้ว จะขออธิบายย่อ ๆ สั้น ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างความเข้าใจ กับมวลสมาชิก ปัญหาจริง ๆ แล้วนั้นเราบอกแล้วว่าที่ผ่านมาเราบริหารไม่เอกภาพ จริง ๆ หน่วยงานของเรา มีหลายส่วนนะครับ องค์กรเกษตรกรมีหลายส่วน ไม่ว่าสหกรณ์ ไม่ว่ากลุ่มเกษตรกรที่มีอยู่ ทั่วประเทศ สหกรณ์ก็มีอยู่ระดับอำเภอ มีนโยบายรวมกันผลิต รวมกันซื้อรวมกันขาย กลุ่มเกษตรกรมีทั้งหมด ๗,๓๘๔ กลุ่มทั่วประเทศเป็นนิติบุคคล แต่ขาดความเชื่อมโยง การตลาด ไม่รู้ว่าตลาดอยู่ตรงไหน วันนี้เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นน้ำ ต้นน้ำ จะทำอย่างไร รายละเอียดได้นำเรียนในเอกสารไปแล้ว ส่วนกลางน้ำนั้นคือแปรรูป เมื่อก่อน การผลิตตั้งแต่เบื้องต้น ต้องเรียนว่าเราไม่ได้มีการวิจัยวิเคราะห์พื้นที่หรือการแบ่งพื้นที่ เพาะปลูก ซึ่งหลาย ๆ ท่านบอกว่าการแบ่งโซนนิง (Zoning) หรือแบ่งพื้นที่เพาะปลูก ผมต้องกราบเรียนว่าวันนี้เราสามารถจะบริหารจัดการได้ รัฐบาลหลายรัฐบาลก็มีนโยบาย เช่น นาแปลงใหญ่ นาแปลงเล็ก นาแปลงน้อย แต่จริง ๆ แก้ปัญหาไม่ได้ การจะบริหาร แบ่งโซนนิง (Zoning) พื้นที่เพาะปลูกมันต้องมีการออกกฎหมายบางส่วน เพราะพื้นดินนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นดินลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่สามารถจะแก้ได้ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มีหน้าที่พัฒนาที่ดิน มีการจัดรูปที่ดินระบบชลประทานอย่างไร ผมคงไม่ต้องกล่าว ณ ที่นี้ จะกล่าวว่าวันนี้ถ้าหากว่าตั้งแต่ต้นเริ่มผลิต ไม่ว่าพันธุ์ข้าวก็ดี ดินก็ดี กระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีกรมการข้าว มีเจ้าหน้าที่เพียงเล็กน้อย มีนักวิชาการก็ไม่กี่คน การวิจัยพันธุ์ข้าว แต่ละพันธุ์ข้าวนั้นต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ถึงจะวิเคราะห์ได้ว่าข้าวพันธุ์นี้ดีหรือไม่ดี วันนี้ตลาดอยู่ที่ไหน ตลาดอยู่ภายในตลาดต่างประเทศ วันนี้ผู้บริโภคก็ต้องคิดว่า เราต้องหาตลาด อยากกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติว่าวันนี้ โครงการให้พี่น้องได้เห็นภาพว่าข้าวที่ผ่านมานั้นรัฐบาลใช้คำว่า ประกันรายได้ ประกันรายได้ ก็หมายความว่าถ้าพี่น้องเกษตรกรชาวนาขายข้าวไม่ได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลจะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบ แต่ขณะเดียวกันโครงการของเราได้คิดแล้วว่าโครงการข้าวนะครับ ข้าวตันหนึ่ง มี ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ออกมาเป็นข้าวสารได้ประมาณ ๔๘๐ กิโลกรัม ถ้าแปลเป็นเงินแลก เป็นเงินก็จะได้ประมาณ ๑๕,๐๐๐ กว่าบาท พอเป็นข้าวชั้น ๒ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะได้ ยอดเงินอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าบาท พอเป็นปลายข้าวก็จะ มีประมาณ ๑๗๐ กิโลกรัม แปลเป็นเงิน ๒,๐๐๐ กว่าบาท รำข้าวมีประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัม ก็จะได้ประมาณ ๘๕๐ กิโลกรัม แกลบวันนี้สามารถมีประมาณ ๒๕๐ กิโลกรัม แปลเป็นเงินได้ ๑,๒๕๐ บาท ถ้ารวมแล้วจะเห็นว่าข้าวเกวียนหนึ่งเกษตรกรสามารถแปรรูปเสร็จเรียบร้อย สามารถทำข้าวได้ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท นี่เรียกว่าข้าวขาวธรรมดา ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ คงจะเห็นภาพว่าวันนี้ผลิตแปรรูปการตลาดถ้าสามารถบริหารจัดการ องค์กรได้ อย่างน้อย ๒๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณภาษี พี่น้องประชาชนมาใช้จ่าย แต่ถ้าหากว่าจะแปรรูปชั้นสูงท่านจะสังเกตว่าวันนี้ข้าวสามารถ แปรไปได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าขนมทุกอย่าง ไม่ว่าก๋วยเตี๋ยว ไม่ว่าของทุกสิ่งทุกอย่าง ขนมทั้งหมดมาจากข้าว ไม่ว่าขนมจีน ไม่ว่าขนมปัง ทุกอย่างมาจากข้าวหมด แม้แต่เหล้า สาโทสาเกก็เอามาจากข้าว ผมสรุปรวมว่ารวมเบ็ดเสร็จแล้ว ถ้าหากทำตามแผ่นชาร์ต (Chart) ที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอจะได้ข้าวมูลค่ารวมเบ็ดเสร็จไม่น้อยกว่า ๑๖๐,๐๐๐ บาท คณะกรรมาธิการเราก็ได้ไปศึกษาดูงานนะครับ หลายพื้นที่จะเห็นว่าโรงงานข้าวบริสุทธิ์ ข้าวปลอดสารพิษนะครับ เขาเรียกว่าข้าวอินทรีย์ตั้งแต่เบื้องต้น ที่จังหวัดลพบุรีที่อำเภอท่าวุ้ง เราพาคณะกรรมาธิการไปดูว่าเขาแปรรูปข้าวทั้งหมดนั้น สามารถจำหน่ายได้ตันหนึ่ง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เป็นพยานหลักฐานครับ ตัวเลขจริงครับ สื่อมวลชนก็ไปดู ผู้แทนราษฎรเราก็ไปดู วิธีการทำตั้งแต่ต้น ถ้าหากเราใช้บูรณาการ เขาเรียกว่าเพิ่มมูลค่าจากข้อมูลนั้น เรามีเอกสารยืนยันชัดเจนครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่น่ากังวลครับ ถ้าใช้แผนตรงนี้ถ้าผลิตแปรรูปการตลาด ตลาดซื้อขายล่วงหน้าอยู่ที่ไหน มันมีอยู่แล้ว เราสามารถมีออร์เดอร์ (Order) จากประเทศ บางประเทศอาจจะบริโภคข้าวชั้นดี ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวชั้นหนึ่ง ชั้นสอง คือตลาดซื้อขาย ล่วงหน้า วันนี้รัฐบาลต้องมีหน้าที่ทางการตลาด ท่านต้องไปหาตลาดมาก่อนและมาวางแผน ให้พี่น้องเกษตรกรปลูกข้าวชนิดใด พื้นที่ไหน เขาเรียกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องใช้งบประมาณ แผ่นดินอย่างที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นไม่ว่าประกันรายได้ก็ดี จำนำก็ดีหรือไม่ว่ารวบรวมก็ดี ผมเคยนั่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ จะเห็นข้อมูลตรงนี้ดีว่าการแก้ปัญหานั้น ไม่ถูกจุด เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าหากว่าโครงการดังกล่าวตามที่คณะกรรมาธิการเราได้เห็นแล้วนั้น จะเห็นว่าข้าวควรจะราคาเท่าไร แล้ววันนี้สหกรณ์ทั่วประเทศ มียุ้ง มีฉาง มีลาน มีตาชั่ง มีเครื่องอบความชื้นทุกอย่างมีครบเหลือแต่จะเพิ่มว่าจะแปรรูปแบบข้าวไปเป็นสินค้าอะไร เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมใช้เวลามาพอสมควร จึงอยากจะเห็นว่า การบริหารจัดการที่ผ่านมานั้นไม่มีเอกภาพ ผมได้กราบเรียนท่านประธานหลายครั้งว่า ถ้าหากวันนี้รัฐบาลมองเห็นว่าผลิตแปรรูปการตลาดครบวงจร ผมคิดว่าพี่น้องชาวนา จะไม่เดือดร้อน เพราะรู้ว่าราคาข้าวล่วงหน้าเท่าไร และควรจะปลูกข้าวพันธุ์อะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ เพราะฉะนั้นสรุปให้ว่าผมเสนอแนวทางตั้ง กระทรวงการข้าว ทุกอย่างจะมีข้อมูลในเอกสารไว้ชัดเจน เราได้เตรียมการ ได้วางแผน มาหลายสิบปี เราวิเคราะห์ เรามีข้อมูลหลาย ๆ อย่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าหากโครงการ ดังกล่าวบรรลุตามเป้าหมาย ถ้ารัฐบาลมีนโยบายจะช่วยชาวนาอย่างจริงจัง ตั้งกระทรวง การข้าวครับ หลายท่านบอกว่าทำไมจะต้องตั้งกระทรวงการข้าว เพราะที่ผ่านมา การบริหารจัดการไม่เอกภาพ ถามว่าทำไมกระทรวงแรงงานมีผู้ใช้แรงงานแค่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ตั้งกระทรวงแรงงานได้ แต่เกษตรกร ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ และเป็นผู้ผลิตข้าวเลี้ยงคนทั้งโลก เมื่อก่อนนี้รัฐบาลส่งข้าวไปต่างประเทศ เราเคย เก็บค่าพรีเมียม (Premium) มีงบประมาณอยู่ในกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร สุดท้าย ขอสรุปว่าถ้าหากรัฐบาลเอาแผนโครงการของเราไปตั้งกระทรวงการข้าวจะบริหารบูรณาการ แบบครบวงจร ขอขอบคุณอย่างสูงครับ สุดท้าย ๆ ต้องตั้งกระทรวงการข้าวครับ