พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องความเสียใจต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นที่โคราช และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของประชาชน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลสุขภาพจิตของประชาชน และเรียกร้องให้กองทัพบกประสานงานกับกรมสุขภาพจิตเพื่อคัดกรองและป้องกันการเกิดเหตุการณ์เลวร้าย
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เลวร้าย ที่เกิดขึ้นที่โคราชที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีคนไทยไม่ค่อยมีความสุขค่ะ ท่านประธานเรามีปัญหา ต่อเนื่องมายาวนานตั้งแต่วิกฤติพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ล่าสุดคือวิกฤติอู่ฮั่น แล้วสัปดาห์นี้ก็มี ความเสียใจที่เกิดขึ้นที่โคราช ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัญหาสาเหตุหลักที่ต้องต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ให้ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาหรือเยียวยา คือสภาพจิตใจหรือว่าสภาพปัญหาของสุขภาพจิต ของประชาชน พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอแนวคิดในการตรวจสุขภาพจิตฟรีให้กับประชาชน แต่น้ำหนักดูไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไร ดิฉันขออนุญาตนำมาเสนออีกครั้งหนึ่งเพราะดิฉันว่า มันมีความจำเป็นแล้วก็มีความสำคัญมาก ท่านประธานคะ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเราถึงต้องใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพจิต ดิฉันสามารถหาประเด็นสนับสนุนได้ประมาณ ๓ ประเด็น
ข้อแรกคือความเข้าใจต่อการตรวจสุขภาพจิตของคนไทยมีทัศนคติที่เป็นลบ เราชอบคิดว่าคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตเป็นคนไม่ปกติ เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างทัศนคติ ประชาชนก็เลยไม่ค่อยสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
ข้อที่ ๒ คือช่องทางโลกในการสื่อสารออนไลน์ (Online) สมัยนี้พัฒนาไปเร็วมาก จนกระทั่งมันสร้างความแปลกแยกระหว่างผู้สื่อสารกับผู้รับสารอาจจะเข้าใจกันผิดไปบ้าง หรือมีความรุนแรงมากขึ้น
ข้อที่ ๓ สภาพเศรษฐกิจและสังคมมันเปลี่ยนแปลงไปมาก สภาพเศรษฐกิจ ที่เข้าไปถึงยุคที่เรียกว่ายุคล่มสลายหรือสมัยของดิสรัปชัน (Disruption) ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไปหมด คนที่ไม่เปลี่ยนจะถูกเปลี่ยน ประชาชน เศรษฐกิจมีปัญหา สภาพสังคมเกิดทัศนคติ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าโพลาไรเซชัน (Polarization) คือแบ่งเป็น ๒ ขั้ว ชอบหรือไม่ชอบ เกลียดหรือไม่เกลียด ถ้าคิดว่าตัวเองถูกคนอื่นจะเป็นฝ่ายผิดเสมอ ทุก ๆ อย่างสร้างปัญหากับ สภาพจิตของประชาชน เรามีโรคใหม่ ๆ ที่ได้ยินมากขึ้นคือโรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ (Bipolar) หรือที่เรียกว่าอารมณ์แปรปรวน ทุก ๆ อย่างนี้ทำให้ประชาชนเรามีความทุกข์ค่ะ ดิฉันขอเสนอ แนวทางแก้ไข ๔ ประการนะคะ
ข้อแรก คือเราควรสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนว่ามีความจำเป็นจะต้อง ตรวจสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วก็เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง ท่านประธานคะ ถึงเวลาหรือยังคะที่คนไทยจะมีโอกาสได้ตรวจสุขภาพจิตฟรีปีละ ๑ ครั้ง เช่น การตรวจสุขภาพจิตนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลประชาชนให้มีความสุขขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อที่ ๒ รูปแบบการตรวจสุขภาพจิตที่จะทำได้ สามารถทำในสื่อออนไลน์ (Online) ให้มีการตรวจสอบที่ทำได้ง่าย ให้สร้างทัศนคติที่ดี เช่น สามารถตรวจสอบสภาพ จิตใจตัวเองได้ว่าวันนี้รู้สึกไม่สบายใจลองทำแบบทดสอบดูสิว่าสภาพจิตใจเราปกติดีหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้ท่านประธานคะเราบรรจุลงไปในหลักสูตรเลยว่าในการศึกษานี้ควรจะเข้าใจ เรื่องสุขภาพจิต แล้วก็บรรจุในเรื่องของสวัสดิการแรงงาน สวัสดิการของพนักงาน
ข้อที่ ๓ คือควรจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ดูแลสุขภาพจิตของประชาชนเข้าไป ในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เก็บข้อมูลกันอย่างจริงจัง ติดตามอาการผู้ป่วย รวมที่สำคัญที่สุด คือให้ความสำคัญกับจิตแพทย์ แพทย์ที่ดูแลเรื่องสุขภาพจิตของประชาชน ผลิตแพทย์พวกนี้ ให้มากขึ้นเพื่อดูแลประชาชน เพราะว่าโรคพวกนี้มันจะทวีความรุนแรงแล้วก็สำคัญมากขึ้น
ข้อที่ ๔ เราควรจะมีบิ๊ก ดาต้า (Big data) คือเก็บข้อมูลสุขภาพจิตของประชาชน เพื่อการติดตามผู้ป่วย วิเคราะห์ วิจัยปัญหาทางสังคม เชื่อมโยงในทุก ๆ ภาคที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายและสำคัญที่สุดท่านประธานคะ ดิฉันขอฝากให้กองทัพบกประสานกับกรมสุขภาพจิต ให้มีการทดสอบสุขภาพจิตของกำลังพลที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทุก ๆ ๓ เดือน เพื่อคัดกรองให้คนที่ไม่พร้อมในการใช้อาวุธ ให้คนที่ไม่พร้อมในการทำความเสี่ยงนี้ มีความเสี่ยง ในการนำอาวุธไปก่อเหตุให้รุนแรงได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้การทำงานของกองทัพนั้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านประธานคะเราอาจจะรู้สึกว่านี่คือวัวหายล้อมคอกหรือเปล่า แต่ดิฉันมั่นใจว่าถ้าเรากั้นคอกนี้อย่างแข็งแรงและมั่นคง ประชาชนก็จะมีความสุขมากขึ้น เหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ นี้ก็อาจจะบรรเทาได้มากขึ้นค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน